Se connecterบ้าก็ไปรักษา
“อุ้ย! คุณจะทำอะไร”
เขาไม่ตอบดึงเบลล์ออกมาแล้วเสียบเข้ากับล็อคของมันเรียบร้อยจึงผละกลับมานั่งในท่าเดิม
“ขี้ตกใจจังนะ” เขาว่าเสียงนุ่ม “ขวัญนะ มีบ้างหรือเปล่า ชอบโวยวาย”
เขาต่อว่าเสียงเข้ม ทั้งที่จริงรู้ตัวดีว่าตนเองทำอะไรลงไป
“ขวัญ?”
เธอเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ จะมาถามหาขวัญเอาอะไรตอนนี้ ก็มันหายไปตั้งแต่เจอนายแล้ว ตาบ้า!...
ธาริณีก่นด่าผ่านสายตาออกไป
“ใช่ ขวัญ มีกับเขาบ้างหรือเปล่าละ กรี๊ดกร๊าดโวยวาย แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาละแม่คุณ”
เขาขยับรถออกจากที่จอด พร้อมเสียงดัง กริก! เขากดล็อคประตูและกระจกเรียบร้อย หล่อนหมดสิทธิ์ที่จะลงจากรถแล้วตอนนี้ เพียงแต่เอ่ยปากบอกเขาเบา ๆ ว่าบ้านหล่อนอยู่ตรงไหน เขาไม่เอ่ยอะไรนอกจากครางในลำคอ ขยับสูทตัวแพงเพื่อรับลมเย็นจากแอร์ เขาถอดสูทออกแล้วโยนแหมะมาที่ตักของหญิงสาวทันทีเล่นเอาธาริณีที่หันมองข้างนอกตกใจที่มีอะไรหล่นมาที่ตัก
“อะ อุ้ย... นี่มันอะไรของคุณ”
“ช่วยถือให้ไง....เผื่อคุณหนาวก็ใช้คลุมไหล่เปลือย ๆ นั้นได้” เขาว่าเสียงปกติ
ตาคมแฝงไปด้วยความขี้เล่น หลิ่วตามอง แต่เขาไม่ใส่ใจกับอาการผะอืดผะอมของหล่อน กลับตอบไปหน้าตาเฉย “ฝากหน่อย”
“ฉันไม่หนาว...”
ธาริณีขยับตัว พร้อมสองนิ้วคีบเสื้อสูทตัวหรูบนตักของตัวเอง โยนไปเบาะหลังที่ว่างอยู่ทันที เธอไม่รับฝากตามคำขอของอีกคน ใช่เรื่อง!
“แค่นี้ทำเป็นรังเกียจ ระวังเถอะ... จะทำคืนมั่ง”
เขาคาดโทษไว้ เอี้ยวร่างหนามองตามเสื้อตัวแพงที่ถูกเหวี่ยงไปอย่างไม่ใยดี
“ใครสน!”
หล่อนตอบน้ำเสียงสะบัดพร้อมตะหวัดสายตาจ้องมอง
“หึหึ ให้มันจริงเถอะ...”
