เจ็ดปีที่ไร้รัก หย่าแล้วถูกผู้ทรงอิทธิพลตามเอาใจ

เจ็ดปีที่ไร้รัก หย่าแล้วถูกผู้ทรงอิทธิพลตามเอาใจ

بواسطة:  ซิงซิงโข่วไต้مستمر
لغة: Thai
goodnovel4goodnovel
9.5
2 تقييمات. 2 المراجعات
30فصول
779وجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

แต่งงานกันมาเจ็ดปี เจียงซวี่เหิงไม่เคยพาอันโย่วเหอออกงานต่อหน้าสาธารณชนเลยสักครั้ง แต่กลับไปจัดพิธีแต่งงานกับลูกศิษย์ของตัวเอง แม่สามีและลูกชายไม่เพียงไปร่วมงานด้วยกัน แต่ยังไล่เธอออกมาอย่างไม่ไว้หน้า สามีบังคับให้เธอขอโทษ แม่สามีตำหนิว่าเธอทำให้ครอบครัวขายหน้า ส่วนลูกชายก็ไม่ต้องการให้เธอเป็นแม่อีกต่อไป หลังจากถูกครอบครัวทอดทิ้งอีกครั้ง ในที่สุดอันโย่วเหอก็คิดได้และตัดสินใจว่าจะรักตัวเองให้ดี เธอไม่ขอเป็นคุณนายเจียงอีกต่อไป แม้แต่ลูกชาย เธอก็ไม่เอาแล้ว เจียงซวี่เหิงปักใจเชื่อว่า อันโย่วเหอที่ครั้งหนึ่งถึงกับยอมปีนขึ้นเตียงเขาเพื่อให้ได้แต่งงาน หากไม่มีสถานะคุณนายเจียง ก็คงใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้ แต่เขาไม่รู้เลยว่า ภรรยาที่เขาดูแคลนนั้น ไม่เพียงเป็นอัจฉริยะแห่งวงการวิชาการที่กุมจุดตายของทั้งครอบครัวเขาไว้เท่านั้น รอบตัวเธอยังมีผู้ชายคุณภาพตามจีบอีกนับไม่ถ้วน เมื่อความเข้าใจผิดคลี่คลายและความจริงถูกเปิดเผย เจียงซวี่เหิงก็ร้อนรน แต่ข้างกายอันโย่วเหอกลับถูกชายผู้ทรงอำนาจและเด็ดขาดคนนั้นครอบครองไว้ตั้งนานแล้ว ยิ่งตัวตนของอันโย่วเหอถูกเปิดเผยออกมาทีละชั้น ก็ยิ่งทำให้คุณหนูตัวจริงของตระกูลมหาเศรษฐีระดับท็อปหวาดระแวงมากขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า อันโย่วเหอ ผู้เป็นคุณหนูตัวปลอม แท้จริงแล้วคือทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลมหาเศรษฐีระดับท็อปแห่งนี้ ต่อมา อดีตสามีสารเลวเจ็บปวดรวดร้าวถึงหัวใจ "เสี่ยวเหอ ผมเสียใจที่ทำไป เรากลับมาแต่งงานกันใหม่เถอะ" อันโย่วเหอ “หมาสกปรก ไสหัวไปให้พ้น” ลูกชาย “แม่ แม่ไม่เอาผมแล้วเหรอ?” อันโย่วเหอ “ขอโทษนะ นายไม่ใช่ลูกชายของฉันจริง ๆ” ซางจื้อ “ที่รัก งั้นเรามามีลูกสักคนดีไหม?” อันโย่วเหอ "หึ ๆ คุณยังอยู่ในช่วงพิจารณาอยู่เลย"

عرض المزيد

الفصل الأول

บทที่ 1

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าใช่คุณนายเจียงหรือเปล่าคะ? ดิฉันเสี่ยวจางจากบริษัทรับจัดงานแต่งค่ะ มีรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับลำดับพิธีในวันแต่งงาน อยากขอรบกวนยืนยันกับคุณหน่อยค่ะ”

มือที่กำลังคนซุปของอันโย่วเหอชะงักค้าง วันนี้เธออารมณ์ดี จึงยิ้มตอบอีกฝ่ายว่า “ฉันเป็นคุณนายเจียงจริงค่ะ แต่ฉันแต่งงานกับคุณเจียงมาเจ็ดปีแล้ว ช่วงนี้พวกเรายังไม่มีแผนจะจัดงานแต่งนะคะ”

อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำว่า “หรือว่าฉันโทรผิดคะ? ขอถามหน่อยนะคะ คุณคือคุณซูจิ่นเยี่ยน ภรรยาของคุณเจียงซวี่เหิงใช่ไหมคะ?”

เคร้ง...

