ログインเช้าวันต่อมา
“หาตัว คุณหนูข้าวฟ่างเจอหรือยัง”
เขมิกา แม่เลี้ยงของข้าวฟ่าง เอ่ยถาม พิทักษ์ เลขาคนสนิทของสามีด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ใกล้จะถึงเวลาหมั้นของทั้งสองตระกูล แต่ลูกเลี้ยงตัวดีของเธอกลับหายตัวไปจนตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอ
“ยังเลยครับคุณท่าน ตอนนี้ผมให้คนไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดอยู่ว่า คุณหนูข้าวฟ่างหายตัวไปที่ไหน ถ้าได้รับรายงานแล้วจะรีบแจ้งให้ท่านทราบอีกครั้งครับ” พิทักษ์ เลขาหนุ่มตอบภรรยาของท่านประธานด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ ก่อนที่เสียงของท่านประธานจะเอ่ยดังแทรกขึ้นมาเบาๆ
“พิทักษ์ รีบไปหาลูกสาวของฉันเถอะถ้าได้เรื่องยังไงก็รีบกลับมารายงานฉันโดยเร็ว”
“ครับท่านประธาน”
เขมิกา เหลือบมองไปทางเลขาของสามีที่เดินออกจากห้องพักไปอย่างเร่งรีบ ก่อนที่เธอจะหันไปเอ่ยกับสามีของเธอที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ไกลด้วยท่าทางร้อนรน รวมทั้งสายตาที่เต็มไปด้วยความตำหนิเมื่อนึกถึงลูกเลี้ยงตัวดีอย่างปิดไม่มิด
“คุณขจร…คุณดูลูกสาวไม่รักดีของคุณสิ ว่าทำตัวเหลวไหลขนาดไหน นี่ก็ใกล้จะได้ฤกษ์หมั้นแล้วป่านนี้ยังหาตัวไม่เจอ แบบนี้ครอบครัวของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันล่ะ”
“คุณก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาเถียงกัน ผมว่าเรามาช่วยคิดหาทางออกกันดีกว่าว่า จะแก้ไขสถานการณ์ตรงนี้ไปได้ยังไง” ขจร ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่ประตูห้องพักของโรงแรมจะเปิดออกกว้างพร้อมขวัญข้าว ลูกสาวคนเล็กที่เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“คุณแม่คะ คุณพ่อคะ!! เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ขวัญเห็นคนด้านนอกดูวุ่นวายกันไปหมดเลย”
“ก็พี่สาวของลูกน่ะสิหายตัวไป ป่านนี้ยังไม่มาเลย นี่พ่อก็ให้คนตามหาอยู่ ไม่รู้ว่าจะเจอตัวหรือเปล่า”
“พี่ข้าว อาจจะไปนอนพักที่ไหนหรือเปล่าคะ เพราะเมื่อวานขวัญเห็นพี่เขาแต่งตัวออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนสนิทที่ข้างนอกโรงแรมกันตอนช่วงเย็นๆน่ะค่ะ” ขวัญข้าว แสร้งทำหน้าครุ่นคิดแล้วพูดตอบออกมาเบาๆ อย่างไม่เต็มเสียง
คำพูดนั้นของขวัญข้าว ทำให้เขมิการีบหันขวับไปหาทางสามีของเธอแล้วพูดใส่ไฟลูกเลี้ยงของเธอในทันที
“นี่ไงคุณขจร ฉันบอกแล้วใช่มั้ย ว่าลูกสาวของคุณวันๆ ก็เอาแต่เที่ยวเล่นจัดงานปาร์ตี้ เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ จนถึงขั้นมีข่าวออกมาว่าไปตบตีแย่งผู้ชายในผับ ไหนจะมีข่าวว่ามั่วผู้ชายไม่ซ้ำหน้าแบบรายวัน ตอนนี้บอกตรงๆฉันก็ไม่รู้เลยว่า จะจับลูกสาวคนนี้ใส่ตะกร้าล้างน้ำ แล้วเอาไปให้กับลูกชายครอบครัวตระกูลไหนแต่งงานดี”
“ตอนนี้ปล่อยยัยข้าวไปก็แล้วกัน ผมอาจจะบังคับแกมากเกินไปจนข้าวฟ่างถึงได้หนีงานหมั้นไปแบบนี้” ขจร พูดตอบกลับอย่างคนเหนื่อยใจ เพราะนิสัยลูกสาวคนโตของเขาคนนี้คงจะเกินเยียวยาแล้วจริงๆ
