LOGINเอมี่ หยาง ตายพร้อมความอยุติธรรม หลังผลงานถูกคนอื่นขโมยไปอย่างหน้าด้าน ๆ แต่เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับอยู่ในร่าง “เสิ่นเยว่หลิง” คุณหนูผู้อ่อนแอแห่งจวนเสนาบดีที่กำลังถูกตามฆ่า บิดาถูกใส่ร้ายเป็นกบฏ คู่หมั้นถอนหมั้น และคนในครอบครัวยังอยากให้นางตายเพื่อเปิดทางให้ผู้อื่น ในเมื่อชีวิตก่อนถูกขโมยคุณค่า ชีวิตนี้ก็ถูกคนอื่นกำหนดชะตา เช่นนั้นนางจะไม่ยอมอีกต่อไป! ด้วยความรู้ด้านการแพทย์สนาม เคมี และการทหาร เยว่หลิงจะรื้อคดีช่วยบิดา เปิดโปงแผนร้ายในราชสำนัก และลากคนที่เคยเหยียบย่ำนางออกมารับผลของการกระทำทีละคน แต่ระหว่างการทวงคืนทุกสิ่ง นางกลับได้พบ เซียวจื่อเหิง องค์รัชทายาทผู้ไม่คิดขโมยผลงาน ไม่บังคับให้นางอยู่ข้างกาย และยอมให้นางเป็นผู้เลือกชีวิตของตัวเอง ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม ชะตาชีวิต หรือความรัก เสิ่นเยว่หลิงจะเป็นคนเลือกมันด้วยตัวเอง!
View Moreความดีความชอบที่ถูกขโมย
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นเหนือพื้นที่ปฏิบัติการซึ่งปกคลุมด้วยฝุ่นและควัน เอมี่ หยาง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพียงชั่วครู่ก่อนก้มกลับมาที่ผู้บาดเจ็บตรงหน้า มือทั้งสองข้างของเธอเปื้อนเลือด แต่การเคลื่อนไหวยังคงมั่นคงและแม่นยำราวกับเครื่องจักร
“ความดันตกอีกแล้ว”
เสียงเจ้าหน้าที่พยาบาลด้านข้างดังขึ้นด้วยความกังวล
เอมี่เหลือบมองตัวเลขบนเครื่องตรวจ ก่อนจับชีพจรผู้บาดเจ็บด้วยตนเองแล้วออกคำสั่งทันที
“เพิ่มสารน้ำอีกชุด เตรียมยาไว้ แต่ยังไม่ต้องให้ ฉันต้องรู้ก่อนว่าเขาเสียเลือดจากจุดไหน”
“แผลภายนอกไม่มากนะคะ”
“นั่นแหละที่น่ากลัว ถ้าเลือดไม่ได้ออกข้างนอกก็แปลว่ามันอยู่ข้างใน”
เอมี่พูดพร้อมใช้มือกดตรวจบริเวณช่องท้อง ผู้บาดเจ็บส่งเสียงครางออกมาทันทีเมื่อถูกแตะทางด้านซ้าย เธอเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
“สงสัยม้ามแตก เตรียมส่งผ่าตัดทันที”
เจ้าหน้าที่รีบทำตามคำสั่งโดยไม่มีใครตั้งคำถาม เพราะทุกคนในหน่วยรู้ดีว่าเมื่อสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤต เอมี่มักมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้ามเสมอ
เธออายุเพียงสามสิบต้น ๆ แต่มีประสบการณ์ในหน่วยแพทย์สนามมาหลายปี ผ่านการฝึกทางทหารทั้งการเอาตัวรอด การใช้อาวุธ การปฐมพยาบาลในพื้นที่อันตราย และการจัดการเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งยังศึกษาด้านเคมีเพิ่มเติมจนสามารถวิเคราะห์สารพิษ สารระเบิด และสารปนเปื้อนเบื้องต้นได้อย่างแม่นยำ
ภารกิจครั้งนี้เป็นหนึ่งในภารกิจที่อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยได้รับ
กองกำลังชุดหนึ่งติดอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีสารเคมีรั่วไหลจากคลังเก็บที่ถูกทำลาย การส่งทีมเข้าไปตรง ๆ มีความเสี่ยงสูง เพราะยังไม่มีใครแน่ใจว่าสารที่รั่วออกมาคืออะไร