อาชาเถียงเหมือนมั่นใจ ว่าหล่อน ไม่สามมารถขัดใจเขาได้อีก พร้อมใช้สายตาพิจารณาคนข้าง ๆ ใหม่อีกครั้ง จับจ้องใบหน้าหวานนวลเนียน ภายใต้ขนตางอนงาม ยามเธอกระพริบนัยน์ตาคู่งามสว่างไสว ใบหน้าเรียวได้รูป หน้าผากนูนสวยเด่นรับกับจมูกโด่งรั้น แก้มสองข้างสุกปลั่งแต่งแต้มไว้อย่างลงตัว ปากทรงกระจับอีกนั้น แต้มด้วยสีหวานเป็นประกายมุขเพิ่มความอวบอิ่ม ยั่วสายตา อีกทั้งท่าทางอวดดี เล่นยาก ที่เต็มไปด้วยความท้าทายได้น่ามอง และนั่นมันยิ่งทำให้เขาอยากเข้าถึงจิตใจและเนื้อแท้ น่าจับกดสั่งสอนนัก... อาชาคิด อย่างคึกคะนอง
อาชา รัตรังสรรค์ หรือเล็กรูปหล่อ เพอร์เฟค ฐานะการเงินที่สาว ๆ เห็นจะต้องสิโรราบ วิ่งแจ้นเปลื้องผ้ามาแต่ไกล แค่เขากระดิกนิ้วเรียก! หากแต่ผู้หญิงคนนี้ นอกจากจะไม่สนใจเขา กลับใช้วาจา ที่ฟังเหมือนผู้ชายอย่างเขา ไม่มีค่าในสายตา แล้วอย่างนี้ ปล่อยให้หล่อนหลุดมือ โดยไม่ได้รับสั่งสอนนั้น ไม่มีทาง เมื่อเขามีวิธีการแก้เผ็ดหล่อนอยู่ในหัวแล้วตอนนี้
“หึ!”
เมื่อคิดอย่างพอใจแล้ว อาชาหันมาถลกแขนเสื้อเชิ้ตลวก ๆ แล้วรวบไว้ที่ข้อศอกทั้งสองข้าง พร้อมกับปลดกระดุมออกจากรางเกือบหมดเหลือไว้สองเม็ดสุดท้ายที่อยู่ล่างสุด
ธาริณีมองดูการกระทำของเขาเงียบ ๆ ลมหายใจขาดหายเมื่อจังหวะสายตาเห็นแผ่นอกกว้างมองเห็นขนอ่อน ๆ รำไรผ่านร่องเสื้อ หากมองผ่านเลยไปมันคงไม่ทำให้เธอใจเต้นระส่ำ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เห็นกับติดอยู่นัยน์ตาแม้พยายามกระพริบให้หายไป แต่มันเหมือนสิ่งที่หลอกหลอนติดตาไม่อาจลบล้างออกได้ เมื่อสายตาไม่รักดีทำการสำรวจร่างกายที่กำลังดึงดูดความรู้สึกที่มีอยู่ ไปจากเธอเต็ม ๆ โดยไม่มีคำอธิบายกับสิ่งที่เห็น เพราะเธอกลืนกินสิ่งที่เห็นเป็นคำตอบที่ประจักษ์ต่อสายตาลงท้องไปหมดแล้ว
“คิด ๆ ดูแล้วน่าเสียดายช่อกุหลาบนะ คุณทำลายมันแล้ว...คู่คงเตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้วไม่รู้”
“ฉันไม่สนใจเลยสักนิด....ฉันกลับนึกดีใจที่มันเป็นประโยชน์แก่ฉันบ้าง”
ชายหนุ่มยกมือคลำป้อย ๆ ที่ปลายคางของตนซึ่งมีปาสเตอร์แปะเอาไว้
“ไม่ใช่อะไรหรอกเห็นทุ่มสุดตัวเพื่อคว้าช่อกุหลาบถถึงกลับลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นก็ยอม เลยนึกสงสาร”
“ไม่ต้องมาสงสารอะไรฉัน” หล่อนพูดลอดไรฟัน “ไม่ใช่เพราะคุณหรอกหรือ...ฉันถึงเป็นแบบนั้น”
“ผมทำอะไรให้”
เขาตอบกลับมาหน้าตาเฉยหล่อนเอาอีกฝ่ายแทบเต้น ได้แต่บอกตัวเองว่าข่มไว้ ข่มไว้ ๆ ธาริณี
