FAZER LOGINรุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงัน
หมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดา
เมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที
"ตื่นแล้วหรือ"
หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไป
เซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง
"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"
หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่า
เฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง
"ท่านแม่ทัพ!"
"มีข่าวหรือ"
เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ
"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ"
"ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"
เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้
"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบันทึกการศึก"
"แต่พอเปิดดู...พวกเรากลับพบสิ่งนี้"
ภายในห่อผ้ามีสมุดปกหนังเก่าเล่มหนึ่ง ขอบกระดาษเหลืองซีดตามกาลเวลา ตรงหน้าปกไม่มีชื่อเรื่อง มีเพียงตราประทับสีแดงที่เลือนรางจนแทบมองไม่ออก
เซียวจิ่นอันขมวดคิ้ว
"ข้าไม่เคยเห็น"
เฉินเฟิงส่ายหน้า
"มันถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องหนังสือ หากไม่รื้อพื้นขึ้นมา คงไม่มีผู้ใดหาเจอ"
หลินเสี่ยวอวี่มองสมุดเล่มนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด ไม่รู้เพราะเหตุใด...เพียงเห็นปกหนังเก่า ๆ หัวใจของนางกลับเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ
เซียวจิ่นอันเปิดสมุดอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรชุดแรกที่ปรากฏทำให้ทุกคนต้องชะงัก บันทึกลับของราชสำนัก เรียบเรียงโดย...หอประวัติศาสตร์หลวง
หลินเสี่ยวอวี่เบิกตากว้าง
"หอประวัติศาสตร์..."
ในนิยาย...สถานที่แห่งนี้ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียว เป็นหอเก็บเอกสารราชวงศ์ที่บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิ์เข้า เซียวจิ่นอันพลิกหน้าถัดไป เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบันทึกเหตุการณ์บ้านเมือง แต่แล้ว...หลินเสี่ยวอวี่ก็สะดุดกับประโยคหนึ่ง "การเรียบเรียงประวัติศาสตร์ทุกฉบับ ต้องผ่านการตรวจทานจากองค์รัชทายาทก่อนเผยแพร่"
หญิงสาวนิ่งงัน ประโยคสั้น ๆ นี้...ไม่เคยมีในนิยาย
เซียวจิ่นอันพลิกต่ออีกหลายหน้า จนกระทั่งกระดาษแผ่นหนึ่งหลุดร่วงลงพื้น เป็นกระดาษบางกว่าหน้าอื่น ราวกับถูกสอดแทรกไว้ภายหลัง ด้านบนเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียว "หากผู้ใดได้อ่านสิ่งนี้ จงรู้ไว้ว่า ประวัติศาสตร์ที่เจ้ารู้...มิใช่ความจริง"
บรรยากาศภายในบ้านเงียบงัน ไม่มีผู้ใดเอื้อมมือไปแตะกระดาษแผ่นนั้น หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด คำพูดประโยคเดียว กลับทำให้โลกทั้งใบของนางเริ่มสั่นคลอน
เซียวจิ่นอันค่อย ๆ คลี่กระดาษออก ลายมือบนกระดาษแตกต่างจากทั้งเล่ม ดูรีบร้อนคล้ายคนเขียนกำลังหลบซ่อนผู้ใดอยู่ ข้อความบรรทัดแรกทำให้หลินเสี่ยวอวี่ตัวชา
"ข้าคือเจ้ากรมหอประวัติศาสตร์หลวง ผู้มีหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ตามความจริง"
"แต่ความจริง...ไม่มีวันถูกบันทึก"
มือของนางเริ่มสั่น เซียวจิ่นอันอ่านต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
"หลังองค์รัชทายาทเข้าควบคุมหอประวัติศาสตร์ บันทึกทุกฉบับถูกแก้ไข"
"ผู้จงรักภักดีถูกทำให้เป็นกบฏ"
"ผู้ทรยศกลับถูกยกย่องเป็นผู้กอบกู้บ้านเมือง"
หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนเสียงทุกอย่างรอบตัวหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของตนเอง เต้นแรงขึ้น...แรงขึ้น...ก่อนนางจะพึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอย
"เป็นไปไม่ได้..."
