Share

ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น
ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น
Penulis: ชุ่ยเวย

บทที่ 1

Penulis: ชุ่ยเวย
แม่ทัพน้อยเว่ยมีความชอบทางการทหาร ทั้งยังได้รับคำสั่งให้ประจำการรักษาชายแดน อีกเพียงไม่กี่ปีก็จะได้กลับเมืองหลวงไปรับตำแหน่งที่สูงขึ้น อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด

บุรุษเช่นนี้กลับดูแลอาอิงหลัวอย่างดีเหลือเกิน

เขาสอนนางอ่านอักษรฮั่น พานางดูแผนที่ดินแดนนอกขุนเขา คราวบิดาของนางล้มป่วย เขาควบม้าฝ่าราตรีไปไกลร้อยลี้เพื่อเชิญหมอมารักษา

ปีก่อนน้ำป่าหลากซัดหุบเขาจนเสียหาย เดิมทีพื้นที่นั้นไม่ได้อยู่ในเขตดูแลของเขา แต่เพื่ออาอิงหลัว เขากลับสั่งทหารคนสนิทของตนไปช่วยบูรณะซ่อมแซมด้วยตัวเอง แม้แต่อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่น เขาก็ยังลงมือสอบถามและดูแลด้วยตัวเอง

ทุกคนต่างคิดว่าได้รับความรักใคร่เอาใจถึงเพียงนี้ ต่อให้หัวใจแข็งดั่งเหล็กก็คงอ่อนลงได้แล้ว

แต่พอเข้าปีที่สองหลังแต่งงาน อาอิงหลัวก็กลับหุบเขาไปเยี่ยมมารดา

ใครจะคิดว่าคราวนั้นนางจะหายตัวไปพร้อมอวี๋เยวียนนานถึงสามเดือนเต็ม ไร้ข่าวคราวโดยสิ้นเชิง

ครั้นกลับมาอีกครั้ง นางก็ตั้งครรภ์แล้ว

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโกรธจนหน้าซีดเผือด เอาแต่ด่าทอว่านางไร้ยางอาย ก่อนสั่งคนมัดตัวแล้วลากออกไปกรอกยาขับครรภ์

คนหลายคนกดอาอิงหลัวไว้กับพื้น นางดิ้นรนสุดแรงพลางพยายามอธิบาย “อาเจิง บุตรในครรภ์เป็น…”

“พอได้แล้ว”

สีหน้าเว่ยเจิงขรึมลงเล็กน้อย เขาเอ่ยตัดบทนาง ก่อนปรายตามองทหารคนสนิทที่อยู่ด้านหลังแล้วกล่าวเสียงต่ำ

“ไม่ได้ยินที่ท่านแม่พูดหรือ ยังมัวรออะไรอยู่?”

คำพูดนั้นทำให้อาอิงหลัวชะงักแข็งค้างอยู่กับที่ นางเงยหน้ามองเว่ยเจิงอย่างไม่อยากเชื่อ

ทหารคนสนิทฉวยจังหวะจับไหล่นางไว้แน่น ง้างปากแล้วบังคับกรอกยาหงฮวาหนึ่งถ้วยลงไป

นางสำลักจนไออย่างหนัก ภาพตรงหน้ามืดวูบเป็นระยะ ก่อนหมดสติไปในที่สุด

เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว

นางยกมือลูบท้องน้อยของตน ความปวดร้าวพลันเอ่อขึ้นในใจ

นี่คือบุตรคนแรกของนางกับเว่ยเจิง

เดิมทีพวกเขาก็มีบุตรกันได้ยากอยู่แล้ว กว่าจะตั้งครรภ์ครั้งนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเว่ยเจิงกลับเป็นคนออกคำสั่งให้เอาบุตรออกด้วยตนเอง

แท้จริงแล้วนางเพียงประสบเหตุดินถล่มระหว่างทางออกจากหุบเขา อวี๋เยวียนเข้าปกป้องนางจนก้อนหินที่ร่วงลงมากระแทกขาเขาบาดเจ็บ ทั้งสองจึงติดอยู่ในถ้ำนานถึงสามเดือนเต็มกว่าจะออกจากที่นั่นได้

