Masukของขวัญวันรับปริญของทุกคนอาจเป็นของมีค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สำหรับเธอมันคือหนี้ก้อนโตที่พ่อได้ก่อไว้และสิ่งที่ทำให้หัวใจเธอแทบแตกสลายเพราะเธอต้องใช้ร่างกายชดใช้หนี้ก้อนนั้น
Lihat lebih banyakครืด! ครืด! เสียงโทรศัพท์ในมือของอัยลดาสั่นเตือนขณะที่เธอกำลังถ่ายรูปอยู่กับเพื่อนในวันรับปริญญา เมื่อรู้ว่าเป็นเบอร์พ่อเธอจึงรีบขอตัว “เราขอตัวไปรับโทรศัพท์แป๊บนึงนะทุกคน” เพื่อน ๆ พยักหน้าให้ อัยลดาจึงรีบวิ่งออกไป
อัยลดากดรับสาย “ค่ะพ่อ”
‘อัยเสร็จยังลูก รีบกลับบ้านตอนนี้เลยได้ไหม’ เสียงปลายสายเอ่ยออกด้วยความร้อนใจ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” ฟังจากน้ำเสียงของพ่ออัยลดาก็ตกใจเช่นกัน
“กลับมาก่อนเถอะเดี๋ยวพ่อเล่าให้ฟัง”
“ค่ะ ๆ” อัยลดากดวางสายแล้วจึงเดินเข้าไปหาเพื่อนสนิทอีกสองคน แล้วเอ่ย “พลอย แก้ม เราขอตัวกลับบ้านก่อนนะ”
“อ้าว ทำไมล่ะอัย” พลอยถามด้วยความสงสัย
“สงสัยที่บ้านมีเรื่องด่วนน่ะ พ่อโทร. มาบอกให้รีบกลับบ้าน” อัยลดารู้สึกเป็นกังวลเพราะเสียงของพ่อฟังดูสั่น ๆ ชอบกล
“เออ ๆ ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปก่อนเถอะ อย่าลืมเรื่องนัดสัมภาษณ์งานนะ” กัลยากรย้ำกับเพื่อนอีกครั้ง เพราะพวกเธอเรียนจบปริญญาตรีมาสี่ห้าเดือนแล้ว แต่เธอกับอัยลดายังหางานไม่ได้เลย ส่วนพลอยไพลินนั้นเข้าทำงานในบริษัทของครอบครัวไปแล้ว
“อืม ไม่ลืมหรอก”
อัยลดาเก็บข้าวของ ตุ๊กตา และช่อดอกไม้ที่ทุกคนนำมามามอบให้เมื่อเช้านี้แล้วรีบขึ้นแท็กซี่กลับบ้านทันที อัยลดานั่งรถประมาณสามสิบนาทีจึงมาถึงบ้าน เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่หน้าบ้านมีชายฉกรรจ์ใบหน้าดุดันยืนอยู่ด้วยสามคน
ร่างบอบบางในชุดครุยก้าวขาออกมาจากรถแท็กซี่ มือข้างหนึ่งถือตุ๊กตาตัวใหญ่ มืออีกข้างหอบดอกไม้หลายช่อลงมาด้วย
“นั่นไงคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดกลับมาแล้ว” กุสุมาหรือแม่เลี้ยงของเธอเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นอัยลดาเดินเข้ามา
อัยลดามีสีหน้างุนงงเดินเข้าไปหาพ่อ “มีอะไรกันเหรอคะพ่อ” ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งมองมาที่เธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตาบ่งบอกว่ามีความพึงพอใจแฝงอยู่
“เอาของเข้าไปเก็บก่อนเถอะ” จารึกบอกลูกสาว
ให้หลังอัยลดา คนที่เป็นหัวหน้าจึงพูดออก “นั่นคือลูกสาวของคุณที่ระบุไว้ในสัญญาใช่ไหมครับ”
“ครับ” จารึกตอบอย่างนอบน้อม
“เธอรู้เรื่องนี้ไหม”
