Masuk“ดีตรงไหน”“เมื่อก่อนหมิงเฉิงทำทุกอย่างอยู่หลังฉาก เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่ตอนนี้เขาต้องรีบตามหาข้า รีบปิดปากคนของตัวเอง และยังต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าฝ่าบาทพร้อมกัน” ลีลี่พยักหน้าขึ้นลง“คนที่ต้องจัดการหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ย่อมมีโอกาสทำผิดพลาดมากขึ้น”เหวินเฉิงมองนาง “เจ้าคิดจะใช้ความวุ่นวายครั้งนี้ล่อให้เขาเผยหลักฐานหรือ”“ไม่ใช่แค่หลักฐาน แต่หางงอกออกมาเลย และเขาก็จะไม่ระวังตำหนักบูรพาของเขาคราวนี้เห็นเราที่จะเข้าไปหาหลักฐานได้ง่ายๆ” ลีลี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววจริงจัง “เราจะต้องหาหลักฐานมัดตัวเขา แม้แต่ฮองเฮายังยอมช่วยเขาปกปิดเรื่องเหล่านั้น หากเรารู้เพียงว่าเขาเป็นคนเลว แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังปกปิดอะไร เราก็ยังไม่มีทางทำให้คนทั้งเมืองเชื่อได้”เซียวถงพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นเราจะเริ่มจากเรือนเก็บของเก่าที่เซียวหลิงพูดถึง และบ่อร้างหลังตำหนักอาจจะพอหลงเหลือหลักฐานบ้าง”เหวินเฉิงมองหญิงสาวที่ยังมีสีหน้าซีดเซียวจากอาการบาดเจ็บ แต่กลับวางแผนต่อเนื่องโดยไม่คิดพัก แล้วอดถอนหายใจไม่ได้“เจ้าเพิ่งออกจากคุกหลวง ทั้งยังบาดเจ็บควรพักให้หายดีก่อน”ลีลี่หันไปยิ
ทันทีที่ก้าวพ้นท้องพระโรง รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของหมิงเฉิงก็เลือนหายไป เขาเดินตรงไปยังรถม้าของตำหนักบูรพาโดยไม่สนใจขุนนางที่เข้ามาทักทาย ตั่วเค่อรีบตามหลังอย่างกระชั้นชิด กระทั่งประตูรถม้าปิดลง หมิงเฉิงจึงเอ่ยเสียงต่ำ“มีข่าวจากคุกหลวงหรือยัง สอบสวนคนทั้งหมดแล้วหรือ”ตั่วเค่อก้มหน้าตอบ “ยังไม่มีข่าวที่แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจสอบเวรยามเมื่อคืนแล้ว พบว่ามีทหารหลายคนหมดสติอยู่ในห้องขัง ส่วนเฉินเฟิงกับคนที่ไปด้วยกันยังไม่กลับมา ตอนนี้กรมอาญากำลังส่งคนเข้าไปตรวจสอบตามพระบัญชาของฝ่าบาท”หมิงเฉิงกำมือแน่น “แล้วเจ้าหน้าที่คุกหลวงเล่า”“บางคนบอกว่าไม่ได้เห็นอะไร บางคนบอกว่ามีคนบุกเข้ามา แต่ไม่มีใครกล้าระบุว่าผู้ใดเป็นคนช่วยองค์ชายแปดกับคุณหนูจางออกไปพ่ะย่ะค่ะ ดีที่เขาไม่ได้บอกว่าคนของเราบุกเข้าไป”“ไม่มีใครกล้าระบุ หรือไม่มีใครรู้จริงๆ”ตั่วเค่อก้มต่ำกว่าเดิม “กระหม่อมกำลังตรวจสอบอยู่พ่ะย่ะค่ะว่าผู้คุมพวกนั้นพูดโกหกหรือไม่”“ไร้ประโยชน์”หมิงเฉิงสะบัดแขนเสื้อ แววตาเต็มไปด้วยโทสะ “คนตั้งมากมายเฝ้าคุกหลวง กลับปล่อยให้นักโทษสองคนหายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งยังทำให้คนของข้าหายไปทั้งหมดอีก หากไม
