Masukในวันที่ตระกูลถูกสั่งยึดทรัพย์ สหายวัยเยาว์ผู้พลิกผันจากนักโทษประหารกลายมาเป็นขุนนางใหญ่ ได้ประคองป้ายอาญาสิทธิ์ละเว้นโทษตาย คุกเข่าก้าวขึ้นสู่ท้องพระโรงทีละก้าว เพื่อทูลขอสมรสพระราชทานกับข้า ในคืนเข้าหอ พวกเราอยู่ในห้องหับพลิกพลิ้วพัวพัน เรียกหาน้ำชำระกายไปถึงแปดครา ทว่าเพียงไม่กี่เดือนให้หลัง ในตอนที่ข้าอุ้มครรภ์แก่ยกน้ำชาไปให้เขา กลับบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับกลุ่มที่ปรึกษา “ใต้เท้า ตอนนั้นไอ้โจรชั่วตระกูลเสิ่นมันทำร้ายครอบครัวของท่านจนต้องตายอย่างอนาถนับร้อยชีวิต หลังจากท่านแก้แค้นได้แล้ว เหตุใดจึงยังต้องช่วยชีวิตบุตรสาวของศัตรู ซ้ำยังแต่งนางเข้ามาเป็นภรรยาอีกเล่า?” “ก็เพื่อทรมานอย่างไรเล่า เหตุใดมีเพียงข้าที่ต้องแบกรับความแค้นลึกล้ำเท่าทะเลโลหิต เจ็บปวดปางตายอยู่ฝ่ายเดียว นางเสิ่นชิงอวิ๋นก็สมควรมาทนทุกข์อยู่กับข้า อยู่มิสู้ตาย แม้นอยากจะตายก็มิอาจตายได้” ท่ามกลางความใจสลายตรอมตรมถึงขีดสุด ข้าได้คลอดบุตรก่อนกำหนด ทารกน้อยจึงมีร่างกายที่อ่อนแอและขี้โรคยิ่งนัก ถูจิ่งมองตรงมาที่ข้า แววตาคู่นั้นมีเพียงความเฉยชาไร้หัวใจ “เด็กที่สืบทอดสายเลือดของตระกูลเสิ่น สุดท้ายก็เป็นแค่สวะไม่เอาไหนจริงๆ” “ก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละ” หกปีหลังจากนั้น ข้าเคยคิดที่จะสังหารเขาถึงร้อยสามสิบสองครั้ง เพื่อพาบุตรหนีไปให้ไกลแสนไกล แต่ทุกครั้งกลับลงเอยด้วยความล้มเหลว จนกระทั่งบุตรเผลอทำกล่องไม้ถานมู่ตกลงพื้นโดยไม่ทันระวัง จึงถูกเขาลงทัณฑ์ให้คุกเข่าในศาลบรรพชนจนสลบไสลไม่ได้สติ
Lihat lebih banyakเมื่อไม่กี่วันก่อน ถูซูหยางเพียงแค่ทำมันตกพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ถูกส่งตัวไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนแล้วในตอนนั้นข้าทั้งโกรธแค้นฟ้าดิน กระทั่งพาลเกลียดชังมันไปด้วยทว่าข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่ข้าต้องกอดมันไว้แล้วร้องไห้ฟูมฟายจนไม่เหลือสภาพเช่นนี้ภายในกล่องมีไหดินเผาสีดำใบหนึ่งวางอยู่ มันคืออัฐิของบุตรข้าข้าใช้สองมือที่สั่นเทาประคองมันขึ้นมา หมายจะเอ่ยเรียกเขาดูสักคำทว่าครุ่นคิดวนเวียนไปมาอยู่นาน ข้ากลับไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดกันแน่เขาไม่มีชื่อ...ชื่อหยางเอ๋อร์ที่ข้าเรียกขานมาตลอดหกปีนั้น หาใช่ชื่อของเขาไม่แม้แต่หน้าของเขา ข้ายังไม่เคยได้เห็น แม้แต่ชื่อของเขา ข้ก็ายังไม่เคยได้ตั้งให้“อันอัน...”“แม่เรียกเจ้าว่าอันอันดีหรือไม่?”“แม่เพียงหวังให้เจ้าที่อยู่ที่นั่น ได้อยู่อย่างราบรื่นและปลอดภัย...”ข้ากอดเขาไว้แน่นแม่ขอโทษนะชีวิตแม่นี้ช่างอาภัพนัก หวังว่าในชาติหน้า อันอันจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานร่วมกับแม่เช่นนี้อีกไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีกว่านี้นะลูกนะ......“ฮูหยิน”ไม่รู้ว่าองครักษ์ข้างกายของถูจิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใดเขาถอนหายใ
“ทำไมกัน…”หยาดน้ำตาเค็มปร่าร่วงหล่นลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดสาย เป็นเม็ดโตหยดแล้วหยดเล่าทว่าก็ไม่อาจกลบฝังความเจ็บปวดล้ำลึกภายในใจข้าได้เลย“เพราะเขาสมควรตาย คนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ล้วนสมควรตาย...”“พวกมีชะตาต่ำต้อยมาแต่กำเนิด!”“จริงสิ ยังมีบุตรชายของเจ้าอีกคน”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาแดงก่ำจนสั่นระริก ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นขาดห้วงและติดขัดทว่ามันกลับชัดเจน และเข้าสู่โสตประสาทของข้าจนครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว“เขาเอง ก็...