ช้อนในมือของอันโย่วเหอหล่นกระแทกพื้น คำพูดของอีกฝ่ายทำให้หูของเธออื้ออึงไปหมด

“ฮัลโหล? ยังได้ยินอยู่ไหมคะ? ขอถามอีกครั้งนะคะ คุณคือคุณซูจิ่นเยี่ยนใช่ไหมคะ?”

ใบหน้าของอันโย่วเหอซีดเผือด “ฉะ...ฉัน...ไม่ใช่...”

“ขอโทษด้วยนะคะ สงสัยว่าฉันโทรผิด” อีกฝ่ายกล่าวขอโทษก่อนวางสายทันที

แต่อันโย่วเหอกลับไม่อาจสงบใจลงได้ เพราะสามีของเธอชื่อเจียงซวี่เหิง

เธอแต่งงานกับเจียงซวี่เหิงตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จดทะเบียนสมรสมาเจ็ดปี และมีลูกชายวัยหกขวบหนึ่งคน

ส่วนชื่อซูจิ่นเยี่ยน เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกหู เพราะอีกฝ่ายเคยเป็นลูกศิษย์ของเจียงซวี่เหิง และตอนนี้กำลังทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการของบริษัทเขา

เธอเคยได้ยินเจียงซวี่เหิงเอ่ยถึงชื่อซูจิ่นเยี่ยนหลายครั้ง และทุกครั้งเขาก็ล้วนเอ่ยชมเธอ

อันโย่วเหอไม่เชื่อว่าโทรศัพท์สายนี้จะโทรมาหาเธอโดยไม่มีเหตุผล อีกทั้งทันทีที่อีกฝ่ายเปิดปาก ก็เรียกชื่อเจียงซวี่เหิงกับซูจิ่นเยี่ยนได้อย่างถูกต้อง

สี่ทุ่มแล้ว ภายในห้องนั่งเล่นอันกว้างขวาง มีเพียงอันโย่วเหอนั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง เธอกำลังรอเจียงซวี่เหิง ระหว่างนั้นเธอโทรหาเขาหลายสาย แต่ไม่มีสายไหนได้รับการตอบรับ

ในที่สุด เมื่อใกล้ห้าทุ่ม เธอก็ได้รับสายที่เจียงซวี่เหิงโทรกลับมา

ยังไม่ทันที่อันโย่วเหอจะได้พูด เสียงทุ้มเย็นชาที่แฝงความรำคาญอย่างชัดเจนของเจียงซวี่เหิงก็ดังมาจากปลายสาย “ผมยุ่งมาก คุณช่วยรู้จักดูสถานการณ์หน่อยได้ไหม!”

อันโย่วเหอรู้สึกแน่นหน้าอก เธอเองก็ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ถึงได้กลายเป็นภรรยาที่ “ไม่รู้จักแยกแยะ” ในสายตาของสามี

“คืนนี้คุณจะกลับบ้านไหม?” เธอถามเสียงแผ่ว

“ไม่กลับ สุดสัปดาห์นี้ผมต้องเดินทางไปทำงาน คืนนี้จะนอนที่บริษัท”

“ต้องการให้ฉัน...”

อันโย่วเหอกำลังจะถามว่าเขาต้องการให้เธอจัดของใช้จำเป็นแล้วเอาไปส่งที่บริษัทหรือเปล่า แต่ในตอนนั้นเอง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากปลายสาย ไม่เบาไม่ดังนัก

“อาจารย์คะ เร็วหน่อยค่ะ ทางบริษัทรับจัดงานแต่ง...”

“แค่นี้ก่อนนะ ช่วงนี้ผมยุ่งมาก อย่าเอาเรื่องที่บ้านมากวนผม”

ยังไม่ทันที่อันโย่วเหอจะได้ฟังผู้หญิงคนนั้นพูดจนจบ เจียงซวี่เหิงก็วางสายไปเสียแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังได้ยินคำว่า “บริษัทรับจัดงานแต่ง” อย่างชัดเจน

ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจากก้นบึ้งของหัวใจ ก่อนจะลุกลามไปทั่วทั้งร่าง

พอฟ้าสว่างเต็มที่ อันโย่วเหอก็นั่งอยู่บนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองข้างเคียงแล้ว

เธอไม่ได้นอนทั้งคืน ดวงตาบวมแดง ใบหน้าดูอิดโรย จิตใจว้าวุ่นขณะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

หลังจากคิดฟุ้งซ่านอยู่ทั้งคืน สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่า งานแต่งครั้งนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่

เธอได้ที่อยู่มาด้วยการใช้เบอร์โทรอีกหมายเลขโทรกลับไปหาบริษัทรับจัดงานแต่ง โดยอ้างว่าต้องการสอบถามรายละเอียดงาน อีกฝ่ายไม่ได้เอะใจ จึงบอกที่อยู่ให้เธอทันที