“วันนี้ผมจะคุยกับลูกเองครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะลองกลับไปเจรจากับเสี่ยอีกครั้ง หากเสี่ยยอมตกลงไม่เกินสิบวันคงให้คนมารับ” เพราะลูกหนี้เจ้านี้ยืดเยื้อมานานมากแล้ว
“ขอบคุณมากครับ”
“แต่คุณก็ต้องเผื่อใจไว้บ้าง เพราะเสี่ยไม่เคยเอาลูกหนี้มาทำเมีย” ส่วนมากถ้าเอาบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะยึดบ้านทันที แต่สำหรับเคสนี้ในสัญญาระบุไว้สองอย่างคือบุตรสาวคนโตและบ้านหลังนี้ ซึ่งต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
กุสุมาทำหน้าเศร้าและพูดอ้อนวอน “คุณยศก็ช่วยพูดกับเสี่ยให้หน่อยสิคะ พวกเราลำบากแค่ไหนคุณก็เห็นแล้ว หากเสี่ยยึดบ้านเราไป พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนคะ ลูกฉันอีกสองคนก็กำลังเรียนอยู่แท้ ๆ”
“นั่นก็เป็นเรื่องของพวกคุณครับ ไม่ได้เกี่ยวกับผม ผมแค่ทำตามคำสั่งนายเท่านั้น หมดหน้าที่ผมแล้วผมต้องขอตัวกลับก่อนครับ”
คนทวงหนี้กลับไปแล้ว อัยลดาก็เปลี่ยนชุดเสร็จพอดี มีเพียงผมที่มวยไว้เท่านั้นที่เธอยังไม่จัดการ เพราะหากเธออาบน้ำก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร
แม่เลี้ยงกับพ่อเดินเข้ามา อัยลดานั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกแล้ว จารึกจึงเริ่มพูดเรื่องสำคัญทันที “อัย”
“คะ”
จารึกถอนหายใจยาวเหยียดคล้ายหนักใจหนักหนา “บ้านของเรากำลังจะถูกยึด”
อัยลดาตกใจจนหน้าเผือดสี “พ่อเอาบ้านไปเข้าธนาคารตั้งแต่เมื่อไรคะ”
“ไม่ใช่กับธนาคารหรอก พ่อเอาไปกู้เงินกับเสี่ยศิลามาน่ะ” เป็นเสี่ยที่เพื่อนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วยกันแนะนำมาเมื่อหลายปีก่อน
“เท่าไรคะ อีกไม่กี่วันอัยก็จะไปสัมภาษณ์งานแล้ว พ่อบอกให้เขารออีกสักเดือนสองเดือนได้ไหมคะ อัยจะรีบหาเงินไปผ่อนเขาให้ได้ค่ะ”
“ไม่ทันแล้วอัย พ่อเลื่อนนัดเขามาปีกว่าแล้ว”
“แสดงว่าเสี่ยใจดีมากนะคะ” เขาให้เลื่อนมาได้อย่างไรตั้งปีกว่า หากเป็นคนอื่นคงโดนยิงทิ้งไปแล้วกระมัง
“ใช่ สมควรแล้วที่เสี่ยให้คนมายึดบ้านเรา”
“พ่อเป็นหนี้เขาเท่าไรคะ”
“ล้านห้า” เริ่มแรกเขาเป็นหนี้แค่สองแสน ผ่านไปห้าปีเขามีหนี้เป็นล้านเพราะไปกู้เพิ่มเรื่อย ๆ จนหาเงินส่งหนี้ไม่ไหว กระทั่งตอนนี้ทั้งต้นทั้งดอกรวมแล้วก็หนึ่งล้านห้าแสนบาทพอดี
“ล้านห้า” อัยลดาร้องออกมาเสียงสูง “แล้วพ่อจะให้อัยช่วยยังไงคะ”
“อัย… พ่อ…” จารึกมีท่าทางลำบากใจ
