LOGINประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่า
เซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วาง
หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
"เซียวจิ่นอัน"
"เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"
แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ
"กระหม่อมไม่ทราบ"
ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง
"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"
หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน้า...ไม่ใช่ภาพที่ผู้เขียนเคยบรรยายไว้ในนิยาย เขาดูสุขุมกว่า ฉลาดกว่า และน่ากลัวกว่ามาก
รัชทายาทค้อมพระวรกายต่อฮ่องเต้ ก่อนรับกล่องไม้จากขันที
"เมื่อสามวันก่อน"
"คนของกระหม่อมจับผู้ลักลอบขนเอกสารลับออกจากกองทัพได้ และพบของสิ่งนี้" กล่องไม้ถูกเปิดออก
ด้านใน...คือแผนที่ชายแดน พร้อมตราประทับประจำกองทัพของเซียวจิ่นอัน ทั่วทั้งท้องพระโรงฮือฮาทันที
"เป็นตราของแม่ทัพจริง!"
"หรือจะ...เป็นไปไม่ได้..."
เฉินเฟิงซึ่งยืนอยู่ท้ายแถวกำหมัดแน่น
"ของปลอม!" เขาพูดทันที
"ตราประทับปลอมได้!"
รัชทายาทยิ้มบาง ๆ
"ถ้าเช่นนั้น แม่ทัพเซียวช่วยอธิบายที"
"เหตุใดจึงมีตราประทับของท่านอยู่บนเอกสารลับ"
เซียวจิ่นอันเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งสงบ
"กระหม่อมไม่เคยเห็นเอกสารชุดนี้"
"ไม่เคยหรือ" รัชทายาทรับกระดาษอีกแผ่นจากขันที
"แล้วลายมือของท่านเล่า"
กระดาษถูกคลี่ออก หลินเสี่ยวอวี่มองเพียงแวบเดียว หัวใจก็แทบหยุดเต้น ลายมือ...เหมือนของเซียวจิ่นอันแทบทุกตัวอักษร
"ไม่..." นางพึมพำเบา ๆ
"ไม่ใช่..."
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย
ในเนื้อเรื่องเดิม พระเอกถูกกล่าวหาหลังศึกใหญ่ ไม่ใช่วันนี้ แต่ผลลัพธ์...กลับเหมือนเดิม เขากำลังถูกใส่ร้าย ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนทอดพระเนตรมายังเซียวจิ่นอัน
"เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ต่าง" แม่ทัพหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างองอาจ
"หากฝ่าบาททรงเชื่อว่า...กระหม่อมคิดกบฏ"
"ต่อให้กล่าวคำใด ก็คงไร้ประโยชน์" สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็เงียบสนิท
หลินเสี่ยวอวี่รีบหันไปมองเขา ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว ไม่...อย่าพูดแบบนี้ นี่คือประโยคเดียวกับในนิยาย ประโยคที่นำไปสู่จุดจบของเขา หรือว่า...สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงอะไร ชะตากรรมนี้ก็ยังคงตามมาจนได้
คำพูดของเซียวจิ่นอันจบลง ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
หลินเสี่ยวอวี่มองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มตรงหน้า ความรู้สึกหวาดกลัวค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ภาพหนึ่งในความทรงจำย้อนกลับมาอีกครั้ง
ในนิยาย...เซียวจิ่นอันก็เคยยืนอยู่เช่นนี้ ยืนอย่างสง่างาม ไม่ร้องขอความเมตตา ไม่กล่าวโทษผู้ใดและไม่ยอมก้มหัวให้กับคำกล่าวหาที่ตนไม่ได้ก่อ
ตอนนั้น...เธอร้องไห้จนอ่านต่อแทบไม่ไหวแต่เธอปลอบตัวเองว่าอย่างน้อยมันก็เป็นเพียงนิยาย
ทว่าวันนี้...เหตุการณ์เดียวกันกลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ต่างกันเพียงอย่างเดียว เธออยู่ที่นี่จริง ๆ
"ฝ่าบาท" รัชทายาทก้าวออกมาอีกหนึ่งก้าว ก่อนค้อมพระวรกาย
"หลักฐานทั้งตราประทับ แผนที่ชายแดน และลายมือ ล้วนชี้ไปยังแม่ทัพเซียว"
"เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน กระหม่อมเห็นควรให้ควบคุมตัวไว้ก่อน"
หลินเสี่ยวอวี่กำชายแขนเสื้อแน่น
'ไม่ได้...นี่เป็นกับดัก'
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ฝ่าบาท!"