ขณะที่กำลังเหม่ออยู่ โทรศัพท์สายหนึ่งจากคนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานก็ดังเข้ามา

อันโย่วเหอมองชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสาย

“รุ่นพี่...” เสียงของเธอแหบพร่า ลำคอแห้งผากจนแทบเอ่ยคำไม่ออก

“เสี่ยวเหอ ดีจริง ๆ ที่เธอยอมรับสายฉัน” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างเห็นได้ชัด “เธอน่าจะรู้ว่าฉันโทรมาทำไม เพราะงั้นฉันจะไม่อ้อมค้อมแล้ว ตอนนี้สถาบันวิจัยต้องการเธอจริง ๆ ขอแค่เธอกลับมา ฉันจะให้เธอรับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา เป็นไง?”

อันโย่วเหอดูไม่มีชีวิตชีวา แม้แต่น้ำเสียงก็เรียบเฉย “รุ่นพี่ ที่สถาบันมีทั้งพี่กับอาจารย์อยู่แล้ว ฉันจะกลับไปหรือไม่กลับไป ก็คงไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรหรอกค่ะ”

คนปลายสายเริ่มร้อนใจ “จะไม่ได้มีความหมายได้ยังไง ห้องปฏิบัติการวิจัยควอนตัมคริสตัลออสซิลเลเตอร์ก่อตั้งขึ้นด้วยมือของเธอเอง เธอก็รู้ดีว่างานวิจัยนี้มีความสำคัญต่อวงการแค่ไหน อีกอย่าง ตำแหน่งผู้อำนวยการเดิมทีก็เป็นของเธออยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน... เฮ้อ ฉันก็แค่รักษาการแทนให้เธอเท่านั้น หรือจะให้ฉันรักษาการแทนไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?”

ตอนนี้อันโย่วเหอจิตใจว้าวุ่น ความคิดสับสนจนตีกันยุ่งเหยิง การไม่ได้นอนมาทั้งคืนทำให้เธอไม่มีทางคิดหรือตอบเรื่องอะไรได้เลย “รุ่นพี่ ขอฉันคิดดูก่อน แล้วค่อยให้คำตอบพี่นะคะ”

เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก อันโย่วเหอจึงหาโรงแรมที่ใช้จัดงานแต่งพบอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโรงแรมหรูเพียงแห่งเดียวในเมืองเล็กแห่งนี้

ภายในล็อบบี้ของโรงแรม มีภาพถ่ายแต่งงานของเจ้าบ่าวเจ้าสาวตั้งเด่นอยู่

ในภาพ เจ้าสาวมีใบหน้าหวาน รอยยิ้มสดใส เพียงมองก็รู้ว่าเธอมีความสุข และรักเจ้าบ่าวของเธอมาก

สายตาของอันโย่วเหอเลื่อนจากเจ้าสาวไปหยุดที่เจ้าบ่าว ใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนกับสามีของเธอ เจียงซวี่เหิงทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ดวงตาของเธอปวดร้าวจนแทบลืมตาไม่ขึ้น

“คุณเป็นใคร?” คู่สามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งเดินเข้ามา ชายวัยกลางคนมองอันโย่วเหอด้วยสายตาระแวดระวัง “ยืนดูรูปแต่งงานของลูกสาวกับลูกเขยฉันอยู่นานขนาดนี้ มาร่วมงานแต่งหรือเปล่า?”

ลูกสาว...ลูกเขย?

ที่แท้ทั้งคู่ก็คือพ่อแม่ของซูจิ่นเยี่ยน

“ฉันมาหาเจียงซวี่เหิง ฉันคือ...”

“อ้อ คุณเป็นญาติทางฝั่งครอบครัวของซวี่เหิงนี่เอง!”

อันโย่วเหอยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกพ่อของซูจิ่นเยี่ยนขัดขึ้นเสียก่อน อีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าว

แต่ที่เขาพูดก็ไม่ผิด เธอถือว่าเป็นคนทางฝั่งนั้นจริง เพียงแต่ไม่ใช่ญาติห่าง ๆ หากแต่เป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายของเจียงซวี่เหิง

“ค่ะ” อันโย่วเหอพยักหน้า

พ่อซูกับแม่ซูพอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างทันที แม่ซูยิ่งตรงเข้ามาคล้องแขนอันโย่วเหออย่างสนิทสนม “มาช้าจัง รีบเข้าไปกันเถอะ งานแต่งกำลังจะเริ่มแล้ว”

พูดจบ อันโย่วเหอก็ปล่อยให้พ่อซูกับแม่ซูพาเธอเดินไปทางห้องจัดเลี้ยง

ระหว่างทาง แม่ซูพูดไม่หยุด “จะบอกอะไรให้นะ พวกเราชอบลูกเขยคนนี้มาก ทั้งหล่อ การศึกษาก็ดี พื้นฐานครอบครัวก็ดี เรียกว่าหาข้อเสียไม่ได้เลยสักอย่าง ลูกสาวของฉันได้แต่งงานกับเขา ฉันพอใจที่สุด”

อันโย่วเหอมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยริ้วรอยบนใบหน้าของแม่ซูอย่างเหม่อลอย เธอดูออกว่าอีกฝ่ายมีความสุขจากใจจริง “เจียงซวี่เหิงดีกับซูจิ่นเยี่ยนไหมคะ?”