แต่นางไม่คิดเลยว่าเว่ยเจิงจะไม่เชื่อนาง กระทั่งโอกาสจะเอ่ยปากก็ยังไม่ให้

สาวใช้ยกน้ำร้อนเข้ามา นางเพียงโบกมือให้ถอยออกไป

นางต้องไปหาเว่ยเจิงเพื่อพูดเรื่องนี้ให้กระจ่าง

อาอิงหลัวเดินมาถึงหน้าเรือนหลัก ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากด้านใน

ใจนางพลันบีบรัด รีบสาวเท้าเข้าไปแล้วมองลอดช่องประตูเข้าไปด้านใน

คนที่อยู่ด้านในกลับเป็นเว่ยเจิงกับอวี๋เยวียน

ใบหน้าของอวี๋เยวียนที่แต่ไหนแต่ไรมักเย็นชาสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแววโทสะ เขากำลังเหวี่ยงหมัดใส่เว่ยเจิง

“ทั้งที่เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าลูกในท้องอิงหลัวเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า เจ้ากลับยังให้นางดื่มยาหงฮวา”

อาอิงหลัวชะงักงัน ก่อนเงยหน้าขึ้นพรวด

เว่ยเจิงเบี่ยงกายหลบ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“มิฉะนั้นจะให้ข้าทำอย่างไร? ข่าวลือข้างนอกแพร่กันเสียหายถึงเพียงนั้น หากเก็บเด็กไว้ ชื่อเสียงของนางมีแต่จะยิ่งแย่ลง”

“เจ้ากับนางติดอยู่ด้วยกันสามเดือน กินอยู่ร่วมกัน อวี๋เยวียน เจ้าบอกข้ามาสิ หากเรื่องนี้แพร่ออกไปใครจะเชื่อนาง?”

อวี๋เยวียนแค่นหัวเราะเย็นชา

“เจ้ากังวลว่าชื่อเสียงของนางจะเสียจริงหรือ? มิใช่เพราะกลัวคนลือว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรของข้า จนน้องสาวบุญธรรมของเจ้าต้องช้ำใจหรอกหรือ?”

แววตาของเว่ยเจิงพลันแข็งกร้าวขึ้น

“อวี๋เยวียน เจี่ยวเจี่ยวตกหลุมรักเจ้าตั้งแต่แรกเห็น เจ้าเองก็รู้ดี”

“ทั้งที่เจ้าก็มีใจให้เจี่ยวเจี่ยว แต่ติดที่ความผูกพันกับอิงหลัวซึ่งเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ เจ้าจึงไม่สะดวกจะเอ่ยปาก วันนั้นจนค่ำเจ้ายังไม่ไปรับโคม เป็นข้าที่ชิงโคมดวงนั้นมา จึงช่วยขจัดอุปสรรคให้เจ้าและไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”

“แต่ตอนนี้” เว่ยเจิงก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว หว่างคิ้วแฝงความดุดันหนักอึ้ง

“เจ้ากับอิงหลัวติดอยู่กลางเขาสามเดือน ข้างนอกลือกันไปถึงไหนเจ้าย่อมรู้ดี หากไม่เอาเด็กออก หรือจะให้เจี่ยวเจี่ยวถูกคนชี้หน้าซุบซิบไปทั้งชีวิต ว่าสามีของนางมีลูกนอกสมรสกับหญิงอื่น?”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเน้นชัดทีละคำ

“เด็กคนนี้ไม่ว่าจะเป็นบุตรของข้าหรือไม่ ก็เก็บไว้ไม่ได้”

ทุกถ้อยคำดั่งคมมีดบาดลึกจนใจแทบแหลกสลาย

อาอิงหลัวยืนตะลึงอยู่กับที่ แทบไม่กล้าเชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน

อวี๋เยวียนเงียบอยู่นานกว่าจะเอ่ยขึ้น

“แล้วอิงหลัวเล่า? ยาหงฮวาทำให้ร่างกายบอบช้ำอย่างหนัก อย่างไรเสียนางก็เติบโตมาพร้อมกับข้า ข้าทนเห็นนางต้องทุกข์ไม่ได้”