ตอบโจทย์หัวใจห้องนอนใหญ่ของชายหนุ่มที่บัดนี้ได้กลายเป็นห้องหอเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ ที่เขาจัดหาให้เจ้าสาวใหม่หมด“การที่จะใช้ชีวิตคู่ให้ยืนยาว ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคน สองคน... ขอให้ใช้ความเย็นของจิตใจเข้ามาแก้ปัญหากันนะลูกนะ แล้วทุกอย่างจะได้ราบรื่นผ่านไปด้วยดี” คุณหญิงปราณีเอ่ยบอก สีหน้ายินดีพร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นให้บ่าวสาวที่นั่งเคียงคู่กันอยู่ ก่อนที่จะมีหยดน้ำใส ๆ หยดลงมาเป็นทางยาวแล้วรีบปาดมันทิ้ง เหมือนกลัวว่าจะมีใครเห็นความตื้นตันใจที่ได้เห็นลูกชายคนเล็กเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที“คุณแม่ร้องไห้ทำไมล่ะคะ” ลูกสะใภ้คนโตเอ่ยถาม เจือขำน้อย ๆ แม่สามีเลยค้อนให้ คนช่างสังเกต“เนี่ยแม่บี ฉันร้องไห้ที่ไหนฉันดีใจต่างหาก” เอ่ยค้อน แต่เสียงยังแอบสั่นเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกเพื่อให้ผู้ใหญ่อีกฝ่ายเดินเข้ามา“ขอให้เราทั้งสองนำพาชีวิตคู่ให้ยืนยาวเหมือนพ่อกับแม่นะ คนเราอยู่ได้เพราะความเข้าใจ และอีกอย่างที่ต้องจำให้ขึ้นใจของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คือยอมลงเมื่ออีกคนกำลังขึ้น ทุกอย่างมันก็จะดีเอง” ชายสูงวัยฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนกล่าวขึ้น ส่งสายตาไปยังสองคนไม่ได้เจาะจงจะเน้นฝ่ายห
ผู้ชายร้าย ๆ รักคุณคนเดียวผู้หญิงทั้งสามมองหน้ากัน ปล่อยให้เจ้าของเรื่อง ได้คิดและตัดสินใจ แต่เวลาที่พวกท่านจะให้นั้นมันก็แค่ตรงนี้และตอนนี้เท่านั้น เพราะยังไง ความเปลี่ยนแปลงไม่มีวันเกิดขึ้น ครั้นเมื่อชายอาชากล้าสารภาพผิด และบอกความในใจจนหมด เขารักธาริณี รักตั้งแต่วันนั้น วันที่พบเจอเธอในลิฟต์และมีเรื่องเกิดขึ้น เขาจำฝังใจไม่เคยลืม จึงตัดสินใจทำเรื่องงี่เง่าเมื่อเจอเธอในงานแต่งอีกครั้ง เพราะคิดว่า หล่อนคงเหมือนผู้หญิงหลาย ๆ คนที่เขาเคยคบมา แต่เปล่าเลย เขาประมาณ ธาริณีพลาดไป เธอใจแข็งและมีความคิดเด็ดเดี่ยวกว่าที่คิด เรื่องทุกอย่างจึงไม่เป็นไปตามแผนการเปิดอกพูดของอาชา ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ ความกล้าและความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมา จึงหักล้าง กันได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ลงความเห็น ว่าหากเขาจะทำอย่างที่ปากว่า ก็ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้ให้พวกท่านเห็น...น้ำตาเม็ดใสไหลรินมือเรียวสวมกอดผู้เป็นแม่ ละอายกับความผิดที่ตนเองได้ปกปิดเอาไว้ “อึก... คุณแม่ ณีขอโทษ ณีเป็นลูกสาวที่ไม่ดีเลยใช่มั้ยคะ” น้ำเสียงสั่นเครือโอบกอดผู้เป็นแม่ ก่อนจะสะอื้นไห้จนตัวโยน คนที่ยืนมองรู้สึกหดหู่ก