“ดีสิ! ไม่ใช่แค่ดีกับจิ่นเยี่ยน แต่ยังดีกับทั้งครอบครัวของเราด้วย” คราวนี้พ่อซูเป็นคนตอบ น้ำเสียงปิดความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด “เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งช่วยน้องชายของจิ่นเยี่ยนหางานทำ บ้านของพวกเราก็เป็นซวี่เหิงที่ช่วยสร้าง แม้แต่เฟอร์นิเจอร์ข้างในก็เป็นซวี่เหิงที่ซื้อให้ทั้งหมด ล้วนเป็นของนำเข้าทั้งนั้น”

“เดือนก่อนฉันปวดท้องเพราะโรคกระเพาะ จิ่นเยี่ยนไม่ไว้ใจโรงพยาบาลในอำเภอ ซวี่เหิงก็เลยช่วยติดต่อโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองเอกของมณฑลให้ เขาคอยวิ่งวุ่นดูแลจิ่นเยี่ยนตลอด ทั้งจัดห้องพัก VIP ทั้งติดต่อผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์มารักษาฉัน” แม่ซูเล่าต่อ

“คุณยังจะพูดอีกนะ สุดท้ายก็แค่กินของผิดสำแดงเอง เล่นเอาแตกตื่นกันไปหมด” พ่อซูบ่นภรรยาด้วยความไม่พอใจ แต่สีหน้ากลับปิดความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด

แขนที่แม่ซูคล้องไว้ของอันโย่วเหอแข็งทื่อขึ้นเล็กน้อย

เธอนึกถึงเมื่อเดือนก่อน ตอนที่เข้ารับการผ่าตัดตัดก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์ออก ซึ่งจำเป็นต้องมีญาติสายตรงเซ็นยินยอมและมาด้วย เธอบอกเจียงซวี่เหิงล่วงหน้าแล้ว และเขาก็รับปากว่าจะจัดเวลาให้

แต่พอถึงวันผ่าตัดจริง เขากลับไม่ยอมมาเสียที โทรไปก็ไม่รับสาย ไม่ก็ติดต่อไม่ได้

สุดท้ายอันโย่วเหอก็เซ็นเอกสารเอง หลังผ่าตัดต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน ได้แต่พึ่งผู้ดูแลชั่วคราวที่โรงพยาบาลจัดหาให้

หลังจากนั้นเธอถามเจียงซวี่เหิงว่าทำไมถึงไม่มาโรงพยาบาล คำตอบที่เจียงซวี่เหิงให้คือ วันนั้นเขาต้องไปอยู่เป็นเพื่อนผู้ใหญ่ที่สำคัญมากคนหนึ่งเพื่อรักษาตัว

เมื่อเธอถามต่อ เขาก็เริ่มหมดความอดทน “อันโย่วเหอ คุณช่วยรู้จักแยกแยะหน่อยได้ไหม! ก็แค่ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ ไม่ได้จะตายสักหน่อย! คุณไม่รู้หรือไงว่าผมงานยุ่งแค่ไหน? อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้ไม่ให้เงินคุณไว้จ้างผู้ดูแลนี่!”

มองดูพ่อซูกับแม่ซูที่มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข หัวใจของอันโย่วเหอก็ปวดร้าวขึ้นมาเป็นระลอก

ที่แท้ ผู้ใหญ่คนสำคัญที่เจียงซวี่เหิงพูดถึงในวันนั้น ก็คือแม่ของซูจิ่นเยี่ยนนี่เอง...

พ่อซูกับแม่ซูยังอยากพูดอะไรต่อ แต่พนักงานของบริษัทรับจัดงานแต่งเดินเข้ามาตามพอดี พร้อมเร่งให้พวกเขารีบเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เพราะพิธีแต่งงานกำลังจะเริ่มแล้ว

