“สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงพริริมา เรียกหนูว่าน้องแพงเฉย ๆ ก็ได้” พูดจบก็ยื่นมืออ้วนป้อมของตัวเอง ออกไปจับมือของตรีวิทย์อย่างถือวิสาสะ
เด็กหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย กับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนน่าตกใจ แต่ก็ยอมยื่นมือออกไปจับตอบอย่างนุ่มนวล ก่อนจะย่อตัวลงให้ตัวเท่ากัน
“หวัดดีครับ เรียกพี่ว่าพี่ตรีก็ได้นะ”
เขาพูดพร้อมกับยกมือลูบศีรษะทุยนั้นเบา ๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ในใจนึกเอ็นดูในความน่ารักสดใส แต่ก็อดนึกถึงภาพเด็กเอาแต่ใจที่กรีดร้องเมื่อครู่ไม่ได้
พีระมองภาพนั้นแล้วก็อมยิ้มออกมา นี่สินะ คนที่จะมาปราบพยศยายเด็กเอาแต่ใจได้ ก่อนจะหันไปพูดกับแม่บ้านที่ยืนมองอยู่ด้านหลังเช่นกัน
“ป้าไหม ไปตามคนในบ้านทั้งหมดไปที่ห้องรับแขกที ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกกับทุกคน”
ป้าไหมรับคำ แล้วก็เดินอ้อมไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งรวมองค์ประชุม ที่มักจะหาเรื่องมาพูดคุยกันอยู่ตรงนั้น เวลาที่ทำงานเสร็จแล้ว
ไม่นานคนขับรถและคนสวนก็มายืนรวมกันอยู่ในห้องรับแขก พีระกอดไหล่ตรีวิทย์ไว้ แล้วประกาศเสียงดังฟังชัดให้ได้ยินอย่างทั่วถึง
“ทุกคนฟังนะ ต่อไปนี้ตรีวิทย์จะมาอยู่ที่นี่กับเรา ในฐานลูกบุญธรรมของฉัน และเป็นพี่ชายของหนูแพง ทุกคนต้องให้เกียรติ และดูแลเขาให้ดีเหมือนกับที่ดูแลลูกสาวของฉันทุกอย่าง”
สิ้นเสียงประมุขของบ้าน รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของพริริมาก็พลันแข็งค้าง มือเล็กที่จับชายเสื้อของตรีวิทย์ขณะนั่งข้างกัน ค่อย ๆ คลายออก ดวงตากลมโตที่เคยประกายสดในเมื่อครู่ บัดนี้กลับมาฉายแววสับสนอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เอา! แพงไม่อยากเป็นน้องพี่ตรี แพงจะเป็นแฟนพี่ตรี”
แขนป้อมยกขึ้นกอดอกอีกครั้ง แสดงความไม่พอใจกับสถานะที่พ่อมอบให้ ทั้งที่เธอชอบพี่ตรีทันทีที่เห็นหน้า
เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นคนแรกจากพีระผู้เป็นบิดา เขายกมือขึ้นปิดปาก แต่ก็ไม่อาจซ่อนอาการขบขันที่ฉายชัดผ่านดวงตา และไหล่ที่สั่นเทิ้มได้เช่นเดียวกับป้าไหม และคนอื่น ๆ ในบ้าน ที่พยายามกลั้นยิ้ม แต่สุดท้ายก็หลุดเสียงหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ กับคำประกาศกร้าวที่แสนจะไร้เดียงสาของ ‘คุณหนู’
ความครื้นเครงของเหล่าผู้ใหญ่เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ใบหน้ากลมที่บูดบึ้งอยู่แล้วยิ่งงอง้ำกว่าเก่า ดวงตากลมโตที่สดใสเมื่อครู่ บัดนี้เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำใสอย่างน่าสงสาร ทว่าแววตานั้นกลับยังคงฉายชัดถึงความดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้
“หัวเราะอะไรกัน!”