เถื่อนก็รัก มนธิราจัดการนำทุกคนกลับมาบ้านพักริมทะเล เพื่อจะคุยอะไรได้สะดวกขึ้น ธาริณีสีหน้าดีขึ้นมากเมื่อเห็นแม่และพ่อบังเกิดเกล้าตัดสินใจกลับมาเมืองไทย แม้จะไม่คิดว่าจะมีวันนี้...แต่ความดีใจก็เข้ามาเยือนได้ไม่เท่าไหร่ เมื่อคิดว่าความจริงทั้งหมดที่ปิดมาตลอดสี่ปีคงต้องถึงเวลาเปิดเผย แม้ที่ผ่านมาพ่อแม่จะไม่เคยเค้นถามว่าใครเป็นพ่อของลูก แต่เมื่อถึงวันนี้ คำตอบที่อยู่ตรงหน้า มันทำให้ความละอายก่อตัวทบทวี และความสัมพันธ์ที่กำลังรอบทพิสูจน์ของเธอกับพ่อของลูก คงสิ้นสุดลงแล้วบีปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลได้ชื่นชมหลานอยู่ในบ้าน โดยมีลูกชายตนเองร่วมอยู่ด้วย เพราะดูเหมือนเด็กทั้งสองจะปรับตัวคุ้นเคยกันได้อย่างรวดเร็วบีจัดการลากข้อมือเพื่อนรักลงมาเดินบนชายหาด เพื่อต้องการถามเรื่องราวให้แน่ชัดว่าจะเอายังไงกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเพื่อนสาวกับน้องชายสามีเธอ“ตกลงณีจะเอายังไง... ต้องการให้บีช่วยอะไรก็บอกได้นะ”ว่าที่คุณแม่ลูกสองเอ่ยถามเพื่อนรักแววตากลัดกลุ้มไม่แพ้อีกกันใบหน้าที่ทอดมองมา มันทำให้บีรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนรักก็มีใจให้พ่อของลูกแล้วเช่นกัน แต่คงติดด้วยทิฐิบางอย่างที่
ลมหายใจไม่สิ้นสุดข้างฝ่ายอนาธิป ที่ไม่ใช่เจ้าของเรื่องกำลังให้ปากคำตามที่เห็นเหตุการณ์ แต่ก็พอเป็นประโยชน์บ้าง เมื่อแดนเข้าไปเรื่องทุกอย่างจึงกระจ่างขึ้น แต่ก็รอสอบปากคำเจ้าของโรงงานหนุ่มอีกทีว่าจะเอายังไงกับเรื่องทั้งหมด พวกคนร้ายทั้งสามถูกจับกุมได้หมดในข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ตำรวจได้ขู่เอาไว้ว่าหากไม่เอ่ยบอกความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลัง จะตั้งข้อหาพยายามฆ่า...ส่วนคนร้ายอีกคนต้องนำส่งโรงพยาบาลเช่นกันเพราะโดนยิงเข้าที่ชายโครงหนึ่งนัด กระสุนฝังใน งานนี้ทั้งสามให้การยอมรับสารภาพ ตำรวจจึงกันตัวไว้เป็นพยานแล้วรีบดำเนินการจับตัวคนบงการทันทีใบหน้าหล่อเข้มบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด แม้จะไม่ได้เสียเลือดมากมาย แต่เหตุการณ์มันทำให้ ใจของคนเป็นพ่อที่เกือบทำให้ลูกชายต้องตกอยู่ในอันตราย เขาไม่อยากคิดว่าหากจินไม่โทรมาบอก เขาจะรู้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น และช่วยลูกชายด้วยวิธีไหนแค่คิดอาชาก็ปวดร้าว ยากที่จะให้อภัยตัวเอง ที่เป็นคนดึงให้ลูกชาย มาพบกับสถานการณ์เลวร้ายที่ตนเองเป็นคนก่อไว้“เป็นไง ไหวมั้ย”ธาดาที่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ร้องถามทันที ที่เห็นน้องชายเดินออกมาจากห้อง พร้อมกับลุกขึ้นตรงไปยังน