ผู้บังคับบัญชาหลายคนเสนอให้รอหน่วยเฉพาะทางจากส่วนกลาง
แต่เอมี่เป็นคนคัดค้าน
“ถ้ารออีกสามชั่วโมง คนที่ติดอยู่ข้างในอาจตายหมดค่ะ”
เธอกางแผนที่ลงบนโต๊ะกลางห้องบัญชาการ แล้วชี้ตำแหน่งคลังสินค้า จุดลมผ่าน และเส้นทางระบายน้ำ
“จากอาการของคนที่ออกมาได้สองคน ฉันคิดว่าสารที่รั่วไม่ใช่แก๊สพิษชนิดที่ทำลายระบบประสาททันที แต่น่าจะเป็นสารระคายเคืองที่มีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ มันจะสะสมในพื้นที่ต่ำ”
หัวหน้าหน่วย พันเอกเดวิด ฮาร์เปอร์ ขมวดคิ้ว
“คุณแน่ใจหรือ”
“ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราเข้าสู่พื้นที่จากแนวสูง ใช้หน้ากากป้องกันเต็มรูปแบบ และเลี่ยงร่องระบายน้ำ ความเสี่ยงจะลดลงมากค่ะ”
ชายหนุ่มอีกคนซึ่งยืนข้างพันเอกฮาร์เปอร์เอ่ยขึ้น
“ถ้าวิเคราะห์ผิดล่ะ”
เอมี่หันไปมองเขา
มาร์ค วิลสัน นายทหารหนุ่มซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาในหน่วยไม่ถึงปี แต่กลับได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้ามากกว่าคนที่ทำงานมาหลายปี
“ถ้าผิด ฉันจะเข้าไปเป็นคนแรก”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง
สุดท้ายแผนของเธอได้รับอนุมัติ
เอมี่นำทีมเข้าไปด้วยตนเอง และสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้ถูกต้องเกือบทั้งหมด พวกเขาสามารถเข้าถึงกำลังพลที่ติดอยู่โดยหลีกเลี่ยงบริเวณซึ่งมีสารปนเปื้อนเข้มข้นที่สุด จากนั้นใช้วิธีล้างสารอย่างเร่งด่วนก่อนลำเลียงผู้บาดเจ็บออกมา
จากคนเกือบสามสิบคน มีผู้เสียชีวิตเพียงสองราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนทีมช่วยเหลือจะไปถึง
สำหรับภารกิจที่ทุกคนเคยคิดว่าอาจสูญเสียกำลังพลครึ่งหนึ่ง ผลลัพธ์ครั้งนี้แทบเรียกได้ว่าปาฏิหาริย์
ทว่าคนที่ทำให้ปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นกลับไม่ได้รับการกล่าวถึงแม้แต่ชื่อเดียว
สามวันหลังภารกิจสิ้นสุด เอมี่นั่งอยู่ในห้องประชุมใหญ่พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายสิบคน บนจอด้านหน้าปรากฏภาพเหตุการณ์และรายงานสรุปผลการปฏิบัติการ
พันเอกฮาร์เปอร์ยืนอยู่หน้าเวทีด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและกล้าหาญของร้อยโทมาร์ค วิลสัน เขาเป็นผู้วิเคราะห์เส้นทางเข้าสู่พื้นที่และเสนอแนวทางลดการสัมผัสสารปนเปื้อน ทำให้เราสามารถช่วยกำลังพลออกมาได้เกือบทั้งหมด”
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้อง
เอมี่นั่งนิ่ง
ในตอนแรกเธอคิดว่าตนฟังผิด
เธอหันไปมองมาร์คซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ที่นั่ง เขาลุกขึ้นรับเสียงปรบมือด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้ดูถ่อมตัว
“ผมเพียงทำหน้าที่ของผมครับ ความสำเร็จเป็นของทุกคนในทีม”
คำพูดนั้นทำให้เอมี่รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับลงกลางอก แผนที่เขากำลังรับคำชมเป็นแผนที่เธอเป็นคนวาง การวิเคราะห์สารปนเปื้อนเป็นการวิเคราะห์ของเธอ แม้แต่จุดเข้าพื้นที่และวิธีล้างสารเบื้องต้นก็เป็นคำสั่งของเธอ