“ข้าจะชดเชยให้นางอย่างดี” เว่ยเจิงเอ่ยตัดบทแล้วหันกายเดินไปทางห้องตำรา

“เรื่องภรรยาของข้าไม่ต้องให้มหาปุโรหิตเป็นห่วง เจ้าเพียงจำไว้ว่าอีกครึ่งเดือนก็จะถึงเทศกาลฮวาซิ่น ปีนี้เจี่ยวเจี่ยวก็จะทำโคมเช่นกัน”

อาอิงหลัวมองแผ่นหลังของเว่ยเจิง ทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ นางกลับหนาวเยือกไปทั้งกาย

คำพูดเหล่านั้นแต่ละประโยคราวมีแรงหนักอึ้งดั่งภูผา บดขยี้หัวใจรักอันจริงแท้ของนางจนแหลกสลาย

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

ที่แท้วันนั้นเขาควบม้าชิงโคมไป หาใช่เพราะตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็น

ที่แท้ความรักตลอดสองปีที่ผ่านมา แสงโคมที่ยังสว่างอยู่ในยามดึกเหล่านั้น ตัวอักษรเหล่านั้นที่เขาเคยจับมือนางสอนเขียนทีละตัว…

ทุกความดีที่เขามอบให้ ทุกรอยยิ้ม ทุกคำสัญญา ล้วนทำไปเพื่อเว่ยเจี่ยวเจี่ยว

เพื่อให้น้องสาวบุญธรรมของเขาได้แต่งกับชายในดวงใจอย่างราบรื่นตามครรลอง

เพื่อเรื่องนี้เขายอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตคู่ของตน แต่งกับหญิงที่ไม่ได้รักเลยแม้แต่น้อย

อาอิงหลัวถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าชาเฉยไร้ความรู้สึก

ที่แท้เมื่อปวดใจจนถึงที่สุด แม้แต่น้ำตาก็ยังไหลไม่ออก

นางไม่รู้ว่าตนกลับมาถึงห้องได้อย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนหมดเรี่ยวแรงจนเป็นลมไปอีกครั้งได้อย่างไร

กว่าอาอิงหลัวจะค่อยๆ รู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว เว่ยเจิงกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง

ในมือเขาถือถ้วยแกงหวานพุทราจีนกับลำไย เมื่อเห็นนางลืมตา ปลายคิ้วก็เลิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มอย่างที่เคย

“ตื่นแล้วหรือ? ข้าเฝ้าเจ้ามาครึ่งค่อนวันแล้ว”

เขาตักขึ้นมาหนึ่งช้อนแล้วยื่นถึงริมฝีปากนาง แต่อาอิงหลัวไม่ขยับ

มือของเว่ยเจิงชะงักไป เขาวางถ้วยไว้ด้านข้าง ก่อนถือจังหวะนั้นโอบนางเข้าสู่อ้อมแขน น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

“ข้ารู้ว่าเจ้าคับข้องใจ ใช่ว่าข้าไม่เชื่อเจ้า ต่อให้เด็กคนนั้นเป็นบุตรของอวี๋เยวียนจริง ข้าก็ยอมรับ ขอเพียงเป็นบุตรของเจ้า ข้าก็รับได้ทั้งนั้น”

“แต่เราก็ต้องคิดเผื่อเด็กด้วย อิงหลัว เขาจะเกิดมาพร้อมตราว่าเป็นลูกชู้ติดตัวไม่ได้”

“เมื่อวานท่านแม่เองก็โมโหจัด ข้าเห็นว่าอายุครรภ์ยังน้อยจึงคิดว่าเอาเด็กออกตอนนี้คงไม่กระทบร่างกายเจ้ามากนัก เจ้ายังอายุน้อย วันหน้าเรายังมีบุตรกันได้อีก”

“ข้ารับรอง ปีนี้ข้าจะให้เจ้าตั้งครรภ์บุตรที่แข็งแรงร่าเริงอีกคนให้ได้ ดีหรือไม่?”

อาอิงหลัวเงยตาขึ้นมองเขานิ่งๆ “ได้”

เว่ยเจิงชะงักไป

ตามนิสัยปกติของอาอิงหลัว ป่านนี้นางควรปาถ้วยทิ้งแล้วไล่เขาออกไป เหตุใดกลับสงบนิ่งถึงเพียงนี้?