“เพราะคุณเป็นแบบนี้ไงพูดให้ท้ายลูกตลอด จนตอนนี้ยัยข้าวเป็นยังไง…โอ๊ย!! ฉันจะเป็นลม”เขมิกา เอ่ยขึ้นพลางยกมือขึ้นมากุมขมับของตัวเองแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ราวกับจะเป็นลม
“คุณแม่ใจเย็นๆก่อนนะคะ พี่ข้าวฟ่างอาจจะไม่ได้ตั้งใจทำนิสัยไม่ดีแบบนี้ก็ได้ค่ะ” ขวัญข้าวรีบพูดปลอบประโลมพร้อมกับเข้าไปประคองคุณแม่ของเธอไว้อย่างรวดเร็ว
“แกมันก็เข้าข้างพี่ของแกจริงๆ เฮ้อ...งั้นเอาแบบนี้แม่ว่าแกรีบไปแต่งตัวใส่ชุดหมั้นแทนพี่สาวของแกซะเดี๋ยวแม่กับพ่อจะออกไปคุยกับครอบครัวของดนัยเอง”
“คุณแม่หมายความว่ายังไงเหรอคะ” ขวัญข้าวเอ่ยขึ้นพร้อมกับแสร้งทำหน้าใสซื่อราวกับไม่เข้าใจประโยคที่คุณแม่ของเธอเอ่ยออกมา
“แม่ก็จะเปลี่ยนตัว ให้ลูกมาหมั้นกับดนัยแทนข้าวฟ่างน่ะสิ”
“อะไรนะคะ!! คุณแม่จะให้หนูหมั้นแทนพี่ข้าวฟ่าง แบบนี้พี่เค้าจะไม่ว่าอะไรหนูเหรอคะ” ขวัญข้าวพูดออกมาพร้อมกับแสร้งทำตาเบิกกว้างราวกับว่าเธอตกใจเป็นอย่างมาก แต่ทว่าภายในใจของเธอกลับรู้สึกดีใจจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ
“ข้าวฟ่างเค้าจะว่าอะไรได้ และนี่ก็ใกล้จะถึงฤกษ์หมั้นแล้ว ด้วย คุณขจรคิดว่าวิธีนี้ดีหรือเปล่าคะ” เขมิกาเอ่ยบอกลูกสาวของเธอก่อนจะหันไปขอความเห็นจากสามี ที่ดูเหมือนจะนิ่งเงียบไปเล็กน้อย
“ขวัญ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวทางนี้พ่อจะจัดการคุยกับครอบครัวของดนัยให้เอง” ขจร พูดตอบและพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะถึงยังไง ขวัญข้าวก็เป็นลูกสาวของเขาอีกคนเช่นกัน
“เข้าใจแล้วค่ะ คุณพ่อ”
ขวัญข้าวเอ่ยตอบรับอย่างคนว่าง่าย พร้อมกับแสร้งทำสีหน้าราวกับตัวเองลำบากใจเป็นอย่างมาก แต่ทว่าเมื่อเธอเดินพ้นประตูห้องพักออกมาใบหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างและดีใจอย่างปิดไม่มิด
“ในที่สุดพี่ดนัยก็ตกเป็นของฉันอยู่ดี”
เธอเอ่ยกระซิบกับตัวเองพร้อมกับยกยิ้มออกมาอย่างสะใจ ที่เธอสามารถแย่งผู้ชายที่มีชาติตระกูลดีและเพียบพร้อมทุกอย่างมาเป็นของเธอจนสำเร็จ ก่อนที่หญิงสาวจะรีบก้าวเดินตรงไปยังห้องแต่งตัวที่อยู่ไม่ไกล โดยที่เธอก็ใช้เวลาแต่งตัวเพียงไม่นาน แม่ของเธอก็รีบพาเธอเดินไปยังห้องรับรองซึ่งมีเพียงผู้ใหญ่ของสองครอบครัวกำลังนั่งคุยเรื่องสำคัญด้วยสีหน้าและท่าทางเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
“ทางครอบครัวของผม ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ ที่ต้องมาขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้นกะทันหันแบบนี้ ผมเองก็จนปัญญาที่จะตามหาลูกสาวคนโตของผมจริงๆ หวังว่าทางเจ้าสัวสุรชัยและคุณหญิงดรุณีจะเข้าใจผมด้วยนะครับ”
“ไม่มีปัญหาเลยค่ะ ยังไงหนูขวัญข้าว ก็เป็นลูกสาวคนเล็กของคุณขจร ทางเราก็ถือว่าครอบครัวของทางคุณขจร ก็ไม่ได้ทำผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงในการหมั้นหมาย ที่ทางคุณปู่ของเรากำหนดไว้เลยค่ะ” คุณหญิงดรุณี พูดตอบด้วยรอยยิ้มใจดี เพราะตัวของเธอและท่านเจ้าสัวก็พอจะทราบข่าวคราวและเรื่องราวฉาวโฉ่ต่างๆ ของข้าวฟ่าว ลูกสาวคนโตของครอบครัวนี้อยู่พอสมควร
“แล้วตอนนี้ทางคุณลุงกับคุณป้า สามารถติดต่อน้องข้าวฟ่างได้ไหมครับ”