หากข้อความนี้เป็นความจริง สิ่งที่นางอ่านมาทั้งชีวิต เรื่องราวที่ทำให้นางร้องไห้ ตอนจบที่นางเชื่อมาตลอด...ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น
ภายในบ้านไม้กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ หลินเสี่ยวอวี่ยังคงจ้องกระดาษแผ่นนั้นราวกับกลัวว่าหากกะพริบตา ข้อความทั้งหมดจะหายไป เซียวจิ่นอันค่อย ๆ พลิกหน้าถัดไป กระดาษหลายแผ่นถูกเย็บซ่อนไว้ด้วยด้ายสีเดียวกับสันหนังสือ หากไม่สังเกตอย่างละเอียดคงไม่มีผู้ใดรู้ว่ามีบันทึกอีกชุดซ่อนอยู่
เฉินเฟิงช่วยคลี่กระดาษออกอย่างระมัดระวัง หมึกหลายส่วนเลือนรางตามกาลเวลา แต่ข้อความสำคัญยังอ่านได้ชัดเจน เซียวจิ่นอันอ่านออกเสียงช้า ๆ
"ปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเหยียนอัน"
"องค์รัชทายาทลอบติดต่อกับแคว้นเป่ยอวี่"
"ยินยอมแลกแผนที่ชายแดนกับกำลังทหาร"
"โดยมีพระบัญชาลับจากฮ่องเต้รับรอง"
หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นทันที
"อะไรนะ..."
นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ในนิยาย...ผู้ที่ส่งแผนที่ชายแดนให้ศัตรูคือเซียวจิ่นอัน แต่ในบันทึกฉบับนี้กลับเป็นรัชทายาทเสียเอง เฉินเฟิงรีบเปิดหน้าถัดไป ยิ่งอ่าน สีหน้าของเขาก็ยิ่งแข็งค้าง
"ท่านแม่ทัพ..." น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
"ท่านดูสิ"
กระดาษอีกแผ่นหนึ่งถูกส่งให้เซียวจิ่นอัน เป็นสำเนาพระราชโองการ ด้านล่างมีตราประทับฮ่องเต้อย่างชัดเจน ใจความสั้น ๆ เพียงไม่กี่บรรทัด แต่ทำให้ทุกคนในห้องเย็นวาบไปทั้งร่าง
"เมื่อศึกครั้งนี้สิ้นสุด"
"จงหาวิธีกำจัดเซียวจิ่นอัน"
"อำนาจกองทัพต้องไม่ตกอยู่ในมือผู้ใดนอกจากราชวงศ์"
หลินเสี่ยวอวี่ค่อย ๆ ยกมือปิดปาก น้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้ง
"ไม่จริง..."
เซียวจิ่นอันเองก็นิ่งงัน เขาเคยคิดว่าฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงตน แต่ไม่เคยคิดว่า...พระองค์มีพระบัญชาให้กำจัดเขาไว้ตั้งแต่ก่อนถูกกล่าวหาเสียอีก นั่นหมายความว่า คดีทรยศทั้งหมด...ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นแผนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
หลินเสี่ยวอวี่รีบคว้าสมุดขึ้นมา พลิกอย่างร้อนรน นางต้องการหาบางอย่าง บางอย่างที่จะตอบคำถามในใจ จนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับหน้าสุดท้ายด้านบนเขียนไว้ว่า
บันทึกก่อนเสียชีวิต
ลายมือเริ่มสั่น เส้นหมึกบางช่วงเลอะราวกับผู้เขียนรีบเขียนก่อนถูกพบตัว หลินเสี่ยวอวี่อ่านออกเสียงเบา ๆ
"ข้าถูกสั่งให้แก้ไขบันทึกสงคราม"
"ให้แม่ทัพเซียวเป็นผู้ขายชาติ"
"ให้รัชทายาทเป็นผู้กอบกู้"
"ข้าปฏิเสธ"
นางหยุดหายใจชั่วขณะ ก่อนอ่านต่อ
"คืนนั้น คนของวังบุกมาที่หอประวัติศาสตร์"
"อาจารย์ของข้าถูกฆ่าปิดต่อหน้า"
"ข้ารอดมาได้เพียงผู้เดียว หากวันหนึ่งผู้ใดพบเอกสารนี้"
"จงรู้ไว้ว่า..."