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى

المراجعات

Julie Jake
Julie Jake
แงงงงงงอยากอ่านอีกสนุกมาก
2026-08-20 04:25:47
1
0
Visitor
Visitor
สนุกมากๆเลยคะ ขอให้อัฟเดตไวๆหน่อยคะ
2026-08-21 22:55:35
0
0
30 فصول
บทที่ 1
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าใช่คุณนายเจียงหรือเปล่าคะ? ดิฉันเสี่ยวจางจากบริษัทรับจัดงานแต่งค่ะ มีรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับลำดับพิธีในวันแต่งงาน อยากขอรบกวนยืนยันกับคุณหน่อยค่ะ”มือที่กำลังคนซุปของอันโย่วเหอชะงักค้าง วันนี้เธออารมณ์ดี จึงยิ้มตอบอีกฝ่ายว่า “ฉันเป็นคุณนายเจียงจริงค่ะ แต่ฉันแต่งงานกับคุณเจียงมาเจ็ดปีแล้ว ช่วงนี้พวกเรายังไม่มีแผนจะจัดงานแต่งนะคะ”อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำว่า “หรือว่าฉันโทรผิดคะ? ขอถามหน่อยนะคะ คุณคือคุณซูจิ่นเยี่ยน ภรรยาของคุณเจียงซวี่เหิงใช่ไหมคะ?”เคร้ง...ช้อนในมือของอันโย่วเหอหล่นกระแทกพื้น คำพูดของอีกฝ่ายทำให้หูของเธออื้ออึงไปหมด“ฮัลโหล? ยังได้ยินอยู่ไหมคะ? ขอถามอีกครั้งนะคะ คุณคือคุณซูจิ่นเยี่ยนใช่ไหมคะ?”ใบหน้าของอันโย่วเหอซีดเผือด “ฉะ...ฉัน...ไม่ใช่...”“ขอโทษด้วยนะคะ สงสัยว่าฉันโทรผิด” อีกฝ่ายกล่าวขอโทษก่อนวางสายทันทีแต่อันโย่วเหอกลับไม่อาจสงบใจลงได้ เพราะสามีของเธอชื่อเจียงซวี่เหิงเธอแต่งงานกับเจียงซวี่เหิงตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จดทะเบียนสมรสมาเจ็ดปี และมีลูกชายวัยหกขวบหนึ่งคนส่วนชื่อซูจิ่นเยี่ยน เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกหู เพ
اقرأ المزيد
บทที่ 2
อันโย่วเหอเดินมาถึงหน้าห้องจัดเลี้ยง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบซูจิ่นเยี่ยนตัวจริง ก่อนหน้านี้ ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ที่เธอรับรู้ ล้วนมาจากปากของเจียงซวี่เหิงอย่างเช่น ซูจิ่นเยี่ยนมีฐานะทางบ้านไม่ดี อดทนต่อความลำบากและขยันขันแข็งมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังเป็นหญิงสาวที่มีการศึกษาสูงที่สุดในเมืองเล็กของพวกเขาอย่างเช่น ซูจิ่นเยี่ยนฉลาดมาก เป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดที่เจียงซวี่เหิงเคยสอนอย่างเช่น ซูจิ่นเยี่ยนเป็นคนสดใส ทั้งยังเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ ราวกับดอกทานตะวันที่พยายามรับแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่เวลานี้ อันโย่วเหอมองซูจิ่นเยี่ยนที่ยืนรอเข้าสู่พิธีอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง อีกฝ่ายทั้งน่ารักและสวยสะดุดตา สวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แสนงดงามยืนอยู่ตรงนั้น บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความประหม่าและเขินอายแบบหญิงสาวที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์“ทำยังไงดี... อีกเดี๋ยวก็ต้องเข้าไปในงานแล้ว ฉันประหม่าจัง ถ้าเดินไม่มั่นคงแล้วล้มขึ้นมาจะทำยังไง? ปกติฉันใส่แต่รองเท้าผ้าใบ ไม่เคยชินกับรองเท้าส้นสูงเลย...”พนักงานของบริษัทรับจัดงานแต่งที่ยืนอยู่ทั้งสองฝั่งต่างยิ้มและคอยให้กำลังใจเธอ “ไ
اقرأ المزيد
บทที่ 3