เสียงของหญิงสาวดังขึ้นกลางท้องพระโรง ขุนนางหลายคนหันมามองด้วยความตกใจ การที่สตรีผู้หนึ่งกล้าเอ่ยแทรกกลางราชสำนัก ถือเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา
"เจ้าจะกล่าวสิ่งใด"
หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าลงลึกกว่าเดิม
"ท่านแม่ทัพไม่มีทางทรยศแผ่นดิน สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นการจัดฉาก"
รัชทายาทยิ้มบาง ๆ
"คุณหนูหลิน...เจ้ามีหลักฐานหรือ"
หญิงสาวชะงัก หลักฐาน...เธอไม่มี สิ่งที่เธอมีมาตลอดคือความทรงจำจากนิยาย
แต่ตอนนี้...ความทรงจำนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้ว
รัชทายาททอดพระเนตรมายังฮ่องเต้
"ฝ่าบาท...แม้คุณหนูหลินจะหวังดี"
"แต่การตัดสินคดีต้องอาศัยพยานหลักฐาน มิใช่ความเชื่อ"
ถ้อยคำของเขาสุภาพทุกประโยค จนไม่มีช่องให้โต้แย้ง
หลินเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปากแน่น นางเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้จึงน่ากลัว เขาไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์ เพราะทุกถ้อยคำล้วนผลักฝ่ายตรงข้ามจนมุมอย่างแนบเนียน
ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจก่อนจะมีพระสุรเสียงหนักอึ้งดังขึ้น
"เซียวจิ่นอัน"
"ระหว่างที่ยังสืบสวนไม่สิ้น เจ้าจงส่งตราแม่ทัพและกระบี่ประจำตำแหน่ง"
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ หลินเสี่ยวอวี่หน้าซีด นี่คือจุดเริ่มต้น...ทุกอย่างกำลังเหมือนในนิยายอีกครั้ง เซียวจิ่นอันไม่ได้โต้เถียง เขาค่อย ๆ ปลดตราแม่ทัพออกจากเอว จากนั้นจึงวางกระบี่คู่กายลงบนพานทองที่ขันทีถืออยู่ การเคลื่อนไหวทุกอย่างสงบนิ่ง ไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ราวกับเขาเตรียมใจไว้แล้ว ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วลง
"จนกว่าคดีจะกระจ่าง จงควบคุมตัวแม่ทัพเซียวไว้ในคุกหลวง" สิ้นพระสุรเสียง
ทหารรักษาพระองค์หลายสิบนายก็ก้าวเข้ามาพร้อมกัน เสียงโลหะของชุดเกราะดังก้องไปทั่วท้องพระโรง หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
"...ไม่" นางพึมพำเบา ๆ
น้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นจนมองภาพตรงหน้าไม่ชัด สุดท้าย...ไม่ว่าเธอจะพยายามเปลี่ยนชะตาเพียงใด จุดจบนี้ก็ยังมาถึง เซียวจิ่นอันหันกลับมามองนางเป็นครั้งสุดท้าย แม้กำลังถูกทหารล้อมไว้แต่แววตาของเขากลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด เขาส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย ราวกับกำลังบอกว่า "อย่าร้องไห้" แต่หลินเสี่ยวอวี่กลับกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป น้ำตาไหลอาบแก้ม
"จิ่นอัน..." นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่น
"ข้าขอโทษ..."
"ข้าช่วยท่านไม่ได้..."
เซียวจิ่นอันไม่ได้ตอบ เพียงสบตานางนิ่ง ๆ สายตาคู่นั้นไม่มีแม้แต่น้อยของการกล่าวโทษ มีเพียงความเชื่อมั่น...เชื่อมั่นในตัวนางและเชื่อว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
จากนั้นทหารก็พาตัวเขาเดินออกจากท้องพระโรง หลินเสี่ยวอวี่มองแผ่นหลังกว้างนั้นค่อย ๆ ห่างออกไป จนสุดท้าย...หายลับหลังประตูวัง เหลือไว้เพียงความรู้สึกเจ็บปวดที่บีบรัดหัวใจของนางจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงประตูท้องพระโรงปิดลงอย่างแผ่วเบา
แต่สำหรับหลินเสี่ยวอวี่...เสียงนั้นกลับดังกึกก้องอยู่ในหัวใจ ราวกับเป็นเสียงที่ประกาศว่าความพยายามทั้งหมดของนางได้พังทลายลงแล้ว นางยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นหินอ่อน สายตามองไปยังประตูบานใหญ่ที่เซียวจิ่นอันเพิ่งถูกพาตัวออกไป ไม่ขยับ ไม่พูด ไม่แม้แต่จะเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย
ขุนนางทยอยลุกขึ้นจากที่คุกเข่า เสียงสนทนาแผ่วเบาดังขึ้นรอบด้าน
"นึกไม่ถึงว่าแม่ทัพเซียวจะเป็นคนเช่นนี้"
"หลักฐานแน่นหนาถึงเพียงนั้น..."