หลินเสี่ยวอวี่กลืนน้ำลาย ก่อนอ่านประโยคสุดท้ายออกมา
"สิ่งที่ผู้คนเรียกว่า 'ประวัติศาสตร์' เป็นเพียงเรื่องเล่าของผู้ชนะ"
มือของหญิงสาวสั่นจนกระดาษแทบหลุด
ทันใดนั้น ความทรงจำทุกอย่างที่เคยมีต่อหนังสือเล่มนั้น ก็พังทลายลงในพริบตา นิยายที่นางอ่านซ้ำกว่าสามสิบรอบ นิยายที่ทำให้นางรักเซียวจิ่นอัน นิยายที่ทำให้นางเชื่อว่าเขาถูกใส่ร้ายเพราะความเข้าใจผิด แท้จริงแล้ว...มันไม่ใช่นิยายด้วยซ้ำ แต่มันคือ "ประวัติศาสตร์" ที่ถูกผู้มีอำนาจแก้ไข ให้คนทรยศกลายเป็นวีรบุรุษและเปลี่ยนวีรบุรุษ...ให้กลายเป็นกบฏ
หลินเสี่ยวอวี่นั่งนิ่งอยู่กับพื้น น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่เพราะความสิ้นหวัง หากเป็นเพราะความโกรธ
"พวกเขา..." นางกัดริมฝีปากแน่น
"...ขโมยแม้แต่ชื่อเสียงของท่าน"
"ขโมยความจริง...ขโมยชีวิตของผู้คน"
"แล้วสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาแทน"
เซียวจิ่นอันมองหญิงสาวเงียบ ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
"เสี่ยวอวี่"
นางเงยหน้าขึ้น เขายื่นมือไปแตะหน้ากระดาษเบา ๆ
"ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว"
"เหตุใดเจ้าจึงพยายามเปลี่ยนชะตาของข้า"
หลินเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปาก
"ข้าคิดมาตลอด..."
"ว่ากำลังต่อสู้กับโชคชะตา"
นางหัวเราะทั้งน้ำตา
"แต่แท้จริง..."
"...ข้ากำลังต่อสู้กับคำโกหก"
ประโยคนั้นทำให้ทั้งบ้านไม้เงียบลงอีกครั้ง ใช่...ศัตรูที่แท้จริง ไม่ใช่โชคชะตา ไม่ใช่อนาคต แต่คือผู้ที่เขียน "ความจริง" ขึ้นใหม่ ให้คนทั้งแผ่นดินเชื่อมาตลอดหลายสิบปี
สายลมยามสายพัดลอดช่องไม้เก่าของบ้านร้างเข้ามาเบา ๆ แต่ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงความหนาวเย็นนั้น เพราะสิ่งที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้า...ทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนยิ่งกว่าอากาศในหุบเขา หลินเสี่ยวอวี่นั่งนิ่งอยู่นาน สายตายังคงจับจ้องบันทึกเก่าเล่มนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางคิดว่าตัวเองคือคนที่รู้เรื่องราวทั้งหมด รู้อนาคต รู้จุดจบ รู้ว่าใครเป็นคนดีและใครเป็นคนชั่ว แต่แท้จริงแล้ว...นางเป็นเพียงคนที่เชื่อ "เรื่องเล่า" ของผู้ชนะ
"ข้าเข้าใจแล้ว..." หญิงสาวพึมพำเบา ๆ
เซียวจิ่นอันหันมองนาง
"เข้าใจสิ่งใด"
หลินเสี่ยวอวี่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสับสน บัดนี้กลับมีความแน่วแน่มากกว่าเดิม
"เหตุใดทุกอย่างถึงเปลี่ยน...เหตุใดหนังสือจึงเริ่มผิดไปจากที่ข้าเคยอ่าน"
นางค่อย ๆ หยิบบันทึกขึ้นมา
"เพราะหนังสือเล่มนั้น..."