เจียงซวี่เหิงเม้มริมฝีปาก แววตาฉายแววต่อสู้กับความรู้สึกอยู่ชั่วขณะ แต่สุดท้ายท่ามกลางเสียงเชียร์ “จูบเลย! จูบเลย!” ที่ดังกระหึ่มไม่ขาดสาย เขาก็ค่อย ๆ โน้มเข้าไปหาริมฝีปากแดงระเรื่อของซูจิ่นเยี่ยนซูจิ่นเยี่ยนหลับตา เงยหน้าขึ้น ราวกับเจ้าหญิงที่กำลังรอจุมพิตจากเจ้าชายผู้จะมาช่วยเธอไว้เสียงโห่เชียร์ค่อย ๆ เบาลง จากนั้นเสียงดนตรีอันอ่อนโยนและโรแมนติกก็ดังขึ้นทั่วทั้งงานแต่งอบอวลอยู่ในบรรยากาศหวานชื่น โรแมนติก และชวนเคลิบเคลิ้มแต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงปรบมือที่ไม่เข้ากับบรรยากาศก็ดังขึ้น ขัดจังหวะทุกสิ่งทุกอย่าง“ดี! เยี่ยมมาก! จูบเลย!” อันโย่วเหอปรบมือพร้อมกับเดินขึ้นไปบนเวที รองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นเวทีดัง “กึก... กึก...”เธอก้าวออกจากบริเวณมืด ขึ้นไปบนเวทีที่สว่างไสวและอบอวลด้วยบรรยากาศโรแมนติกทั้งงานแต่งตกอยู่ในความโกลาหล ทุกคนต่างมองอันโย่วเหอที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีด้วยสีหน้างุนงงนี่มันเกิดอะไรขึ้น?ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรไป?ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย! งานแต่งของเขากำลังดำเนินไปด้วยดี วิ่งขึ้นไปบนเวทีทำไมกัน?“เอ๊ะ คุณไม่ใช่ญาติฝั่งบ้านซวี่เหิงหรอกเหรอ? ขึ้นมาบ
اقرأ المزيد
บทที่ 4
เมื่ออันโย่วเหอกลับมาถึงบ้านที่เมืองอันเฉิง เวลาก็ล่วงเข้าสู่เที่ยงคืนแล้วภายในวิลล่าหลังใหญ่ มีเพียงไฟเซ็นเซอร์บริเวณโถงทางเข้าที่ส่องสว่าง นอกนั้นมืดสนิท ไม่มีไฟสักดวงที่เปิดไว้เพื่อรอการกลับมาของเธอไม่ต่างจากตลอดเจ็ดปีที่เธอแต่งงานกับเจียงซวี่เหิง เธอไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเจียง และไม่มีใครสักคนยอมรับเธอจากใจจริงเมื่อก่อนเธอไม่เคยใส่ใจกับความเย็นชาที่คนในตระกูลเจียงมีต่อเธอ ซ้ำยังเป็นฝ่ายคอยเอาใจและประจบพวกเขาเอง เพื่อไม่ให้เจียงซวี่เหิงต้องลำบากใจเธอคิดว่าแค่มีครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเอง มีสามี มีลูก แค่นั้นเธอก็ไม่ใช่คนไร้บ้านอีกต่อไปแต่ที่แท้ ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้นเองเธอไม่ได้เปิดไฟ แต่คลำทางกลับเข้าไปยังห้องนอนของเธอกับเจียงซวี่เหิง แม้จะเรียกว่าเป็นห้องของทั้งคู่ แต่ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ทั้งสองนอนห้องเดียวกันนับครั้งได้ ส่วนใหญ่เจียงซวี่เหิงมักไปนอนที่ห้องทำงาน หรือไม่ก็ห้องนอนรับรองข้างห้องทำงานที่ผ่านมาเธอเชื่อมาตลอดว่าเจียงซวี่เหิงเป็นคนสงบนิ่งและห่างเหิน ราวกับผู้ละทางโลก สุขุม รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่หมกมุ่นในเรื่องความรักความใคร่ เขาท
اقرأ المزيد
บทที่ 5
ห้องครัวที่เคยกว้างขวาง ในตอนนี้กลับดูคับแคบจนอึดอัดเป็นพิเศษเย่ชุนยืนอย่างกระอักกระอ่วนอยู่ด้านหลังอันโย่วเหอกับเจียงซวี่เหิง อึ้งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบอย่างลนลานว่า “เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันจัดใส่กล่องให้เลย”เจียงซวี่เหิงพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองอันโย่วเหอ สายตาที่มองเธอยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม “คุณอยู่ก็ดีแล้ว ไปโรงพยาบาลกับผม ไปขอโทษจิ่นเยี่ยน เรื่องที่คุณทำเมื่อวานทั้งหุนหันพลันแล่นและไม่ยั้งคิด ทำให้จิ่นเยี่ยนได้รับผลกระทบในทางลบอย่างมาก”อันโย่วเหอหัวเราะออกมาด้วยความโมโห “เจียงซวี่เหิง ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม? คนที่นอกใจฉันไปจัดงานแต่งกับซูจิ่นเยี่ยนคือคุณ แต่ตอนนี้กลับจะให้ฉันไปขอโทษผู้หญิงที่เป็นมือที่สามอย่างนั้นเหรอ?”“นอกใจอะไรกัน? คุณไม่รู้อะไรเลยสักนิด!” เจียงซวี่เหิงพูดเสียงเข้ม แววตาพลันเย็นเยียบ ขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากตัวเขา“งานแต่งเป็นแค่การจัดฉาก ผมแค่ช่วยจิ่นเยี่ยนเท่านั้น ครอบครัวของเธอหัวโบราณมาก แถมยังลำเอียงเข้าข้างลูกชาย กว่าเธอจะได้เรียนถึงระดับปริญญาโท ก็ต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง พ่อแม่บังคับให้เธอแต่งงาน แถมยังจะให้แต่งกับผู้ชายที่
اقرأ المزيد
บทที่ 6
