หัวใจของฉีเหิงเหมือนถูกแทงวูบหนึ่ง เขายกมุมปากเล็กน้อย “ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วครับ”
ศาสตราจารย์เจิ้งถอนหายใจยาว พลางขมวดคิ้วแน่น
เขาเป็นอาจารย์ของฉีเหิง และก็เป็นอาจารย์ของเวินซูจิ่นด้วย
ฉีเหิงอายุมากกว่าเวินซูจิ่นสามปี ตอนที่เขาเรียนปริญญาโท จึงได้รู้จักเธอ
ทั้งคู่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน และต่างก็เป็นนักศึกษาที่โดดเด่นมาก
วันนี้ฉีเหิงเรียนจบกลับมา เขาเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล แต่เวินซูจิ่น…
บางเรื่องหนักอึ้งอยู่ในใจเขา พูดออกมาเสียยังดีกว่า
“ปีที่สองที่เธอไปต่างประเทศ ผมพาภรรยาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล แล้วเจอเธอเข้า เธอใส่ชุดคนไข้ ผอมจนแทบจำไม่ได้ ได้ยินว่าได้รับบาดเจ็บเสียเลือดมาก เกือบช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน…”
มือของฉีเหิงกำแก้วกาแฟแน่น แม้กาแฟร้อนจนลวกหลังมือ แต่เขาเหมือนไม่รู้สึก ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น
ศาสตราจารย์เจิ้งยื่นกระดาษทิชชูให้ พลางสังเกตสีหน้าเขา
ใบหน้าชายหนุ่มไร้อารมณ์ แต่ดวงตาดำลึกกลับปั่นป่วนด้วยความรู้สึกมากมาย
ศาสตราจารย์เจิ้งถอนใจ “อีกวันถัดมาพวกเราไปเอาผลตรวจ ภรรยาผมตั้งใจเอาของบำรุงไปเยี่ยมเธอ ปรากฏว่าเธอออกจากโรงพยาบาลแล้ว ทั้งที่พยาบาลบอกต้องนอนเดือนหนึ่ง เธอนอนแค่สามวัน สภาพครอบครัวเธอน่ะ คุณก็รู้ดี แถมยังไม่ได้รับใบปริญญา ไม่รู้หลายปีมานี้เธอใช้ชีวิตยังไง”
เสียงรอบข้างเหมือนมีรถไฟแล่นผ่านหู เสียงอื้ออึงทำให้หัวเขามึนงง
แก้วกระดาษในมือถูกบีบจนยับ ข้อนิ้วที่นูนเด่นค่อย ๆ ซีดขาว
“ไม่ได้รับใบปริญญางั้นเหรอครับ” เสียงเขาตึงเครียด
ศาสตราจารย์เจิ้งตกใจ “คุณไม่รู้เหรอ หลังคุณไปต่างประเทศได้สองวัน คุณนายฉีก็มาที่มหาวิทยาลัย แล้วกล่าวหาว่าเสี่ยวเวินขโมยเครื่องเพชรของเธอ มีทั้งพยานทั้งหลักฐาน โรงเรียนกลัวเรื่องจะใหญ่ กระทบชื่อเสียง ก็เลยไล่เสี่ยวเวินออก”
เสียงอึกทึกรอบตัวเหมือนหายไปหมด แสงอาทิตย์ยามเย็นอ่อนโยน แต่ฉีเหิงกลับรู้สึกแสบตา
“ฉีเหิง ผมในฐานะอาจารย์อาจมีบางคำที่ไม่ควรพูดออกไป แต่คุณก็รู้ดีว่านิสัยของเสี่ยวเวินเป็นยังไง หวังว่าคุณจะกลับไปถามคุณแม่ดู ว่าเรื่องนี้มีอะไรเข้าใจผิดหรือเปล่า เสี่ยวเวินเป็นเด็กมีแวว ผมตั้งใจจะปั้นเธอเรียนต่อปริญญาโท น่าเสียดายจริง ๆ …”
เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาไว้ มือทั้งสองกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาเลื่อนลอย
“อาเหิง เย็นแล้ว กลับกันเถอะ”
โจวหย่าเวยพานั่วนั่วกลับมา แต่นั่วนั่วก็ยังไม่ยอมจับมือเธอ
ศาสตราจารย์เจิ้งมองโจวหย่าเวยเงียบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะมองนั่วนั่ว แล้วขมวดคิ้วเดินจากไป
“พ่อ! แมวเหมียวมารับกระติกหรือยังครับ”
ฉีเหิงได้สติจึงลูบหัวนั่วนั่ว พลางกดอารมณ์ในดวงตาไว้ “กลับบ้านกันเถอะ”