"เสียดายบุรุษผู้สร้างคุณงามความดีให้แผ่นดิน"
บางคนส่ายหน้าอย่างเวทนา บางคนกลับมีรอยยิ้มมุมปากที่ซ่อนไว้ไม่มิด ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่า...หญิงสาวที่นั่งนิ่งอยู่กลางท้องพระโรงกำลังรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังลงต่อหน้าต่อตา
"คุณหนูหลิน" เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างนุ่มนวล
หลินเสี่ยวอวี่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น รัชทายาทยืนอยู่ตรงหน้า สีพระพักตร์ยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม หากไม่รู้ความจริง...ผู้ใดก็คงคิดว่าเขาเป็นบุรุษผู้เปี่ยมเมตตา
"เสียใจด้วย" พระองค์ตรัสเสียงเรียบ
"ข้าก็ไม่อยากให้เรื่องเป็นเช่นนี้"
หลินเสี่ยวอวี่มองเขานิ่ง ไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ แต่เพราะนางกลัว...กลัวว่าหากเอ่ยอะไรออกไป จะเผลอเปิดเผยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจ รัชทายาททอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกยิ้มบาง ๆ
"หวังว่า...เจ้าจะดูแลตัวเองให้ดี" สิ้นคำ พระองค์ก็เสด็จจากไป
หลินเสี่ยวอวี่กำหมัดแน่น นางไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่รอยยิ้มเมื่อครู่นั้น...ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย กลับคล้ายผู้ชนะที่กำลังชื่นชมผลงานของตนเอง
...
หลายนาฬิกาต่อมา
รถม้าสกุลหลินเคลื่อนออกจากพระราชวัง ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยแม้แต่คำเดียว ชิงเอ๋อร์นั่งอยู่มุมหนึ่งของรถ แอบใช้ชายแขนเสื้อเช็ดน้ำตาเงียบ ๆ
ส่วนหลินเสี่ยวอวี่...เพียงมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพผู้คนที่เดินผ่านไปมา ร้านค้า เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปตามปกติ ราวกับไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า...แม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินกำลังถูกจองจำ
เมื่อรถม้าหยุดหน้าจวนสกุลหลิน หลินเสี่ยวอวี่เดินกลับห้องของตนโดยไม่พูดกับผู้ใด ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างบางก็ทรุดนั่งลงกับพื้น
ในที่สุด...น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลออกมาอีกครั้ง
"ทำไม..." เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา
"ทำไมถึงยังเป็นแบบนี้..."
นางกอดเข่าตัวเองแน่น พยายามทบทวนทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นางช่วยเขาจากลูกธนู ช่วยอู๋เฉิง เปลี่ยนคดีคลังเสบียง ทำให้เรื่องราวผิดไปจากเดิมทั้งหมด
แต่สุดท้าย...จุดจบที่นางกลัวที่สุด ก็ยังเกิดขึ้น
"หรือ..."
หลินเสี่ยวอวี่หลับตาลง
"ชะตากรรมจะเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ"
หากต่อให้เปลี่ยนเส้นทางระหว่างทางมากเพียงใด ปลายทางก็ยังเหมือนเดิม แล้วการที่นางย้อนกลับมาครั้งนี้...มีความหมายอะไร
นางยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ภาพในอดีตค่อย ๆ ซ้อนทับกับภาพตรงหน้า วันที่อ่านนิยายจนถึงบทนี้ วันที่ร้องไห้เพราะเซียวจิ่นอันถูกใส่ร้าย วันที่โกรธผู้เขียนจนพิมพ์รีวิวต่อว่า "ถ้ามีโอกาส ฉันจะช่วยเขาเอง!" คำพูดของตัวเองเมื่อวันนั้น ย้อนกลับมากระแทกหัวใจอย่างรุนแรง
"ข้าสัญญาไว้..."
"แต่ข้าทำไม่ได้..."