สถานพักฟื้นสำหรับข้าราชการมีมาตรการตรวจสอบการเข้าออกอย่างเข้มงวด อันโย่วเหอกรอกแบบฟอร์มและลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในบนทางเดินหน้าห้องพักผู้ป่วย ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ เธอก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างฉุนเฉียวของอาจารย์อันดังมาแต่ไกล“นายไม่ได้บอกเหรอว่าวันนี้ยัยอันโย่วเหอจะมาเยี่ยมฉัน! แล้วตัวคนล่ะ! ทำไมยังไม่มาสักที! หรือว่านายหลอกฉัน เพื่อให้ฉันยอมกินยากันแน่!”“โธ่ อาจารย์ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ... ผมไม่ได้หลอกอาจารย์ เสี่ยวเหอต้องมาครับ...”“โกหก! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! นายนั่นแหละกำลังหลอกฉัน!”จากนั้นก็มีเสียงถ้วยชามตกกระแทกพื้นดังขึ้นอันโย่วเหอรู้สึกว่าแย่แล้ว อาจารย์คงโกรธจริง ๆ จึงรีบเร่งฝีเท้าแต่พอเดินมาถึงหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย เธอกลับหยุดชะงักลงกะทันหันในวินาทีนั้นเอง เธอเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ความรู้สึกยิ่งเข้าใกล้สิ่งที่โหยหา ยิ่งไม่กล้าเผชิญนั้นเป็นอย่างไรภายในห้องพักผู้ป่วย เหลียงเฉิงกวงกำลังก้มเก็บยาและแก้วน้ำที่อาจารย์อันปาลงพื้นด้วยสีหน้าทุกข์ระทม พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นอันโย่วเหอยืนอยู่หน้าประตู นิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมเดินเข้ามาเสียที
اقرأ المزيد
บทที่ 7
เสียงดังมาจากทางซ้าย อันโย่วเหอชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปมองห้องผู้ป่วยทางด้านนั้นประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท อันโย่วเหอจึงมองเห็นภาพภายในห้องผู้ป่วยผ่านช่องประตูกว้างได้อย่างชัดเจนซูจิ่นเยี่ยนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย เจียงหมิงอวี้ตัวน้อยฟุบอยู่ข้างเตียง มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างกุมมือของซูจิ่นเยี่ยนไว้แน่นเจียงซวี่เหิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลจากทั้งสองคน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม แววตาอ่อนโยนหากใครไม่รู้เรื่องราว ก็คงคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวสามคนที่รักใคร่กลมเกลียวกันซูจิ่นเยี่ยนมองเจียงหมิงอวี้ด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู ปล่อยให้เด็กน้อยเขย่าแขนของเธอ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “น้าไม่เป็นไรแล้วจ้ะ ทำให้หมิงอวี้ตัวน้อยที่น่ารักของน้าต้องเป็นห่วง น้าปวดใจแทบแย่ที่ทำให้หมิงอวี้ต้องเป็นห่วง”พูดจบ ซูจิ่นเยี่ยนก็ก้มลงจุมพิตหน้าผากของเจียงหมิงอวี้อย่างสนิทสนมเจียงหมิงอวี้ไม่มีท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย กลับหน้าแดงขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก ทว่าคำพูดที่หลุดออกมาจากปาก กลับทำให้อันโย่วเหอที่ยืนอยู่หน้าประตูรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ“ทั้งหมดเป็นความผิดของ
اقرأ المزيد
บทที่ 8
ภายในห้องผู้ป่วยตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะริมฝีปากบางของเจียงซวี่เหิงขยับ ราวกับกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ซูจิ่นเยี่ยนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “อาจารย์หญิง ได้โปรดอย่าหย่ากับอาจารย์เจียงเลยค่ะ ทุกอย่างเป็นความผิดของฉัน ฉันขอโทษ ฉันยอมคุกเข่าให้คุณก็ได้ ฉันรู้ว่าตัวเองผิดแล้ว ต้องทำยังไงคุณถึงจะยกโทษให้ฉัน แล้วเลิกเข้าใจอาจารย์เจียงผิดคะ?”