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ทั่วท้องพระโรง“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”“คนของตำหนักบูรพากล้าพาตัวนักโทษออกจากคุกหลวงโดยพลการจริงหรือ”“หากเป็นความจริง นี่ไม่เท่ากับไม่เห็นพระราชโองการอยู่ในสายตาหรอกหรือ”หมิงเฉิงกัดฟันแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ แต่สีหน้ากลับยังคงสงบนิ่ง เขาก้าวออกมาคำนับฮ่องเต้ด้วยท่าทีสุภาพ “เสด็จพ่อ เรื่องนี้อาจมีความเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เคยมีพระบัญชาให้คนของตำหนักบูรพาไปนำตัวจางลีลี่ออกจากคุกหลวง บางทีอาจมีคนแอบอ้างชื่อของลูกเพื่อก่อเรื่อง แล้วโยนความผิดมาให้ตำหนักบูรพา”ใต้เท้าจางหัวเราะหึในลำคอ “ไท่จือพูดได้ดีจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ คนของท่านหายไปพร้อมกับตัวบุตรสาวของกระหม่อม แต่ท่านกลับบอกว่าเป็นความเข้าใจผิด หากเป็นเช่นนั้น กระหม่อมขอให้ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ตรวจสอบคนเข้าออกตำหนักบูรพาและคุกหลวงอย่างละเอียด หากพบผู้ใดเกี่ยวข้อง ก็ขอให้ลงโทษตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มของหมิงเฉิงยังคงอยู่ แต่แววตากลับเย็นลงหลายส่วน เขารู้ดีว่าใต้เท้าจางไม่ได้เป็นขุนนางที่รับมือได้ง่าย ยิ่งอีกฝ่ายยื่นเรื่องต่อหน้าขุนนางจำนวนมาก เขาก็ยิ่งไม่อาจตอบโต้ด้วยอารมณ์ เพราะเพียงแสดงท่าทีผิดไปนิด
ลีลี่บีบมือนางเบาๆ “คนที่ใช้ความกลัวของผู้อื่นมาปิดปากพวกเขา แล้วทำตัวเป็นคนดีให้ทั้งเมืองชื่นชมจะต้องรับกรรมในเร็ววัน”เซียวหลิงมองลีลี่ทั้งน้ำตา ก่อนจะพยักหน้าอย่างแรง ราวกับในที่สุดก็มีใครสักคนยอมรับว่าสิ่งที่นางพบเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องที่นางคิดไปเอง“ไท่จือไม่เคยกลัวว่าคนอื่นจะเกลียดเขาเจ้าค่ะ เพราะเขาเชื่อว่าตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังเห็นเขาเป็นคนดี ต่อให้มีใครพูดความจริงออกมา ก็จะไม่มีใครเชื่อ” นางสูดหายใจลึกแล้วพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “เขาเคยพูดกับคนของเขาว่า คนเราจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อเสมอ หากเขาทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนมีคุณธรรม ต่อให้มีศพอยู่ตรงหน้า ผู้คนก็ยังหาข้อแก้ตัวให้เขาได้”คำพูดนั้นทำให้ลีลี่ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความขบขันอยู่เลย“เช่นนั้นเราก็ต้องทำให้พวกเขาไม่มีข้อแก้ตัว”เหวินเฉิงเงยหน้ามองลีลี่ “เจ้าคิดจะทำอย่างไร”“เราจะไม่รีบเปิดโปงเขาด้วยคำพูดของคนเพียงคนเดียว” ลีลี่ตอบ “คำให้การของเซียวหลิงมีค่า แต่เราต้องหาหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงตัวหมิงเฉิงโดยตรง ทั้งเส้นทางขนหีบ คนที่ได้รับคำสั่ง และสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในเรือนเก็บของเก่า หากเราพบหลัก