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะถามต่อ สาวใช้หน้าประตูก็รายงานเข้ามาว่า

“ท่านแม่ทัพ คุณหนูบอกว่าอยากออกไปเดินเล่นเจ้าค่ะ…”

เว่ยเจิงหันไปขานรับ “ให้นางรอสักครู่ ข้าจะไปเป็นเพื่อนนาง”

พูดจบเขาจึงเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมามองอาอิงหลัว ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก อาอิงหลัวก็พูดเสียงเบาตัดบทเสียก่อน

“ท่านไปเถอะ” อาอิงหลัวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่เป็นไร”

เว่ยเจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ยังลุกจากไป

เมื่อเห็นประตูปิดลง อาอิงหลัวจึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วเรียก “ชุนซวี่”

สาวใช้รีบเข้ามา “ฮูหยิน?”

“ช่วยแต่งตัวทำผมให้ข้า”

“ฮูหยินจะออกไปข้างนอกหรือ? จะไปทำอะไรหรือเจ้าคะ?”

อาอิงหลัวรวบเรือนผมยาวที่ยุ่งเหยิงไปไว้หลังหู ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“ไปที่ว่าการ ข้าจะไปหย่า”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 20

    ภูมิทัศน์และบรรยากาศของดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแตกต่างจากตะวันตกเฉียงใต้อย่างสิ้นเชิงดินแดนแถบนี้ฤดูหนาวมาเยือนเร็ว เพียงย่างเข้าเดือนสิบหิมะก็เริ่มโปรยปรายแล้วเสียงลมนอกกระโจมครวญคราง เว่ยเจิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือกำหนังสือราชการฉบับหนึ่งไว้ มองอยู่นานสองนาน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวเขาวางหนังสือราชการลง ก่อนล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อปิ่นเงินเล่มนั้นดอกพุดที่ประดับอยู่บนหัวปิ่นเริ่มสึกไปบ้างแล้ว แม้แต่เงาวาวตามขอบก็หม่นลงจากการลูบคลำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันเขาจะหยิบมันออกมาดูสักครั้ง เมื่อดูจนพอแล้วจึงเก็บกลับไว้ตรงอกเสื้อดังเดิมทหารคนสนิทเข้ามาเติมถ่าน เหลือบเห็นปิ่นในมือของเขาเข้าก็ไม่กล้าซักถาม เพียงก้มหน้าแล้วถอยออกไปคนทั้งค่ายต่างรู้ดีว่าในใจของท่านแม่ทัพมีใครคนหนึ่ง คนผู้นั้นมิได้อยู่ข้างกาย และเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเลยแต่ทุกครั้งที่ล่วงเข้าสู่ยามดึก เขามักนั่งอยู่เพียงลำพัง เหม่อมองปิ่นเล่มนั้นอยู่นานเว่ยเจิงหลับตาลง พลันหวนนึกถึงฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้นเมื่อหลายปีก่อนครั้งแรกที่เขาได้พบอาอิงหลัว คือในงานเทศกาลฮวาซิ่นแห่งหุบเขาอวิ๋นกุ้ยตอนนั้นเขารู้เพ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 19

    เขามิได้กางร่ม ร่างกายเปียกโชกไปทั้งตัว อาภรณ์สีดำสนิทแนบไปกับเรือนกาย ทั่วทั้งร่างดูราวกับรูปสลักหินที่ถูกสายฝนชโลมจนชุ่มเป็นเว่ยเจิงเห็นได้ชัดว่าเขาดื่มสุราไปไม่น้อย ท่ามกลางม่านสายฝน สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่นางไม่วาง พลางขอบตาแดงเรื่อเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนหยุดลงอีกครั้ง ราวกับเกรงว่าหากเข้าใกล้นางมากกว่านี้ นางจะเหมือนวิหคที่ตกใจแล้วโผบินหนีไป“อิงหลัว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เจ้า...ช่วยหันกลับมามองข้าสักครั้งได้หรือไม่?”อาอิงหลัวยืนอยู่ด้านในธรณีประตู มองเขาผ่านม่านสายฝนนางหยิบร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่ง ก้าวออกไปในสายฝน ก่อนยื่นด้ามร่มเข้าไปในมือของเขา“เว่ยเจิง ข้าไม่เกลียดท่านอีกแล้ว แต่ก็จะไม่รักท่านอีกต่อไปเช่นกัน ท่านกลับไปเถิด”เว่ยเจิงกำร่มคันนั้นไว้ ข้อนิ้วซีดขาว สายฝนไหลรินจากปลายคางของเขาไม่ขาดสายเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงฝืนเค้นคำหนึ่งออกมา“ข้ารู้ว่าองค์ชายสามทรงมีใจให้เจ้า ข้าไม่อาจสู้กับเขาได้ สิ่งที่ข้ามอบให้เจ้าได้ย่อมมีไม่มากเท่าเขา เจ้าเลือกเขาก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว แต่ราชสกุลนั้นไร้เยื่อใยนัก เจ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 18