สามวันถัดจากนั้นพศินก็นำเงินมาให้มารดาตามที่ได้นัดหมายกันไว้ เขาเดินเข้ามาในโกดังร้างแห่งหนึ่ง มือข้างขวาถือกระเป๋าหนังสีดำหนึ่งใบ ในนั้นบรรจุไว้ด้วยเงินหนึ่งล้านบาท พศินยืนรออยู่ครู่หนึ่งปิ่นมณีกับสามีจึงเดินออกมา “แกมาคนเดียวใช่ไหม” ปิ่นมณียิ้มออกมาด้วยความดีใจ วันนี้เธอจะเป็นไทแล้วจริง ๆ ต่อไปนี้คงไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ที่เมืองไทยอีก “ครับ” พศินมองมารดาด้วยสายตาเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “งั้นก็เอาเงินมาให้ฉันสิ” เธอเอื้อมมือไปหมายจะคว้าเอากระเป๋าใบนั้นแต่พศินกลับเบี่ยงมือข้างนั้นหลบได้ทันท่วงที ปิ่นมณีขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ทำไม” “แม่บอกมาก่อนสิว่ามินต์อยู่ที่ไหน” “ถ้าอย่างนั้นฉันขอนับเงินดูก่อน” พศินจึงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า แล้วเปิดออกให้มารดานับ ปิ่นมณีตาลุกวาวเมื่อมองเห็นเงินวางเรียงกันเป็นมัดในกระเป๋า เธอนับดูก็รู้ว่ามันมีทั้งหมดสิบมัด “จะบอกที่อยู่ของมินต์ได้หรือยังครับ” “นังเด็กนี่ช่างมีค่ากับแกมากจริง ๆ ถึงกับทำให้แกกล้ายืมเงินพี่ชายเชียวเหรอ” หากรู้อย่างนี้เธอน่าจะล
วันต่อมาไอศูรย์ก็มาหาศิลาที่ผับ แต่เขาไม่มีสิทธิ์ก้าวขาเข้าไปในส่วนของพนักงานในร้านอีกแล้ว เขานั่งรอศิลาอยู่ที่ชั้นล่างของผับด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม“มีอะไรจะคุยกับกูเหรอ” ศิลาถามพร้อมกับหย่อนก้นลงบนเก้าอี้นวม“กูอยากจะมาขอโทษกับสิ่งที่กูทำกับมึง” หน้าตาของไอศูรย์หมองคล้ำคล้ายกับคนไม่ได้นอนติดต่อกันมาหลายคืน“ขอโทษแล้วยังไง” ศิลาถามออกเสียงเย็นชา ในใจไม่ได้รู้สึกสงสารไอศูรย์แม้แต่น้อย“มึงถอนฟ้องคดีเถอะนะหิน เห็นแก่ที่เราเคยเป็นเพื่อนกันมา แล้วกูจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้มึงทั้งหมด”“กับเจ้าหนี้คนอื่นมึงก็ยังไม่ใช้คืนเลย เงินที่มึงโกงบริษัทกูไปสามสี่ปีเป็นเงินเท่าไร มึงจะใช้คืนกูยังไง” เขาคิดว่าเงินที่ไอศูรย์ยักยอกไปไม่ต่ำกว่าร้อยล้าน แล้วไอศูรย์จะหาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้เขา“ให้กูทำงานกับมึงอีกได้ไหม กูสัญญาว่าจะไม่ทำตัวแบบนี้อีก กูให้มึงหักเงินเดือนกูทุกเดือนเลยก็ได้” ไอศูรย์ไม่มีทางไปแล้วจริง ๆ อีกอย่างเขายังหันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้อีก ผู้หญิงที่เคยเป็นคู่นอนของเขาตอนนี้ก็ไม่มีใครอยากคุยกับเขาสักคน“อย่าเลยไอซ์ ทางที่ง่ายที่สุดมึงไปนอนในคุกน่ะดีแล้ว อย่างน้อยถ้ามึงยอมรับสารภาพโทษของมึงก็ยั