พูดจบ ซูจิ่นเยี่ยนก็เลิกผ้าห่มออก ก่อนจะลงจากเตียงทั้งที่ยังเท้าเปล่า ก่อนที่ทุกคนจะทันตั้งตัว เธอก็คุกเข่าลงตรงหน้าอันโย่วเหออย่างฉับพลัน เสียงดังตุ้บมือเรียวทั้งสองข้างกำชายกางเกงของอันโย่วเหอไว้แน่น ร้องไห้จนเสียงแหบพร่าแทบหมดแรง “อาจารย์หญิง ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าโกรธอาจารย์เจียงอีกเลย ทุกอย่างเป็นความผิดของฉัน ฉันคุกเข่าให้คุณแล้ว แบบนี้ได้ไหมคะ?”แววชะงักที่ทำให้สีหน้าของเจียงซวี่เหิงผ่อนลงเล็กน้อย พลันหายไปทันทีที่เห็นซูจิ่นเยี่ยนคุกเข่า“จิ่นเยี่ยน เธอทำอะไร! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” เขาหันตัวเดินไปหาซูจิ่นเยี่ยนทันที ก่อนจะยื่นมือหมายดึงเธอให้ลุกขึ้น“ไม่!” ซูจิ่นเยี่ยนดิ้นรนสุดแรงพร้อมส่ายหน้า “ถ้าอาจารย์หญิงยังไม่ยกโทษให้ฉัน ฉันจะไม่ลุก”
اقرأ المزيد
บทที่ 9
อันโย่วเหอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับสายตาระแวดระวังและจับจ้องประเมินของซางน่า“เป็นเธอจริง ๆ ด้วย!” หลังจากประหลาดใจ ซางน่าก็เผยสีหน้าเยาะเย้ย “อ้อ ไม่สิ เธอไม่ได้ใช้นามสกุลซางมานานแล้วนี่ ตัวปลอมที่แย่งตัวตนของฉันไป หลังจากถูกตระกูลซางไล่ออก ชีวิตคงลำบากน่าดูสินะ?”อันโย่วเหอไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะมาเจอคนจากตระกูลซางที่นี่ หากเลือกได้ ชาตินี้เธอก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนตระกูลซางอีกเมื่อเผชิญกับคำเยาะเย้ยของซางน่า เธอก็ไม่มีอะไรอยากพูด เพียงก้มหน้าเดินอ้อมอีกฝ่ายไป หวังจะรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแต่ซางน่ากลับไม่ยอมรามือ เธอหันไปสั่งผู้ช่วยส่วนตัว “ขวางเธอไว้!”เมื่อทางถูกขวาง อันโย่วเหอก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยให้เธอจากไปง่าย ๆ แน่“ตัวปลอม บอกมาตามตรง ไม่มีธุระแล้วมาที่โรงพยาบาลทำไม?” ซางน่าจ้องอันโย่วเหอเขม็ง ไม่ยอมปล่อยให้ความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของเธอหลุดรอดสายตา“มาหาหมอ” อันโย่วเหอไม่อยากเสียเวลาพัวพันกับอีกฝ่าย เพียงอยากรีบจากไปให้เร็วที่สุด“โกหก! ถ้ามาหาหมอ ทำไมไม่ไปแผนกผู้ป่วยนอก แต่มาที่อาคารผู้ป่วยในทำไม!” ซางน่าไม่ได้โง่นัก จึงพูดแทงใจดำออกมาทัน
اقرأ المزيد
บทที่ 10
เป็นที่รู้กันดีว่า อาจารย์อันฉงซวี่คือบุคคลระดับปรมาจารย์แห่งวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศท่านอุทิศทั้งชีวิตให้กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่เคยแต่งงานและไม่มีบุตรเพื่อทุ่มเทให้กับงานวิจัยอย่างเต็มที่ ท่านจึงแทบไม่รับดูแลนักศึกษาเลย นักศึกษาทุกคนที่เคยได้รับการสั่งสอนจากท่าน ปัจจุบันล้วนกลายเป็นบุคลากรคนสำคัญของประเทศศาสตราจารย์เหลียงเฉิงกวงเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของอาจารย์อันฉงซวี่ ปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ อาจารย์อันจึงต้องถอยไปทำงานเบื้องหลัง ศาสตราจารย์เหลียงเฉิงกวงจึงรับช่วงดูแลสถาบันวิจัยของท่านจะกล่าวว่าศาสตราจารย์เหลียงเฉิงกวงคือผู้สืบทอดของอาจารย์อันฉงซวี่ก็ไม่ถือว่าเกินจริงเมื่ออาจารย์อันเลิกรับศิษย์มานานแล้ว การได้เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์เหลียงเฉิงกวงจึงกลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาในสายนี้ต่างแย่งชิงโอกาสกันอย่างหนักการที่ซางน่าได้เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์เหลียงเฉิงกวง ทำให้ซางป๋อหวยดีใจเป็นอย่างมาก เพราะนั่นหมายความว่า ซางน่าเข้าใกล้จุดสูงสุดของวงการนี้ไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว“ดี สมกับเป็นสายเลือดของตระกูลซางจริง ๆ” ซางป๋อหวยกล่าวชื่นชมซางน่าอย่างไม่ป
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status