"...ไม่เคยเป็นความจริงตั้งแต่แรก"
เซียวจิ่นอันนิ่งฟัง หลินเสี่ยวอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก
"เมื่อก่อนข้าคิดว่า"
"ทุกครั้งที่ข้าช่วยท่าน"
"ข้ากำลังเปลี่ยนโชคชะตา"
"แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว"
นางยิ้มบาง ๆ
"ข้าไม่ได้เปลี่ยนโชคชะตา"
"ข้าเพียงทำให้ความจริง..."
"...กลับมาเดินในเส้นทางของมัน"
คำพูดนั้นทำให้เฉินเฟิงกำหมัดแน่น เขาเป็นทหารของเซียวจิ่นอันมาหลายปี เห็นแม่ทัพนำทัพเสี่ยงตายเพื่อแผ่นดินนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายกลับถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ เขาเคยโกรธโชคชะตา บัดนี้...เขารู้แล้วว่าควรโกรธผู้ใด
"ท่านแม่ทัพ"
เฉินเฟิงเอ่ยขึ้น
"หากบันทึกนี้ถูกเปิดเผย"
"ผู้คนทั้งแผ่นดินจะรู้ความจริง"
เซียวจิ่นอันกลับส่ายหน้า
"ยังไม่ได้"
ทั้งสองหันมองเขาพร้อมกัน แม่ทัพหนุ่มหยิบบันทึกขึ้นพลิกดูอีกครั้ง ก่อนกล่าวอย่างสุขุม
"เพียงบันทึกเล่มเดียว ยังไม่อาจโค่นล้มฮ่องเต้กับรัชทายาทได้"
"หากพวกเขาประกาศว่ามันเป็นของปลอม"
"ประชาชนจะเชื่อผู้ใด"
หลินเสี่ยวอวี่นิ่งคิด เขาพูดถูก ผู้คนเชื่อราชสำนักมานานหลายสิบปี ไม่มีใครยอมเปลี่ยนความเชื่อเพราะสมุดเพียงเล่มเดียว
"เช่นนั้น..." นางถามเบา ๆ
"เราต้องทำอย่างไร"
เซียวจิ่นอันวางบันทึกลงบนโต๊ะ สายตาคมกริบกวาดอ่านข้อความทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนชี้ไปยังตราประทับสีแดงมุมล่าง
"ดูนี่"
หลินเสี่ยวอวี่ก้มลงมอง ตราประทับแม้จะเลือนราง แต่ยังเห็นอักษรสองตัวอยู่ราง ๆ หอประวัติศาสตร์ เซียวจิ่นอันกล่าวต่อ
"คนผู้นี้เขียนว่า...อาจารย์ของข้าถูกฆ่า'"
"นั่นหมายความว่า..."
"...ยังมีคนในหอประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"
เฉินเฟิงเบิกตา
"ท่านหมายถึง..."
อาจมีพยานคนอื่น"
"หรืออย่างน้อย"
เซียวจิ่นอันกล่าวต่อ
"ก็ต้องมีต้นฉบับ"
หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนความหวังที่ดับไปแล้ว ค่อย ๆ ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ใช่...หากมีคนแก้ไขประวัติศาสตร์ ย่อมต้องมี "ประวัติศาสตร์ฉบับเดิม" และตราบใดที่ต้นฉบับยังไม่ถูกทำลายทั้งหมด ความจริงก็ยังมีโอกาสกลับคืนมา
ทันใดนั้นเอง หลินเสี่ยวอวี่นึกบางอย่างขึ้นได้
"จิ่นอัน"
"อืม"
"ในหนังสือ..."
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนคำ
"ไม่สิ..."
"ในเรื่องเล่าที่ข้าเคยอ่าน"
"หลังจากท่านถูกกล่าวหาไม่นาน"
"หอประวัติศาสตร์เกิดเพลิงไหม้"
เฉินเฟิงหันขวับ
"เพลิงไหม้?"
หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า
"ตอนนั้นข้าคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ"
"แต่ตอนนี้..." นางมองบันทึกในมือ
"...มันคงไม่ใช่"
เซียวจิ่นอันลุกขึ้นยืนทันที แววตาเฉียบคมกว่าเดิม
"หากพวกเขายังไม่เผา พวกเขาก็กำลังจะเผา"
หลินเสี่ยวอวี่เองก็ลุกขึ้น หัวใจเต้นแรง นางเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงเปลี่ยนเพราะการหลบหนีของเซียวจิ่นอัน เพราะบันทึกเล่มนี้ถูกนำออกมาก่อนเวลา ศัตรูย่อมต้องเร่งทำลายหลักฐานที่เหลือ เซียวจิ่นอันหันไปหาเฉินเฟิง
"รวบรวมคนที่ไว้ใจได้ ห้ามแพร่ข่าวเรื่องบันทึกเล่มนี้ แล้วส่งคนจับตาหอประวัติศาสตร์"
"หากมีผู้ใดเคลื่อนย้ายเอกสาร"
"ให้รีบกลับมารายงาน"
"ขอรับ!"
เฉินเฟิงรีบรับคำแล้วออกจากบ้านทันที
เมื่อประตูปิดลง เหลือเพียงหลินเสี่ยวอวี่กับเซียวจิ่นอัน ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหญิงสาวจะยิ้มบาง ๆ
"ครั้งแรกที่ข้าอ่านหนังสือ...ข้าคิดว่าท่านคือพระเอกผู้โชคร้าย"
"แต่ตอนนี้..." นางมองออกไปยังทิวเขาเบื้องหน้า
"ข้ารู้แล้ว"
"ท่านไม่ใช่คนที่โชคชะตาเล่นตลก...ท่านคือคนที่ถูกช่วงชิงความจริงไป"
เซียวจิ่นอันเดินมายืนเคียงข้างนาง สายตาทอดไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มมีแสงอาทิตย์สาดผ่านหมู่เมฆ
"ถ้าเช่นนั้น" เขากล่าวเรียบ ๆ
"เราก็ไปเอาความจริงกลับคืนมา"
หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ นับจากวันนี้พวกเขาไม่ได้กำลังหลบหนีจากข้อหากบฏอีกต่อไป แต่กำลังออกเดินทางเพื่อทวงคืนประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนด้วยคำโกหกและไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า...ในหอประวัติศาสตร์หลวงเปลวไฟดวงแรกได้เริ่มลุกไหม้ขึ้นอย่างเงียบงันแล้ว
หนึ่งปีต่อมาฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง สายลมอ่อนพัดผ่านต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาวสะพรั่งตลอดสองฟากถนนเมืองหลวงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิงกำแพงเมืองที่เคยเต็มไปด้วยประกาศจับกุม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกาศลดภาษีและการฟื้นฟูบ้านเมืองหอประวัติศาสตร์หลวงซึ่งเคยถูกไฟไหม้ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามพระราชโองการ พร้อมเปิดห้องเก็บต้นฉบับประวัติศาสตร์ให้ตรวจสอบได้โดยเหล่าขุนนางผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นความจริงของคนทั้งแผ่นดินอีกราชพงศาวดารฉบับใหม่ถูกเรียบเรียงขึ้น ในนั้นไม่มีชื่อของ "กบฏเซียวจิ่นอัน" มีเพียงชื่อของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิตหลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ นางทอดสายตามองทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังเป็นระยะภาพเช่นนี้หาได้ยากในอดีตครั้งหนึ่งจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดระแวง และเงาของการเมืองแต่บัดนี้...ที่นี่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา"ฮูหยิน" เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง"ได้เวลาแต่งตัวแล้วเจ้าค่ะ"หลินเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้
รุ่งอรุณวันถัดมาเหนือกำแพงเมืองหลวง กลุ่มควันสีดำค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่บนไหล่เขา มองไปยังปลายทางด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง"หอประวัติศาสตร์..." นางพึมพำเบา ๆแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายลี้ แต่ยังมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน พวกเขามาช้าไปหรือเซียวจิ่นอันยืนเคียงข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ"ไม่" เขาตอบสั้น ๆ"หากพวกมันเผาหลักฐาน...