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ชิงเอ๋อร์เปิดประตูเข้ามาอย่างระมัดระวัง
"คุณหนู...เฉินเฟิงมาขอพบเจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่รีบเช็ดน้ำตา แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำ
"ให้เขาเข้ามา"
ไม่นาน เฉินเฟิงก็เดินเข้ามา สภาพของเขาเองก็ดูอิดโรยไม่ต่างกัน เขาคุกเข่าลงทันที
"คุณหนูหลิน"
หลินเสี่ยวอวี่ตกใจ รีบลุกขึ้น
"ท่านทำอะไร"
"ลุกเถิด"
แต่เฉินเฟิงยังคงคุกเข่า
"ขอร้องท่าน"
"ช่วยท่านแม่ทัพด้วย"
ประโยคนั้นทำให้หลินเสี่ยวอวี่น้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้ง
นางส่ายหน้าช้า ๆ
"ข้า..."
"ข้าไม่รู้แล้ว"
"ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ข้าจำอนาคตไม่ได้"
เฉินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หากเมื่อก่อน...ข้าคงหวังให้ท่านใช้ความรู้เรื่องอนาคต"
"แต่ตอนนี้..." เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง
"ข้าไม่ได้มาหาท่านเพราะเหตุผลนั้น"
หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก เฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก
"ข้ามาหาท่าน..."
"...เพราะท่านแม่ทัพเชื่อใจท่าน"
"และพวกเราก็เชื่อเช่นเดียวกัน"
"ต่อให้อนาคตเปลี่ยนไป...ต่อให้ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
"ข้าก็ยังเชื่อว่า..."
"...มีเพียงท่านที่จะช่วยท่านแม่ทัพได้"
หลินเสี่ยวอวี่นิ่งอึ้ง คำพูดของเฉินเฟิงทำให้นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสั่นสะเทือนอยู่ภายใน ใช่...ก่อนหน้านี้ นางเชื่อมั่นใน "เนื้อเรื่อง" แต่ตอนนี้...กลับมีคนเชื่อมั่นใน "ตัวนาง" ความแตกต่างเพียงเล็กน้อย กลับหนักแน่นจนทำให้หัวใจที่กำลังแตกสลาย ค่อย ๆ มีแรงยึดเหนี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง หลินเสี่ยวอวี่ค่อย ๆ กำมือแน่น แม้น้ำตาจะยังไม่แห้ง แต่แววตาที่เคยสิ้นหวังเมื่อครู่ กลับเริ่มมีประกายบางอย่างอีกครั้ง หากชะตากรรมยังยืนกรานจะพาเซียวจิ่นอันไปสู่จุดจบเดิม...เช่นนั้นครั้งนี้ นางจะไม่สู้ด้วยความทรงจำจากนิยายอีกแล้ว แต่นางจะสู้ด้วยตัวของหลินเสี่ยวอวี่เองแม้ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไรก็ตาม
หนึ่งปีต่อมาฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง สายลมอ่อนพัดผ่านต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาวสะพรั่งตลอดสองฟากถนนเมืองหลวงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิงกำแพงเมืองที่เคยเต็มไปด้วยประกาศจับกุม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกาศลดภาษีและการฟื้นฟูบ้านเมืองหอประวัติศาสตร์หลวงซึ่งเคยถูกไฟไหม้ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามพระราชโองการ พร้อมเปิดห้องเก็บต้นฉบับประวัติศาสตร์ให้ตรวจสอบได้โดยเหล่าขุนนางผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นความจริงของคนทั้งแผ่นดินอีกราชพงศาวดารฉบับใหม่ถูกเรียบเรียงขึ้น ในนั้นไม่มีชื่อของ "กบฏเซียวจิ่นอัน" มีเพียงชื่อของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิตหลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ นางทอดสายตามองทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังเป็นระยะภาพเช่นนี้หาได้ยากในอดีตครั้งหนึ่งจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดระแวง และเงาของการเมืองแต่บัดนี้...ที่นี่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา"ฮูหยิน" เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง"ได้เวลาแต่งตัวแล้วเจ้าค่ะ"หลินเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้
รุ่งอรุณวันถัดมาเหนือกำแพงเมืองหลวง กลุ่มควันสีดำค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่บนไหล่เขา มองไปยังปลายทางด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง"หอประวัติศาสตร์..." นางพึมพำเบา ๆแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายลี้ แต่ยังมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน พวกเขามาช้าไปหรือเซียวจิ่นอันยืนเคียงข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ"ไม่" เขาตอบสั้น ๆ"หากพวกมันเผาหลักฐาน...