เงาของทั้งสามถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นทอดยาว
เหมือนครอบครัวสามคนที่มีความสุข
เวินซูจิ่นหลบอยู่หลังพุ่มกุหลาบ มองจากไกล ๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกแอบมองที่น่ารังเกียจ
หัวใจเจ็บปวดราวถูกมีดเฉือน แต่ก็ต้องยอมรับความจริง
นั่วนั่วคลอดก่อนกำหนดเจ็ดเดือน ทันทีที่เกิดก็ติดเชื้อปอดอักเสบ ต้องอยู่ในตู้อบ ค่าใช้จ่ายต่อวันเกินแสนบาท
เธอถูกมหาวิทยาลัยจิงต้าไล่ออก ทำได้เพียงรับจ้างงานทั่วไป ฐานะครอบครัวก็มีคุณย่าแก่ชราและน้องสาวที่ยังเล็ก เธอไม่มีปัญญาจ่าย
ทำได้เพียงกัดฟันมองลูกของตัวเองถูกคุณนายฉีและโจวหย่าเวยอุ้มไป
เธอยังถูกบังคับให้เซ็นสัญญา สละสิทธิ์การเลี้ยงดู และห้ามบอกความจริงกับฉีเหิงตลอดชีวิต
คืนก่อนเซ็นสัญญา เธอโทรหาฉีเหิงครั้งหนึ่ง
แต่คนที่รับสายเป็นผู้หญิง
“ฉีเหิงหลับแล้ว มีเรื่องใหญ่อะไรนักหนา ถึงโทรมาตีสามแบบนี้”
เหมือนถูกน้ำเย็นสาดทั้งตัว หนาวจนถึงกระดูก
รถเบนท์ลีย์หรูคันนั้นขับออกไป เวินซูจิ่นได้สติ เช็ดน้ำตาที่หางตา
กลับถึงที่พักก็หกโมงครึ่งแล้ว ไม่มีเวลากินข้าว อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน แล้วไปเข้าเวรกะดึกที่บาร์เย่อเซ่อ
ระหว่างทาง เธอได้รับข้อความจากโรงพยาบาล แจ้งว่าเงินค่ารักษาที่วางมัดจำไว้หมดแล้ว ต้องจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งแสน
น้องสาวเธอเป็นไตวายระยะสุดท้ายมาสามปี ยังรอคิวเปลี่ยนไต สัปดาห์หนึ่งต้องฟอกไตสามครั้ง
ในบัญชีเธอไม่มีเงินพอ เงินเดือนต้องรออีกสิบกว่าวัน
พอถึงบาร์เย่อเซ่อ เปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มแล้ว เธอไปหาเจ๊เฉิง
เจ๊เฉิงเป็นเจ้าของบาร์หรูแห่งนี้
เธอสวยจัด แต่งตัวหรูหราเป็นประกายทุกวัน
การเอ่ยปากขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าอีกครั้ง ทำให้เวินซูจิ่นอึดอัดมาก
เจ๊เฉิงจุดบุหรี่ พ่นควันขาวช้า ๆ “เสี่ยวเวิน ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าเธอนะ อย่าดื้อดึงนักเลย เธอทั้งสวยทั้งหุ่นดี แค่กระดิกนิ้วก็มีผู้ชายพร้อมควักเงินให้ ทำไมต้องยึดติดชื่อเสียงไร้ค่า ใช้ชีวิตจน ๆ แบบนี้”
รสชาติของการขอร้องคนอื่นไม่ดีเลย เวินซูจิ่นก้มหน้า บีบชายเสื้อแน่นอย่างกระวนกระวาย
“วันนี้คุณชายเฉินมา เขาถูกใจเธอมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ยังบอกฉันว่า ยอมจ่ายราคานี้เลี้ยงดูเธอ”
เจ๊เฉิงชูนิ้วที่สวมแหวนทองทำท่า “เดือนละล้านห้าเชียวนะ พอมีเงินน้องสาวเธอต้องรอคิวไตอีกเหรอ ย่าเธอจะต้องลำบากอยู่บ้านนอกอีกเหรอไง ตอนนี้ยังสาวยังสวย กอบโกยไว้สักก้อน ต่อให้วันหนึ่งเขาเบื่อ อย่างน้อยเธอก็มีเงินติดตัว”
เวินซูจิ่นจะไม่รู้ได้อย่างไร
บาร์เย่อเซ่อ คือแหล่งผลาญเงินของผู้ชายรวย
คุณชายเฉินแบบนั้น เดินไม่กี่ก้าวก็เจอแล้ว
ที่นี่ ถ้าอยากตกต่ำก็เป็นเรื่องง่ายมาก