แปลว่าหลักฐานนั้นมีอยู่จริง"หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ชายคนนี้ก็ยังมองเห็นโอกาสจากวิกฤตเสมอในเวลานั้นเองเสียงม้าควบก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เฉินเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งมาหยุดตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อคลุมธรรมดาเพื่ออำพรางตัว แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ"ท่านแม่ทัพ!" เฉินเฟิงรีบลงจากหลังม้า"คนของเรากลับมาแล้ว""เป็นอย่างไร"เฉินเฟิงสูดหายใจลึก"เมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในหอประวัติศาสตร์จริง""เกิดเพลิงไหม้หลายจุด""แต่..." เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้า"ก่อนไฟจะลาม""บรรณารักษ์ชราคนหนึ่งแอบส่งสิ่งนี้ให้คนของเรา"เซียวจิ่นอันรับกล่องไม้มาถือไว้ ตัวกล่องทำจากไม้จันทน์เก่า แกะสลักตราหอประวัต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงันหมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาเมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที"ตื่นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไปเซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่าเฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง"ท่านแม่ทัพ!""มีข่าวหรือ"เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ""ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนโปรยปรายลงเหนือเมืองหลวงไม่ขาดสาย ทั่วทั้งคุกหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงคบเพลิงที่สั่นไหวไปตามกำแพงหินเย็นเยียบหลินเสี่ยวอวี่ดึงผ้าคลุมสีดำให้ปิดใบหน้าแน่นขึ้น ข้างกายนางคือเฉินเฟิงและทหารคนสนิทอีกสามนาย ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดพูดแม้แต่คำเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า...หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนี มีโทษถึงประหารชีวิตเฉินเฟิงหยุดอยู่ใต้กำแพงด้านทิศตะวันตก"คุณหนู" เขาพูดเสียงเบาที่สุด"คนของเราซื้อเวรยามไว้เพียงครึ่งก้านธูป""หลังจากนั้น จะมีทหารผลัดใหม่เข้ามา""พวกเราต้องรีบ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย แต่เป็นเส้นทางที่นางเลือกเอง เฉินเฟิงเคาะกำแพงหินเบา ๆ สามครั้งครืด...อิฐก้อนหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับแคบ ๆ ที่ถูกซ่อนไว้"เมื่อครั้งสร้างคุกหลวง" เฉินเฟิงกล่าว"ท่านแม่ทัพเป็นผู้ค้นพบทางนี้""ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง...""...จะต้องใช้มันช่วยตัวเอง"ทุกคนเงียบลง ก่อนทยอยก้มตัวเดินเข้าไปในอุโมงค์...กลิ่นอับชื้นของดินและหินโชยเข้ามา หยดน้ำตกลงจากเพดานเป็นระยะ หลินเสี่ยวอ
ประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่าเซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วางหลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว"ถวายบังคมฝ่าบาท"เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง"เซียวจิ่นอัน""เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ"กระหม่อมไม่ทราบ"ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน
รุ่งเช้าหลังคืนอันเงียบสงบเมืองหลวงกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น เสียงกลองประกาศจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างตึง! ตึง! ตึง!ผู้คนต่างเปิดประตูบ้านออกมามองถนนด้วยความสงสัย ขุนนางหลายคนรีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง"ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก""กรมพระคลังถูกตรวจค้นตั้งแต่รุ่งเช้า""มีขุนนางถูกจับหลายสิบคน"ภายในจวนสกุลหลินหลินเสี่ยวอวี่กำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก นางก็รีบเดินออกไป"เกิดอะไรขึ้น"ชิงเอ๋อร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา"คุณหนู!...ในวังเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ""ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางกรมพระคลังหลายคน"หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก"ตอนนี้เลยหรือ""เจ้าค่ะ"หัวใจของนางเต้นแรง เป็นไปไม่ได้ในนิยาย...เหตุการณ์นี้ต้องเกิดอีกหลายเดือน ไม่ใช่ตอนนี้หญิงสาวรีบย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องทั้งหมด หลังจากรัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหว ควรมีงานล่าสัตว์หลวงก่อน จากนั้นจึงเกิดคดีโกงเสบียง แล้วถึงจะมีการกวาดล้างกรมพระคลังแต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับสลับลำดับกันหมด"หรือว่า..." นางพึมพำกับตัวเอง"...เพราะเรา"ทุก