ดนัย ที่เงียบอยู่นานก็พูดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความกังวลบางอย่าง ที่เขาคิดไปเองว่า ข้าวฟ่างอาจจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆระหว่างเขากับขวัญข้าวหรือเปล่าถึงได้หนีหายไปจากงานหมั้นแบบนี้
“ป้ายังติดต่อไม่ได้น่ะสิ ไม่รู้ป่านนี้ ยัยข้าวจะไปนอนเมาแอ๋อยู่ที่ไหน” เขมิกา เอ่ยตอบด้วยสีหน้าและท่าทางเต็มไปด้วยความหนักใจ ก่อนที่เสียงของแม่ดนัยจะพูดแทรกดังออกมาอีกคน
“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว ตอนนี้แม่ว่าลูกพาน้องขวัญไปเตรียมตัวเข้าพิธีหมั้นทางด้านนอกกันดีกว่า นี่ก็จะได้เวลาฤกษ์แล้ว”
“ครับคุณแม่” ดนัย พูดตอบอย่างเชื่อฟัง ก่อนที่ขวัญข้าวจะเอื้อมมือมาเกาะแขนเขาไว้แน่น เอ่ยถามเขาออกมาด้วยสีหน้าและท่าทางเต็มไปด้วยความน้อยใจ
“พี่ดนัย ไม่ดีใจเหรอคะ ที่ได้หมั้นกับหนู”
“ดีใจสิ แต่พี่ก็แค่…” ดนัยพูดตอบด้วยสีหน้าอ้ำอึ้ง เพราะถ้าให้เขาเลือกหมั้นหมายหรือแต่งงานกับลูกสาวในตระกูลนี้เขาก็อยากจะเลือกข้าวฟ่างมากกว่า เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาที่สวยจัดจ้านและบุคลิกท่าทางที่ดูมั่นใจ ทำให้เขาคิดว่าเธอเหมาะที่จะมาเป็นภรรยาของเขามากกว่า ขวัญข้าวที่มีนิสัยเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้
“แค่อะไรคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก พี่ว่าเราเข้าไปในงานกันเถอะ” เขาพูดอย่างตัดบทก่อนจะจับมือของขวัญข้าวก้าวเดินเข้าไปยังห้องจัดเลี้ยงเพื่อเข้าพิธีหมั้นหมายในทันที
#หลายเดือนต่อมา@สนามแข่งรถ FR “เครื่องยนต์ชุดนี้ พวกมึงเอาไปตรวจเช็กความเรียบร้อยอีกรอบแล้วเอาไปขับวอร์มเครื่องและค่อยกลับมารายงานกูอีกครั้ง” เสียงเข้มของฟาโรห์ที่เอ่ยสั่งการลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าและท่าทางเต็มไปด้วยความจริงจัง หลังจากที่เขาสั่งให้เอาเครื่องยนต์ที่เขาเพิ่งโมมาใหม่ไปตรวจเช็กความพร้อมก่อนที่จะมีการแข่งขันอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ได้ครับพี่ฟาโรห์” ดินขานรับออกมาเบาๆ ก่อนที่จะได้ยินเสียงของไอ้น้ำเอ่ยตะโกนดังขึ้นมาพร้อมกับในมือของมันที่หอบหิ้วถุงร้านอาหารชื่อดังอย่างพะรุงพะรังเดินตามหลังนายหญิงเข้ามายังบริเวณอู่ซ่อมรถของสนามแข่งด้วยรอยยิ้มกว้าง “ทุกคน!!นายหญิงซื้ออาหารกลางวันมาฝาก...รีบลุกขึ้นไปล้างมือแล้วมากินข้าวกันเถอะ” “ขอบคุณครับนายหญิง” เสียงลูกน้องของฟาโรห์เอ่ยดังออกมาแทบจะพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่ทุกคนจะวางมือจากงานที่ทำแล้วขยับตัวลุกขึ้นไปเอาอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเดินไปนั่งจับกลุ่มทานกันตามมุมต่างๆของสนามอย่างรวดเร็ว “ฟาโรห์เหนื่อยไหม ตอนนี้นายหิวหรือเปล่า พี่สั่งอาหารญี่ปุ่นของโปรดมาให้นายด้วยนะ” ฉันที่