ตอนนั้นที่เธอคบกับฉีเหิง คำพูดร้ายกาจถาโถม บอกว่าเธอเป็นผู้หญิงหิวเงิน หวังเงินฉีเหิง ใช้หน้าตาจะเข้าไปเป็นสะใภ้ตระกูลฉี
ต่อมา แม่บ้านตระกูลฉีค้นกระเป๋าเธอ เจอเครื่องเพชรสั่งทำพิเศษของคุณนายฉี
แม้แต่ฉีเหิงก็คิดแบบนั้น
เธอเม้มริมฝีปาก เสียงเบาแต่หนักแน่น “เจ๊เฉิง ฉันขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งเดือน ช่วยฉันอีกครั้งนะ”
เจ๊เฉิงส่ายหน้า เปิดมือถือ โอนเงินให้เธอแสนห้า
“ให้เกินมาแล้วค่ะ…”
“ฉันให้เพิ่มอีกห้าหมื่น เอาไปซื้อของบำรุงให้น้องสาว เด็กคนนั้นอยู่กับเธอไป ก็ลำบากไม่รู้จบ”
เจ๊เฉิงค้อนใส่ ก่อนจะสูบบุหรี่คาไว้ แล้วเดินส่ายสะโพกออกไป
……
ฉีเหิงขับรถไปส่งโจวหย่าเวยกับนั่วนั่วที่จงชุ่ยวาน
ที่นี่เป็นหนึ่งในย่านแพงที่สุดของเมืองหลวง โจวหย่าเวยกับนั่วนั่วอยู่คอนโดหรูขนาดใหญ่
“อาเหิง ขึ้นไปกินข้าวหน่อยสิ ฉันสั่งแม่บ้านทำเสร็จแล้ว”
โจวหย่าเวยเอาใจมาก
ฉีเหิงมองนั่วนั่ว แววตาเด็กเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เขาพยักหน้า “อืม” แต่ยังเหม่อลอยเล็กน้อย
พอเข้าบ้าน บนโต๊ะมีอาหารแปดอย่าง ล้วนเป็นอาหารทะเลราคาแพง
โจวหย่าเวยอารมณ์ดี ดึงแขนเขาจะให้นั่ง “อาเหิง ฉันสั่งแม่บ้านทำแต่ของโปรดคุณ”
แต่นั่วนั่วกลับทำปากงอ “ทำไมมีแต่อาหารทะเล ผมแพ้อาหารทะเลจนต้องนอนโรงพยาบาลครั้งก่อน โจวหย่าเวยลืมแล้วเหรอ”
แววตาฉีเหิงเย็นวาบ มองแม่บ้าน “ไม่ได้เตรียมอาหารเด็กให้นั่วนั่วเหรอ”
แม่บ้านถูกสายตาเขาทำเอาตกใจ มือถูไปมา สายตาเหลือบมองโจวหย่าเวย “ทั้งหมดนี้คุณโจวสั่งให้เตรียมค่ะ…”
สายตาฉีเหิงกวาดผ่านใบหน้าโจวหย่าเวย ไร้อารมณ์ แต่ทำให้เธอเหมือนถูกเข็มทิ่มหลัง
“ฉันยุ่งเลยลืม นั่วนั่วก็ไม่ได้แพ้ทุกอย่าง แค่เลือกกิน ไม่ชอบเท่านั้น”
ฉีเหิงดันเก้าอี้ที่ดึงออกกลับเข้าไปใต้โต๊ะ
“นั่วนั่ว พ่อพาออกไปกินข้างนอก”
“ดีเลย!” นั่วนั่วดีใจ “พ่อรอผมแป๊บ ผมไปเปลี่ยนเสื้อ”
โจวหย่าเวยยืนหน้าแข็งอยู่ข้าง ๆ พยายามแก้ตัว “ออกไปกินก็ดีเหมือนกัน”
ฉีเหิงสีหน้าครึ้ม
“คุณไม่ต้องไปหรอก ดูเหมือนนั่วนั่วจะไม่ค่อยอยากกินข้าวกับคุณ”
“อาเหิง คุณโทษฉันเหรอ?” โจวหย่าเวยสะอื้น น้ำตาไหลพราก “ฉันรักนั่วนั่วมาก ตอนทำเด็กหลอดแก้วคลอดเขา ฉันลำบากแค่ไหน คุณป้าก็รู้นะ…”
“ในเมื่อคลอดแล้ว ก็ควรทำหน้าที่แม่ให้ดี”
คำพูดนี้แทงใจจนหน้าเธอซีด
ฉีเหิงเริ่มสังเกตแล้วหรือ ว่านั่วนั่วไม่สนิทกับเธองั้นเหรอ
หลายปีมานี้ ไม่ว่าเธอพยายามอย่างไร นั่วนั่วก็ไม่ยอมใกล้ชิด ไม่เคยเรียกเธอว่าแม่สักครั้ง
เธอไม่อยากเสียแรงเป็นแม่ผู้แสนดีอีกแล้ว
แค่ใช้นั่วนั่วผูกมัดฉีเหิงก็พอ
รอให้แต่งงานกันแล้ว ค่อยมีลูกที่เป็นของตัวเองจริง ๆ
ฉีเหิงพานั่วนั่วไปภัตตาคารอาหารกวางตุ้ง
จานโปรดของนั่วนั่วคือซี่โครงหมูซอสถั่วดำ
เขากินอย่างมีความสุข ยิ้มเผยเขี้ยวเล็ก ๆ น่ารักสองซี่
ฉีเหิงชะงักไปชั่วขณะ
เขากับโจวหย่าเวย ตอนเด็กไม่มีเขี้ยวแบบนี้
และทั้งคู่ก็ไม่แพ้อาหารทะเล
อย่างไร้สาเหตุ เขานึกถึงเวินซูจิ่นอีกครั้ง