    เว่ยเจิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนนั่งลงตรงข้ามเขา รินสุราให้ตนเองหนึ่งจอก แต่กลับมิได้ดื่ม เพียงถือไว้ในมือแล้วหมุนเล่นไปมา“ช่วงนี้องค์ชายสามทรงมีงานรัดตัวแท้ๆ แต่ยังทรงมีเวลาสำราญพระทัยจัดงานเลี้ยงอยู่ที่นี่ได้ นับว่าทรงมีพระอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก”เขาหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบผ่านไปทางอาอิงหลัวอย่างแนบเนียน“ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้องค์ชายทรงใกล้ชิดกับฮูหยินของข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าทรงมีเจตนาใดกันแน่?”“ฮูหยินของเจ้าหรือ”เหวินอวิ๋นเจี้ยนวางจอกสุราลง น้ำเสียงยังคงเนิบช้าไม่เร่งร้อน ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนหนักแน่น“แม่ทัพเว่ยเห็นทีจะจำผิดไปแล้วกระมัง แม่นางอิงหลัวยังมิได้ออกเรือน แล้วคำว่า ‘ของเจ้า’ มาจากไหนกัน?”สีหน้าของเว่ยเจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก อวี๋เยวียนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างเรียบเฉย“การสมรสระหว่างอิงหลัวกับเว่ยเจิงแต่เดิมก็ยังมิได้ประทับตรารับรอง องค์ชายอย่าได้ทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังไกล่เกลี่ย แต่แท้จริงกลับเป็นการซ้ำเติมลงตรงจุดเจ็บของเว่ยเจิงอีกครั้งเหวินอวิ๋นเจี้ยนหันไปมองอวี๋เยวียน ยิ้มบางก่อนเอ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 17

    เสียงของเขาแหบพร่ายิ่งนัก ราวกับแต่ละคำต้องฝืนเค้นออกมาจากลำคอ“อิงหลัว ที่จริงข้าชอบเจ้ามานานแล้ว”อาอิงหลัวมิได้เอ่ยตอบ“ไม่ใช่การใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การวางแผนหลอกลวง”เขาเงยหน้ามอง รอบดวงตาแดงเรื่อ“เป็นเรื่องจริง”เขาเริ่มเล่า ว่าแรกเริ่มที่เขาเข้าหานางนั้น ก็เป็นเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยวจริงๆเขาเล่าว่าต่อมาโดยไม่รู้ตัว เขากลับมีใจให้นาง แต่ไม่กล้ายอมรับเขาเล่าว่า เขากลัวว่านางยังมีอวี๋เยวียนอยู่ในใจ จึงยอมปล่อยให้มีการกักนางไว้ในศาลบรรพชนเขาเล่าว่า เขาตามหานางไม่พบ อวี๋เยวียนไม่ยอมช่วยคำนวณหาให้ เขาจึงส่งคนไปจับตาดูอวี๋เยวียน จนได้รู้ว่านางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เขาจึงยื่นเรื่องต่อราชสำนัก ขอให้ได้กลับมาก่อนกำหนดเมื่อพูดมาถึงตอนท้าย เสียงของเขาเริ่มสั่น “ข้ารู้ว่าตอนนี้มาพูดเรื่องเหล่านี้ก็สายไปแล้ว แต่ข้ายังคงติดค้างคำอธิบายกับเจ้า”อาอิงหลัวฟังจนจบอย่างเงียบๆนางยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้น จิบไปหนึ่งอึก แล้ววางลง“ข้ารู้แล้ว”เว่ยเจิงมองนาง พลางขยับปาก แต่กลับไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เขารออยู่นานมาก ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสี่คำนี้ไม่มีความโกรธ ไม่มีการซักถาม ไม่มีน้ำตานาง