#เช้าวันต่อมา ฉันค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังรอบๆ ห้องนอนก็พบว่าฟาโรห์ไม่ได้นอนอยู่ข้างกาย จึงคิดว่าเขาคงออกไปเตรียมอาหารเช้าเหมือนอย่างที่เคยทำให้ฉันอยู่เป็นประจำ ก่อนที่ฉันจะรีบขยับตัวเองลุกขึ้นแล้วก้าวลงจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตัวเองสดชื่นในทันที หลังจากที่ใช้เวลาส่วนตัวไม่นาน ฉันก็ก้าวเดินออกมายังห้องรับแขกด้านนอกพลางเอ่ยเรียกชื่อแฟนเด็กของฉันขึ้นมาเบาๆ “ฟาโรห์!!.... ฟาโรห์นายอยู่ไหนอ่ะ เขาหายไปไหนนะ” ฉันเอ่ยเรียกพร้อมกับเดินไปยังรอบๆ ห้องพักด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเขาในทันที แต่ทว่ากดโทรหา เท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสาย จึงทำให้ฉันรู้สึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “นายจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ” ฉันพึมพำขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะพยายามกดโทรหาแฟนเด็กของฉันอีกครั้ง แต่ทว่าในจังหวะนั้นสายตาของฉันก็หันไปเห็นโพสต์อิทที่ติดไว้อยู่ตรงหน้าตู้เย็นจึงทำให้ฉันรีบเดินเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัยในทันที “พี่ข้าวฟ่างช่วยใส่ชุดที่วางอยู่ในกล
#สามเดือนต่อมา@โรงแรมหรูริมชายหาด “ซี๊ด…เสียวหัวฉิบ....อ่าห์” เสียงครางกระเส่าพร้อมกับใบหน้าที่เหยเกของฟาโรห์ ที่กำลังใช้มือประคองสะโพกเล็กของข้าวฟ่างให้ขยับขึ้นลงดูดกลืนความแข็งแกร่งของเขาอย่างร้อนแรง โดยที่ทรวงอกอิ่มก็กระเพื่อมเด้งกระดอนไปมาอยู่ตรงหน้าทำให้ชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะยกมืออีกข้างขึ้นมากอบกุม และอ้าปากดูดกลืนยอดอกอิ่มอย่างคนหื่นกระหายจนเรียกเสียงครางออกมาอย่างไม่เป็นภาษา “อือ ฟาโรห์…อ๊ะ ฟาโรห์ อื้อ…” เสียงของข้าวฟ่างที่ร้องครางเรียกชื่อแฟนเด็กของเธอในทุกๆการเข้าออก ก็เหมือนกับยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบของฟาโรห์ให้กระแทกเอวสวนขึ้นอย่างหนักหน่วงแทบจะทันทีก่อนที่เขาจะยกร่างเล็กให้พลิกลงนอนราบบนโซฟาอย่างรวดเร็ว “บี๋ครางชื่อผมแบบนี้ ใครมันจะไปทนไหวกันวะ” “ก็อย่าทนสิเพราะพี่เอง ก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ที่รัก” “พี่แม่ง!!ยั่วเย…ฉิบหายเลย” ฟาโรห์ถึงกับเอ่ยคำรามออกมาในลำคอเบาๆ เมื่อได้ยินคำพูดของข้าวฟ่าง ก่อนที่เขาจะจับแยกขาเล็กกางออกกว้างแล้วเร่งสะโพกตอกอัดใส่ความคับแน่นอย่างรุนแรง ยิ่งความอ่อนนุ่มตอดรัดเขาถี่ยิบมากเท
#หลายเดือนต่อมา@โรงพยาบาลจิตเวช ฉันที่หยุดยืนนิ่งและจ้องมองไปยังขวัญข้าวผ่านกระจกใสของหน้าห้องพักฟื้นคนไข้ในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ที่คุณพ่อขอร้องให้ฉันมาเป็นเพื่อนเขา หลังจากเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดได้ผ่านพ้นไป ขวัญข้าวที่คราวแรกเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ แต่ทว่ากลับเห็นข่าวแม่ของเธอที่เสียชีวิต เธอก็เริ่มสติแตกและกลับมาคลุ้มคลั่งอีกครั้ง จนพ่อต้องพาเธอมารักษาตัวยังโรงพยาบาลแห่งนี้ตามคำแนะนำของคุณหมอและไม่รู้เลยว่า ขวัญข้าวจะมีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า ฉันพลางถอนหายใจออกมาเบาๆและยืนมองเธอที่กำลังนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเตียงคนไข้พลางขยับโยกตัวไปมาและพูดพึมพำหัวเราะคนเดียวออกมาในสภาพที่เหม่อลอย ก่อนที่เธอจะเริ่มยกมือขึ้นมารั้งดึงเส้นผมตัวเองพลางส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างคนคลุ้มคลั่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่พยาบาลต่างก็พากันวิ่งกรูเข้ามาจนเธอต้องขยับตัวถอยหลังออกมาก่อนจะได้ยินเสียงของคุณพ่อเอ่ยดังขึ้นมาเบาๆจากทางด้านหลัง “ข้าวฟ่าง..ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะลูก ไม่เข้าไปเยี่ยมน้องแล้วเหรอ”ขจรเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจหลังจากที่เขาแยกต
#เวลาผ่านไป “คุณหมอคะ ลูกสาวของฉันเป็นยังไงบ้างคะ”เขมิการีบพูดถามคุณหมอด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลพลางจับจ้องมองไปยังลูกสาวที่นอนหลับสนิทด้วยความเป็นห่วงจับใจ “หมอคงต้องขอเรียนตามตรงนะครับคือตอนนี้คนไข้เจอเรื่องที่ค่อนข้างกระทบกระเทือนจิตใจมาก จนเกิดภาวะช๊อกเข้าขั้นรุนแรงและหมอทำได้ในตอนนี้คือดูแลคนไข้ไปตามอาการก่อน แล้วหมอจะลองปรึกษากับทางหมอจากแผนกจิตเวชให้มาช่วยประเมินอาการคนไข้อีกครั้งนะครับ” “แบบนี้ลูกสาวของผมจะกลับมา เหมือนเดิมไหมครับ” “หมอตอบไม่ได้ครับ เพราะเรื่องนี้ต้องอยู่ที่ตัวคนไข้ว่าพร้อมจะกลับมาหรือเปล่า ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวไปตรวจคนไข้ต่อก่อนนะครับ” “ขอบคุณมากครับคุณหมอ” ขจรเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปมองลูกสาวคนเล็กอย่างนึกสงสาร “ขวัญข้าวลูกแม่ ฮือ...ทำไมลูกถึงได้โชคร้ายอย่างนี้ ฮือ..มันเป็นเพราะคุณที่พูดจาใจร้ายกับลูกฉัน เธอถึงได้เป็นแบบนี้ ถ้าหากลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันไม่ปล่อยคุณเอาไว้แน่คุณขจร!!” เขมิกาที่ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจก่อนที่จะหันไปแว๊ดใส่สามีของเธออย่างคาดโทษในทันที “ที่ลูกเป็น
# เช้าวันต่อมา@คอนโดฟาโรห์ ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความปวดร้าวระบมไปทั้งตัวจนแทบจะขยับตัวลุกไม่ขึ้น ก่อนจะหันไปเห็นฟาโรห์ที่กำลังนอนหลับสนิทพลางใช้แขนแกร่งโอบกอดฉันไว้แน่น ราวกับกลัวว่าฉันจะหายไป ก่อนที่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนจะเริ่มฉายซ้ำเข้ามาในหัวเป็นฉากๆจนมาหยุดอยู่ที่บทรักอันแสนร้อนแรงและดุเดือดระหว่างฉันกับฟาโรห์ ที่ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่มาช่วยพี่ไว้ได้ทันนะ ที่รักของพี่” ฉันพูดพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมกับโน้มตัวลงไปจูบลงบนแก้มนิ่มของแฟนเด็กอย่างขอบคุณ ก่อนจะเบนสายตามองไปยังรอบๆ ห้องที่คุ้นตาก็รับรู้ได้ว่า ฉันกลับมาถึงคอนโดของฟาโรห์เรียบร้อยแล้วแต่ในจังหวะนั้น..... ติ๊ง!…ติ๊ง!…ติ๊ง!…ติ๊ง!…ติ๊ง!… เสียงสั่นแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้นมารัวๆ ทำให้ฉันถึงกับต้องขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นมาด้วยความสงสัย ว่าใครมันส่งข้อความอะไรมาให้ฉันแต่เช้า พอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูหน้าจอก็ถึงกับต้องตกใจ เมื่อเห็นข้อความจากกลุ่มเพื่อนสนิทที่เด้งขึ้นมารัวๆ