เด็กหญิงตวาดลั่นห้องรับแขก ความอับอายและคับข้องใจผลักดันให้เธอต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง
“แพงไม่ได้พูดเล่นนะ”
เธอลุกพรวดจากโซฟา สะบัดตัวถอยห่างจากจากตรีวิทย์ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังทุกคนอย่างท้าท้าย
”คอยดูนะ โตขึ้นเมื่อไหร่ แพงจะแต่งงานกับพี่ตรีให้ได้เลย!“
คำประกาศครั้งที่สองดังชัดยิ่งกว่าครั้งแรก ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะ มีเพียงรอยยิ้มเอ็นดูที่ปรากฏบนใหน้าของทุกคน โดยเฉพาะตรีวิทย์
เด็กหนุ่มมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ของเด็กหญิงแล้วรู้สึกมันเขี้ยว ระคนเอ็นดูในใจ เขายกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าตั้งใจจะเช็ดน้ำตาให้
พริริมาสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อสัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วแตะลงบนแก้ม แต่เธอก็ไม่ได้ปัดป้อง ยังคงยืนนิ่ง ปล่อยให้เขาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
“เอาไว้เราโตกว่านี้ก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้กันดีไหมครับ”
เสียงทุ้มนุ่มของเขาอ่อนโยนจนน่าใจหาย มันช่วยปลอบประโลมหัวใจดวงน้อย ที่กำลังพยศได้อย่างน่าประหลาด
เด็กหญิงพยักหน้ารับเบา ๆ แต่ก็ยังมิวายส่งสายตาคาดคั้นกลับไป
ตรีวิทย์เห็นแววตาที่เหมือนจะถามว่า ‘จริง ๆ นะ’ ของเธอ ก็อดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ เขาแกล้งทำหน้าจริงจังแล้วพูดต่อ
“แต่… การจะแต่งงานกับพี่มีข้อแม้ข้อนึงนะ”
“ข้อแม้อะไรคะ”
พริริมาถามเสียงใส ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ มลายหายไปจนหมด เหลือเพียงความอยากรู้อยากเห็นเข้ามาแทนที่
“ก็ต้องเป็นเด็กดี ว่านอนนสอนง่าย ไม่ใช่เด็กเอาแต่ใจแบบเมื่อกี้นี้” เขากล่าวพลางใช้นิ้วจิ้มลงบนจมูกรั้น ๆ ของเธอเบา ๆ
“ถ้าทำได้… พี่จะพิจารณา“
คำว่า ‘พิจารณา’ ของเขา จุดประกายความหวังครั้งใหญ่ให้แก่เด็กหญิงตัวอ้วน พริริมารีบพยักหน้ารับหงึก ๆ อย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
“ค่ะ! แพงสัญญา ต่อไปนี้แพงจะเป็นเด็กดี จะไม่ดื้อ จะไม่เอาแต่ใจ จะเชื่อฟังพี่ตรีทุกอย่างเลย”
คำสัญญาวรรคสุดท้าย ทำให้พีระที่นั่งฟังอยู่ถึงกับต้องไอค่อกแค่ก
ออกมาเบา ๆ ดูท่าว่าลูกสาวของเขาจะยกให้เด็กหนุ่มที่รับเลี้ยง เป็นผู้ปกครองคนใหม่ไปเสียแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ในที่สุดก็มีคนมาปราบพยศลูกสาวตัวแสบของเขาได้เสียที
หลังจากวันนั้นเป็นตันมา ‘แพงจะแต่งงานกับพี่ตรี’ ก็กลายเป็นประโยคติดปากของพริริมาไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะอยู่ในวงสนทนาไหน หรือกับใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยียน เด็กหญิงต้องหาจังหวะประกาศความเป็นเจ้าของว่าตีตราจองพี่ตรีของเธอเอาไว้แล้ว
ในตอนแรกทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องขบขันน่าเอ็นดู พีระมักจะหัวเราะแล้วบอกปัดไปว่า “ลูกสาวผมคงดูละครมากไปหน่อย”
ป้าไหมและคนอื่น ๆ ก็ได้แต่ยิ้ม แล้วส่ายหน้ากับคำพูดเพ้อฝันของเด็กน้อย และไม่มีใครคิดว่า นั้นคือคำพูดที่ออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ ของเด็กหญิงพริริมา
ส่วนตัวตรีวิทย์เองนั้น เขาก็ไม่ได้เก็บคำพูดของพริริมา มาใส่ใจในเชิงชู้สาวแม้แต่น้อย ในสายตาของเขา พริริมาเป็นเพียงแค่น้องสาวตัวน้อยที่น่ารัก คนหนึ่งเท่านั้น