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 16

    อวี๋เยวียนยืนอยู่ที่เดิม มองใบหน้าอันสงบนิ่งของอาอิงหลัว รู้สึกแน่นขึ้นมาในลำคอเขาขยับปาก เสียงแหบพร่า“วันนั้นข้าไม่ได้ไปรับโคมของเจ้า” เขาหลุบตาลง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าเสียใจแล้ว ตลอดหนึ่งปีกว่ามานี้ ข้าเสียใจอยู่ทุกวัน”“ข้ารู้ว่าเจ้าปลอดภัย เดิมทีไม่ควรมารบกวนเจ้าอีก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ข้ายิ่งพบว่าตนเองไม่อาจลืมเจ้าได้ ข้าคำนวณแล้วว่าเจ้ามาเมืองหลวง ข้าคิดว่า...ข้าเพียงอยากพบเจ้าอีกสักครั้ง”เขาเงยหน้ามอง ดวงตาแดงเรื่อ “อิงหลัว เจ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”อาอิงหลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง“อวี๋เยวียน ท่านรักเว่ยเจี่ยวเจี่ยว มิได้มารับโคมของข้า เรื่องนี้ข้าไม่เคยโทษท่าน”“เรื่องความรู้สึกฝืนบังคับกันไม่ได้ ข้าเข้าใจ”ในดวงตาของอวี๋เยวียนมีประกายสายหนึ่งวาบผ่าน“แต่หากการให้อภัยที่เจ้าพูดถึง หมายถึงการที่เจ้าเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยว จึงยัดเยียดชื่อว่าเป็นคนมีกรรมให้ข้า ให้ข้าถูกแห่ประจานตามท้องถนน ถูกกักไว้ในศาลบรรพชน”อาอิงหลัวเว้นไปครู่หนึ่ง“เรื่องนั้น ข้าไม่มีทางให้อภัยท่าน”ประกายแสงนั้นพลันดับลงในชั่วพริบตาสีหน้าของอวี๋เยวียนค่อยๆ ซีดลงอาอิงหลัวมองเขา แล้วถามว่

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 15

    อาอิงหลัวอ้าปาก แต่ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไรนางเงียบไปครู่ใหญ่ จึงค่อยหันกลับไปมองเหวินอวิ๋นเจี้ยนเขายืนอยู่ข้างโต๊ะหน้าร้าน ไม่ได้เร่งรัด เพียงรออยู่เงียบๆในดวงตาของเขามีแววรอยยิ้มที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ใสกระจ่างไร้สิ่งปิดบัง ไม่มีการตีสนิทเกินควรหรือการหยั่งเชิงแม้แต่น้อยอาอิงหลัวหลุบตาลง แล้วเงยขึ้นอีกครั้ง“ได้”ทั้งสองเดินทางขึ้นเหนือไปด้วยกัน เหวินอวิ๋นเจี้ยนก็รักษาคำพูดของตนเขาช่วยแนะนำนางให้รู้จักผู้ดูแลการจัดซื้อของจวนผู้มีบรรดาศักดิ์หลายแห่ง อีกทั้งเป็นสะพานเชื่อมให้นางได้พูดคุยกับขันทีผู้ดูแลงานของสำนักฝ่ายในแห่งวังหลวงร้านเครื่องเทศของอาอิงหลัว จากร้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขยายจนกลายเป็นร้านชื่อดังที่มีชื่อเสียงไปทั่วสามสายถนนเครื่องหอมผสมชนิดหนึ่งที่นางคิดค้นขึ้น ด้วยกลิ่นหอมละมุนและติดทนนาน จึงได้รับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อเครื่องบรรณาการของวังหลวงอาอิงหลัวมิใช่สตรีที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วนางมีชื่อการค้าของตนเอง มีลูกจ้างของตนเอง มีเสมียนบัญชีของตนเองนางส่งตั๋วเงินและจดหมายไปให้บิดามารดาและท่านป้าทุกเดือนผู้ส่งสารใช้เวลาเดินท

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status