เล่นกับใจน้ำเสียงเอ่ยคล้ายออกคำสั่งเชิงขอร้องให้อีกคนเอ่ยบอกความจริง ในเมื่อเธอรู้ว่าลูกปลอดภัย แต่หากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีสภาพแบบนี้ แล้วคนที่เธอไม่เห็นมันจะมีสภาพเช่นไร“คุณณีอย่าเพิ่งถามผมจะไปดูคุณเล็ก ส่วนคุณณีดูแลคุณหนูให้ดี พยายามอยู่กับพนักงานในโรงงานเดี๋ยวผมจะไปสั่งยามด้านหน้าให้ปิดประตู และตรวจคนเข้าออกให้ดี”คำเอ่ยบอกเรียกสายตาตื่นตระหนกของธาริณี หัวใจร้อนรุ่ม เหงื่อกาฬแตกพลั่กก่อนความมืดมิดจะเข้ามาเยือน แต่แดนเข้าประคองร่างบางไว้ทันก่อนจะร่วงลงสู้พื้นดิน พยายามกัดฟันอุ้มร่างบางเข้าไปในอ๊อฟฟิต แล้วจัดการสั่งให้ทุกคนดูแลเจ้านายและลูกชายเอาไว้จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลง เมื่อเขากลับมาจินยังคงอุ้มคุณหนูอยู่แนบกาย สีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นนายสาวเป็นลมล้มพับไป แต่ก็ได้แต่ยืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เมื่อตนเองช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากอุ้มหนุ่มน้อยไว้ไม่ห่างกาย ส่วนหน้าที่อื่นยกให้พนักงานหญิงช่วยกันพัดวีบีบนวดให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวแดนหันหลังออกไปทันที หลังจากที่วางร่างหมดสติลงบนเก้าอี้ตัวยาว ตอนนี้หัวใจของเขาได้วิ่งไปหาเจ้านายอันเป็นที่รักเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แค่ตัวเขาที่จะตามไปแดนเรียกเพื
ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ก่อนอาชาไม่ได้ตกใจกลัวกับสิ่งที่เห็น หากความกลัวไม่ได้หลงเหลือเอาไว้ในหัว ตอนนี้แค่ต้องการให้ลูกน้อยปลอดภัย คนเป็นพ่ออย่างเขายอมได้ทุกอย่างแม้ชีวิตและลมหายใจ“แดนขับรถไหวมั้ย พาตานุออกไปจากที่นี่ เดียวนี้”น้ำเสียงหนักแน่นร้องสั่ง แต่อีกคนกลับทำ สีหน้ากระอักกระอวน“ผมเป็นห่วงคุณเล็ก อย่าไล่ผมไปแบบนี้”แดนบอกทั้งที่ตัวเอง ยืนเกือบไม่ไหว รู้สึกก้อนแข็ง ๆ ดันขึ้นมาบนยอดอก“หากนายเป็นห่วงฉัน อยู่ดูแลลูกฉัน พาไปยังที่ที่ปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้ และห้ามหันกลับมา” อาชาเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจจากน้ำใจของอีกคน“ครับ!”แล้วหันหลังให้เจ้านาย ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ แล้วรีบขับรถออกมาด้วยหัวใจที่เจ็บปวด มือไม้ยังคงสั่นเทาขับรถออกไปด้วยความมึนเบลอ ความเจ็บปวดทางกายมันไม่อาจทำให้แดนผิดคำสัญญา เขาสามารถประคองรถออกไปได้ดีเหมือนกับว่าตัวเขาไม่ได้โดนอะไรมาเลยด้วยซ้ำแต่ความเจ็บปวดทางใจ มันบีบบังคับให้น้ำใสล้นออกมาอย่างอดไม่ได้ เขาเป็นห่วงเจ้านายหนุ่มกว่าสิ่งใด แต่เมื่ออีกฝ่ายมอบหมายงานมา ยิ่งได้เห็นภาพน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของคนทั้งสอง