เซียวหลิงอ้าปากค้าง น้ำตายังคงไหล แต่สีหน้ากลับมีความตกใจเข้ามาแทนที่ “ท่าน...ท่านจัดการไท่จือหรือเจ้าคะ”“อืม”“ได้ด้วยหรือเจ้าคะ”“ถ้าข้ามีกระบี่อยู่ในมือ เขาคงไม่ได้นอนสบายขนาดนั้น”โจวชิงฉือที่ยืนอยู่ข้างประตูถึงกับหันหน้าหนีไปไอเพื่อกลบเสียงหัวเราะ เซียวหลิงเองก็ชะงักไป ก่อนจะหลุดเสียงสะอื้นปนหัวเราะออกมา ทว่าสีหน้าของนางกลับหม่นลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเรื่องบางอย่างที่กดทับอยู่ในใจมานานจนไม่อาจเก็บไว้อีกต่อไป“คุณหนู ท่านไม่รู้หรอกว่าไท่จือเป็นคนเช่นไร...ท่านอาจคิดว่าเขาเพียงแค่เสแสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าผู้อื่น แต่ความจริงแล้วเขาร้ายกาจยิ่งกว่านั้นมาก”ลีลี่ไม่ได้รีบตอบ นางเพียงขยับตัวให้เซียวหลิงนั่งลงข้างๆ แล้วรับผ้าเช็ดหน้าจากเสี่ยวจื่อส่งให้อีกฝ่าย “เช็ดน้ำตาก่อน แล้วเล่าให้ข้าฟังตั้งแต่ต้น”เซียวหลิงกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น นิ้วมือสั่นเทาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเริ่มพูดได้“ตอนที่ข้ายังอยู่ในตำหนักบูรพา ข้าเคยคิดว่าไท่จือเป็นบุรุษที่มีเมตตา แม้จะไม่ค่อยพูดกับคนรับใช้ แต่ก็ไม่เคยลงโทษใครต่อหน้าผู้อื่น เขายิ้มให้ทุกคน พูดจาอ่อนโยน แม้แต่คนที่ทำผิดก็ยังได้รับคำปลอบโยนจากเขา ข้าจึ
โจวชิงฉือพยักหน้ารัวๆ อย่างโล่งอก คิดว่าคุณหนูคงเข้าใจเจตนาของใต้เท้าแล้ว แต่ประโยคถัดมาของนางกลับทำให้เขาอยากหันหลังวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด“ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าข้าจะบอกท่านพ่อบ้างว่า หากเจ้าถูกจับไปทรมานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะไม่ช่วยเจ้าเหมือนกัน เพราะอยากดูว่าคนร้ายจะเผยธาตุแท้ออกมาหรือไม่ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“คุณหนู เรื่องนี้จะเหมือนกันได้อย่างไรขอรับ”“เหตุใดจะไม่เหมือน เจ้าเป็นคนของข้า ข้าก็เป็นคนของเจ้า เอ๊ะ ไม่สิ ข้าเป็นเจ้านายเจ้าเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นข้ายิ่งมีเหตุผลที่จะไม่ช่วยเจ้าใหญ่เลย”“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับอย่างไรเสียถ้าหากเหตุการณ์เลวร้ายลงกว่านั้นก็จะมีคนเข้าไปช่วยท่านอยู่ดีเห็นไหมแค่เฉินเฟิงชักกระบี่คนของเราก็รีบเข้าไปแล้ว” โจวชิงฉือรีบยกมือยอมแพ้ “ต่อไปหากคุณหนูตกอยู่ในอันตราย ข้าจะบุกเข้าไปช่วยทันที ต่อให้ใต้เท้าจะลงโทษ ข้าก็จะยอมรับโทษเอง”“พูดได้ดี คราวหน้าจำคำพูดตัวเองไว้ด้วย”ลีลี่ตบไหล่เขาเบาๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเดินผ่านไปนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง ทว่าเพียงขยับตัว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะความเจ็บบริเวณสีข้าง เหวินเฉิงที่เดินตามมาตลอดรีบยื่นมือประคองแขน