“ผู้จัดการคะ นี่มันหมายความว่ายังไงคะ” ฉายระวีถามออกมาด้วยความตกใจเจือหวาดกลัวไอศูรย์ที่ถูกตำรวจคุมตัวไว้เช่นกัน หันไปมองศิลาด้วยสายตาคาดคั้น “มึงแจ้งตำรวจมาจับพวกกูในข้อหาอะไร”“มึงก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ” ศิลาพูดออกด้วยท่าทางเฉยชา“มึงกล้าทำกับกูอย่างนี้ได้ยังไง”“คำถามนี้มึงน่าจะถามตัวมึงเองก่อนนะ”“ก็กูเป็นหนี้ มึงจะให้กูหาเงินจากที่ไหนไปใช้หนี้ล่ะหิน” ความจริงแล้วไอศูรย์ก็ติดการพนันเช่นกัน“มันเป็นหน้าที่ของกูเหรอที่ต้องมารับผิดชอบหนี้ของมึง ที่กูให้มึงมีงานทำอยู่ทุกวันนี้มึงยังไม่พอใจอีกเหรอ พาตัวไปเถอะครับคุณตำรวจ”“ครับ”“อย่านะหิน มึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ” ไอศูรย์ยังพูดขึ้นอีก ไม่คิดว่าศิลาจะพาตำรวจมาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้“เสี่ยคะ!” ณิชาพูดออกเสียงสั่น “ให้โอกาสฉันเถอะนะคะ ลูกฉันยังเด็กอยู่เลยค่ะ ถ้าเสี่ยทำแบบนี้ฉันจะหาเงินมาเลี้ยงลูกได้ยังไงคะ” เพราะณิชารู้ว่าศิลาต้องมีหลักฐานถึงได้กล้านำตำรวจมาเชิญตัวพนักงานไปเช่นนี้ เธอจึงรีบขอความเมตตาจากเขา เพราะหลังจากนี้เธอคงไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว“นั่นสิคะเสี่ย ได้โปรดเมตตาพวกเราเถอะนะคะ” พรีมาว่าเสริม“ใช่ค่ะเสี่ย อย่
ศิลาเดินเข้ามาในบ้านหลังสีขาวที่อัยลดาเคยอยู่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า วางสัมภาระแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อดูว่ามีอะไรที่เขาพอทำอาหารได้บ้าง สายตาจึงเหลือบไปเห็นซุปข้าวโพดและโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปอยู่หลายซอง ดูคล้ายกับว่าอัยลดาเตรียมของพวกนี้ไว้ให้เขา เขาเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนไม่ถึงห้านาทีก็หยิบซุปข้าวโพดกับโจ๊กหมูมาชงกินอย่างละซอง เขารู้สึกดีขึ้นมาก จากนั้นจึงนั่งทำงานต่อที่ห้องรับแขก หนึ่งชั่วโมงผ่านไปจึงหยิบยาเคลือบกระเพาะอาหารขึ้นมากิน และการที่เขาเลิกงานเร็วก็ทำให้เขาได้ข้อมูลการทุจริตเพิ่มขึ้นจริง ๆ “ทำไมกูถึงได้โง่อยู่ตั้งนานวะ” เขาพูดออกมาคล้ายสมเพชตัวเองที่โดนหลอกมาตั้งนาน จะโทษใครไม่ได้ เพราะเขาโง่เองและยังไว้ใจคนผิด ศิลานั่งทำงานจนถึงหกโมงเช้าจึงโทร. หาอัยลดา แต่เธอก็ไม่ยอมรับสายเขาสักครั้ง เขาจึงนอนอยู่ที่โซฟาด้านนอก ทางด้านฉายระวีกับพรีมาเมื่อตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้าก็ได้รับโทรศัพท์เบอร์แปลกว่าไอศูรย์เอาผู้หญิงไปนอนที่คอนโดด้วย ทั้งสองจึงรีบมาที่คอนโดของไอศูรย์โดยไม่ได้นัดหมาย ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ยังขึ้นมาที่ห้องไอศูรย์พร้อม
Ulasan-ulasan