ถูกข้าใช้มือปิดปากจมูกจนขาดใจตาย”“ตอนที่เขาตาย ทั่วทั้งร่าง…ล้วนเขียวช้ำไปหมด”“เจ้ารู้หรือไม่...”“ถูจิ่ง ท่านมันเดรัจฉาน!”ยามนี้ความแค้นได้ทำให้ข้าสูญสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นข้าแทบไม่ได้ยินแล้วว่าเขากำลังพูดสิ่งใด เห็นเพียงปากของเขาที่ขยับขึ้นลงไม่หยุดเปรียบเสมือนปีศาจร้ายจากขุมนรกที่กำลังมาทวงคืนวิญญาณหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนักความแค้นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านขึ้นในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของข้าสังหารเขาเสีย…แก้แค้น…แก้แค้นให้ทุกคน!ดังนั้น ข้าจึงชักมีดสั้นที่พกซ่อนไว้ในแขนเสื้อม
“ท่านแม่ หยางเอ๋อร์จะไม่ดื้อรั้นกับท่านแล้ว”“ท่านแม่ ท่านอย่าตายเลยได้หรือไม่…”“ทั้งหมดเป็นความผิดของหยางเอ๋อร์เอง...”เขาพูดไปสะอื้นไป พลางแจกแจงความผิดที่เคยทำไว้ในอดีตออกมาทีละข้อเขาสารภาพว่าเมื่อก่อนตนไร้เดียงสาเกินไป จึงเอาแต่ชอบท่านน้าซวี่ โดยที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีวันที่ข้าจะต้องจากเขาไปจริงๆดวงตาดำขลับกระจ่างใสของถูซูหยางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขามองตรงมาที่ข้าราวกับต้องการคำมั่นสัญญาข้ามองดูเขา ความรู้สึกในใจวูบไหวไปชั่วขณะหากตอนนั้นบุตรของข้าไม่ตายจากไป ยามที่เขาดื้อรั้นแล้วกลับมาสำนึกผิดเช่นนี้ จะมีหน้าตาไม่ต่างไปจากถูซูหยางที่อยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่?หรือว่า เขาจะรู้จักความมากกว่านี้กันนะ?หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรงวูบหนึ่ง แล้วเริ่มปวดแปลบขึ้นมาข้าไอออกมาอย่างหนักสองสามครั้ง“รู้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด”“ท่านแม่...”“ออกไปเถิด”สำหรับถูซูหยาง ข้ายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรู้สึกเช่นไรเขาวิ่งสะอื้นไห้ออกไป โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเบื้องหลังนั้น ข้าไม่สามารถประคองตัวไหวอีกต่อไป จึงไอออกมาเป็นเลือดคำโต......วันถัด
บรรยากาศเงียบงันชวนให้อึดอัด“ในเมื่อฟื้นแล้ว...เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”ในที่สุดเขาก็ทนรับมือกับบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ไหว จึงขอตัวจากไปก่อนทว่าในวินาทีที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมา“เสิ่นชิงอวิ๋น ต่อไปนี้ห้ามตายอีกนะ”ข้าพลิกตัวหันหลังให้เขา ไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขาในมุมมืดที่เขาไม่อาจมองเห็น หยาดน้ำตาอันไร้สุ้มเสียงก็ร่วงหล่นลงมาในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ข้าหมดสติไปนั้น ข้าได้ย้อนมองสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประหนึ่งภาพฉายที่แล่นผ่านตาอย่างรวดเร็วอีกครั้งตั้งแต่ความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลในวัยเยาว์ ไปจนถึงวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย และเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ความสุขสมในรักแรกเริ่ม ไปจนถึงความทรมานที่อยากจะให้อีกฝ่ายตายตกไปตามกันจากวันวานที่ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สู่ยามที่เส้นผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ...ความรู้สึกนับพันประการนั้น ราวกับมดนับหมื่นที่กัดกินหัวใจ กัดกินเนื้อสดๆ ออกจากอกถูจิ่งคิดมาโดยตลอดว่า ตระกูลเสิ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกและสูญเสียทว่าแท้จริงแล้ว บิดาของข้าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เป็นเพียงผู้รับราชโองก