แปลว่าหลักฐานนั้นมีอยู่จริง"หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ชายคนนี้ก็ยังมองเห็นโอกาสจากวิกฤตเสมอในเวลานั้นเองเสียงม้าควบก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เฉินเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งมาหยุดตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อคลุมธรรมดาเพื่ออำพรางตัว แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ"ท่านแม่ทัพ!" เฉินเฟิงรีบลงจากหลังม้า"คนของเรากลับมาแล้ว""เป็นอย่างไร"เฉินเฟิงสูดหายใจลึก"เมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในหอประวัติศาสตร์จริง""เกิดเพลิงไหม้หลายจุด""แต่..." เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้า"ก่อนไฟจะลาม""บรรณารักษ์ชราคนหนึ่งแอบส่งสิ่งนี้ให้คนของเรา"เซียวจิ่นอันรับกล่องไม้มาถือไว้ ตัวกล่องทำจากไม้จันทน์เก่า แกะสลักตราหอประวัต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงันหมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาเมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที"ตื่นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไปเซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่าเฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง"ท่านแม่ทัพ!""มีข่าวหรือ"เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ""ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนโปรยปรายลงเหนือเมืองหลวงไม่ขาดสาย ทั่วทั้งคุกหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงคบเพลิงที่สั่นไหวไปตามกำแพงหินเย็นเยียบหลินเสี่ยวอวี่ดึงผ้าคลุมสีดำให้ปิดใบหน้าแน่นขึ้น ข้างกายนางคือเฉินเฟิงและทหารคนสนิทอีกสามนาย ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดพูดแม้แต่คำเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า...หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนี มีโทษถึงประหารชีวิตเฉินเฟิงหยุดอยู่ใต้กำแพงด้านทิศตะวันตก"คุณหนู" เขาพูดเสียงเบาที่สุด"คนของเราซื้อเวรยามไว้เพียงครึ่งก้านธูป""หลังจากนั้น จะมีทหารผลัดใหม่เข้ามา""พวกเราต้องรีบ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย แต่เป็นเส้นทางที่นางเลือกเอง เฉินเฟิงเคาะกำแพงหินเบา ๆ สามครั้งครืด...อิฐก้อนหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับแคบ ๆ ที่ถูกซ่อนไว้"เมื่อครั้งสร้างคุกหลวง" เฉินเฟิงกล่าว"ท่านแม่ทัพเป็นผู้ค้นพบทางนี้""ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง...""...จะต้องใช้มันช่วยตัวเอง"ทุกคนเงียบลง ก่อนทยอยก้มตัวเดินเข้าไปในอุโมงค์...กลิ่นอับชื้นของดินและหินโชยเข้ามา หยดน้ำตกลงจากเพดานเป็นระยะ หลินเสี่ยวอ
ประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่าเซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วางหลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว"ถวายบังคมฝ่าบาท"เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง"เซียวจิ่นอัน""เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ"กระหม่อมไม่ทราบ"ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน
รุ่งเช้าหลังคืนอันเงียบสงบเมืองหลวงกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น เสียงกลองประกาศจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างตึง! ตึง! ตึง!ผู้คนต่างเปิดประตูบ้านออกมามองถนนด้วยความสงสัย ขุนนางหลายคนรีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง"ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก""กรมพระคลังถูกตรวจค้นตั้งแต่รุ่งเช้า""มีขุนนางถูกจับหลายสิบคน"ภายในจวนสกุลหลินหลินเสี่ยวอวี่กำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก นางก็รีบเดินออกไป"เกิดอะไรขึ้น"ชิงเอ๋อร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา"คุณหนู!...ในวังเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ""ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางกรมพระคลังหลายคน"หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก"ตอนนี้เลยหรือ""เจ้าค่ะ"หัวใจของนางเต้นแรง เป็นไปไม่ได้ในนิยาย...เหตุการณ์นี้ต้องเกิดอีกหลายเดือน ไม่ใช่ตอนนี้หญิงสาวรีบย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องทั้งหมด หลังจากรัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหว ควรมีงานล่าสัตว์หลวงก่อน จากนั้นจึงเกิดคดีโกงเสบียง แล้วถึงจะมีการกวาดล้างกรมพระคลังแต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับสลับลำดับกันหมด"หรือว่า..." นางพึมพำกับตัวเอง"...เพราะเรา"ทุก