มาร์คแทบไม่ได้เสนออะไรเลยนอกจากถามว่า “ถ้าผิดล่ะ” หลังประชุมจบ เอมี่ไม่ได้กลับไปที่ห้องพัก แต่เดินตรงไปยังสำนักงานของพันเอกฮาร์เปอร์ เธอเคาะประตูสองครั้ง
“เข้ามา”
เอมี่เปิดประตูเข้าไป ฮาร์เปอร์กำลังถอดแว่นอ่านหนังสือออก เมื่อเห็นว่าเป็นเธอ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความประหลาดใจ
“มีอะไรหรือหมอหยาง”
เยว่หลิงหรี่ตา “สาเหตุการตาย”“กล่าวว่าแขวนคอตาย”“แล้วคนรับสาร?”“หายตัวไป”เยว่หลิงเอนหลังเล็กน้อย เริ่มเห็นรูปแบบแล้ว หลักฐานสำคัญมี แต่พยานที่สามารถยืนยันกลับตายหรือหาย“ตราประทับของท่านพ่อเล่า”“มีผู้ตรวจว่าเป็นตราจริง”“ตราจริงไม่ได้แปลว่าเอกสารจริง”ซูเหวินหลันเลิกคิ้ว เยว่หลิงจึงอธิบาย“หากมีคนเข้าถึงตราประทับได้ ก็สามารถนำไปใช้กับเอกสารอื่นได้ หรือสร้างตราเลียนแบบให้เหมือนมากพอที่จะหลอกการตรวจทั่วไป”“เจ้าคิดว่ามีคนปลอม?”“ข้ายังไม่รู้ แต่ถ้าท่านพ่อไม่ได้ทำ ก็ต้องมีคนสร้างหลักฐานขึ้นมา”“เจ้ามั่นใจว่าบิดาเจ้าไม่ได้ทำหรือ”คำถามนี้ทำให้เยว่หลิงเงียบ นางไม่ใช่เสิ่นเยว่หลิงคนเดิม ไม่ได้เติบโตมากับเสนาบดีเสิ่น สิ่งที่มีคือความทรงจำของเจ้าของร่าง และความรู้สึกบางส่วนที่ยังติดอยู่ในใจ“หม่อมฉันยังไม่มีหลักฐานว่าท่านพ่อบริสุทธิ์”นางตอบตามจริง “แต่มีหลายอย่างไม่สมเหตุสมผล”ซูเหวินหลันพยักหน้า “พูดต่อ”“ถ้าท่านพ่อวางแผนกบฏจริง การส่งบุตรสาวหนีออกจากเมืองในเวลาเร่งรีบอาจเป็นไปได้ แต่เหตุใดคนที่ไล่ล่าหม่อมฉันต้องพยายามฆ่าให้ตายทันที”ซูกุ้ยเฟยนิ่งฟัง“ข้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีคว
เขายังไม่เชื่อทั้งหมด เยว่หลิงเห็นสายตานั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ แต่นางไม่ได้พยายามอธิบายเพิ่ม ความจริงเรื่องเอมี่ หยางไม่มีทางพูดได้ อย่างน้อยไม่ใช่ตอนนี้ นางค้อมศีรษะเล็กน้อย“หากไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันขอตัว”เซียวจื่อเหิงกลับเอ่ย “เสิ่นเยว่หลิง”นางหยุด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเต็มของนาง เยว่หลิงหันกลับมา องค์รัชทายาทมองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่ใบหน้าจนถึงท่าทาง หญิงในรายงานควรหลบสายตาเขา หญิงในรายงานควรหวาดกลัวกับข่าวลือ หญิงในรายงานควรเจ็บปวดเมื่อได้ยินชื่อองค์ชายรองแต่คนตรงหน้ากลับไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย มีเพียงความสงบ ความระมัดระวัง และบางอย่างในแววตาที่คล้ายคนซึ่งผ่านสถานการณ์อันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน เซียวจื่อเหิงจึงกล่าวช้า ๆ“เจ้าต่างจากคำเล่าลือมาก”ความจริงของตระกูลเสิ่นหลังข่าวเรื่องเสิ่นเยว่หลิงยังมีชีวิตแพร่ไปทั่ววัง บรรยากาศในตำหนักซูก็ไม่สงบเหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ซูเหวินหลันจะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามารบกวนง่าย ๆ แต่เยว่หลิงก็สัมผัสได้ชัดว่ามีสายตามากมายกำลังจับจ้องนางอยู่ทุกคนอยากรู้ว่านางจะทำอะไรต่อ บางคนอาจคิดว่านางจะร้องขอความช่วยเหลือ บางคนอาจรอให้นางถูกจับไปสอบส
“มีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ”“ว่ามา”“คนที่เคยพบคุณหนูเสิ่นก่อนเกิดคดีบอกตรงกันว่า นางไม่กล้าสบตาผู้อื่นเวลาพูด แม้แต่ต่อหน้าสาวใช้ในจวน หากถูกตำหนิก็มักก้มหน้าเงียบ”เซียวจื่อเหิงหรี่ตา “ไม่กล้าสบตา?”“พ่ะย่ะค่ะ”ข้อมูลนี้ต่างจากหญิงที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง เมื่อวานในตำหนักซู นางกล้าสบตาเขาตรง ๆ ไม่เพียงสบตา ยังกล้าโต้ตอบด้วยถ้อยคำที่แม้แต่ขุนนางบางคนยังไม่กล้าพูดกับองค์รัชทายาท ในสวนก่อนหน้านั้น นางสั่งให้เขานั่ง กดแผล และทำตามที่บอกโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร หากนางเป็นหญิงที่หวาดกลัวผู้คนจริง สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร“มีใครพบความเปลี่ยนแปลงก่อนเกิดเหตุหรือไม่”เซียวจื่อเหิงถาม องครักษ์ส่ายหน้า“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ วันก่อนตระกูลเสิ่นถูกจับ นางยังเป็นเหมือนเดิม หลังจากนั้นถูกส่งหนีออกจากจวน แล้วรถม้าตกเขา นับแต่นั้นไม่มีใครพบอีกจนซูกุ้ยเฟยช่วยกลับมา”เซียวจื่อเหิงจับประเด็นทันที “รถม้าตกเขา”“พ่ะย่ะค่ะ”“มีผู้รอดชีวิตคนอื่นหรือไม่”“ยังไม่พบ”“ศพ?”“ไม่ครบพ่ะย่ะค่ะ คนที่ร่วมเดินทางหายไปหลายคน”เซียวจื่อเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง เกิดอะไรขึ้นบนภูเขาแห่งนั้น เหตุใดหญิงที่รอดชีวิตกลับเปลี่ยนไ
“พนัน?”“ใช่”“วังหลวงว่างถึงเพียงนั้นหรือ”หลันชิวถอนหายใจ “เจ้ายังหัวเราะได้อีก”“จะให้ข้าร้องหรือ”“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”เยว่หลิงวางผ้าพันข้อเท้าลง“คนเหล่านั้นรู้จักเสิ่นเยว่หลิงจากคำพูดของคนอื่น ไม่ได้รู้จักข้าจริง ๆ สิ่งที่เขาคิดจึงไม่สำคัญ”หลันชิวมองนาง “แต่ชื่อเสียงในวังสำคัญ”“สำคัญถ้าข้าอยากให้พวกเขาชอบ”“แล้วเจ้าไม่อยากหรือ”“ไม่”คำตอบสั้นมากจนหลันชิวพูดไม่ออก เยว่หลิงลุกขึ้นช้า ๆ แล้วลองลงน้ำหนักที่ข้อเท้า อาการดีขึ้นมากแล้ว แม้ยังตึงอยู่แต่สามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้พยุง“เจ้าจะไปไหน” หลันชิวถามทันที“ออกไปเดิน”“ข้าเพิ่งบอกว่าข้างนอกมีคนรอดูเจ้า”“ยิ่งดี”“ดีตรงไหน”เยว่หลิงหยิบเสื้อคลุมบางมาสวม “ถ้าพวกเขาอยากเห็น ก็ให้เห็นเสีย จะได้เลิกเสียเวลาเฝ้าหน้าตำหนัก”หลันชิวมองนางราวกับไม่เข้าใจ “คนพวกนั้นรอดูเจ้าร้องไห้นะ”“เช่นนั้นพวกเขาคงต้องผิดหวัง”นางพูดเพียงเท่านั้นก่อนเดินออกจากเรือน หลันชิวไม่มีทางเลือกนอกจากตามไป ทันทีที่เสิ่นเยว่หลิงก้าวพ้นประตูตำหนักซู บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางกำนัลสองคนที่กำลังถือถาดหยุดพูดกลางประโยค ขันทีซึ่งยืนอยู่ใต





