Se connecterจางลีลี่ สายสืบสาวจากยุคปัจจุบัน ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจต่อรอง กำลังจะแต่งงานกับหมิงเฉิง องค์ไท่จือผู้มีภาพลักษณ์เป็นบุรุษแสนดีและเป็นที่รักของผู้คน แต่เบื้องหลังของคนผู้นี้โหดเหี้ยมเลวทราม ด้วยความจำใจลีลี่จึงต้องซ่อนความสามารถและแสร้งทำเป็นคุณหนูผู้บอบบาง ว่าง่าย และไม่ทันคน ระหว่างสืบหาความจริง ลีลี่เข้าไปพัวพันกับการจัดฉากเพื่อใส่ร้ายเหวินเฉิง องค์ชายแปดผู้ดูอ่อนแอ สวมแว่น และมักถูกมองว่าไร้พิษสง แต่กลับเป็นบุรุษที่ฉลาดและซ่อนความลับเอาไว้มากกว่าที่ใครคาดคิด จากการร่วมมือเพื่อเอาตัวรอด ทั้งสองค่อยๆ กลายเป็นพันธมิตร ขณะเดียวกันลีลี่ยังต้องรักษาหน้ากากภรรยาผู้อ่อนหวาน ได้ไม่นานกลับพบว่า ในค่ำคืนหนาวเหน็บ นางในฐานะไท่จือเฟยต้องนอนกอดก่ายกับน้องสามีอย่างเหวินเฉิง ก่อนจะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงขององค์ไท่จือและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกทำร้าย
Voir plusค่ำคืนนั้นในโกดังร้างชายเมือง สายฝนตกลงมาโปรยปราย คนร้ายสองคนในชุดดำพร้อมปืนสั้นในมือวิ่งกระหืดกระหอบหนีการไล่ล่า เสียงก้าวเท้าของพวกมันหนักและลนลาน ต่างจากลี่ลี่ที่ก้าวตามมาอย่างเงียบเชียบ
"แม่งเอ๊ย มันตามมาแล้ว" หนึ่งในคนร้ายหันกลับมา ละเลงไกปืนยิงใส่แบบไม่คิดชีวิต
“ยิงมันสิจะกลัวมันทำไม เรามีปืน”
“ปัง ปัง”
ลี่ลี่ไม่กลัวแม้แต่น้อย เอียงตัวหลบวิถีกระสุนได้อย่างง่ายดายดั่งตาเห็น อาศัยจังหวะที่ประกายไฟจากปากกระบอกปืนสว่างขึ้น พุ่งทะยานร่างเข้าหาอย่างรวดเร็วและลื่นไหล เท้าบางแตะผนังหินส่งแรงทะยานตัวขึ้นสูง เบี่ยงหลบลูกปืนนัดที่สามกลางอากาศ ก่อนจะตวัดขาเตะเข้าที่ข้อมือของคนร้ายคนแรกอย่างจังจนปืนกระเด็นหลุดมือ
หมับ
ยังไม่ทันที่คนร้ายคนเดิมจะได้ร้องด้วยความเจ็บปวด ลี่ลี่ก็หมุนตัวลงแตะไปบนพื้น ม้วนตัวหลบกระสุนจากคนร้ายคนที่สองที่ยิงสวนมา ยื่นมือไปจับด้ามปืนที่กำลังอยู่ในมือ คว้าล็อกแขนคนร้ายคนแรก บิดขัดเข้ากับข้อต่อจนเสียลั่นดังกร๊อบ
“โอ๊ยยยยยย” ใช้ร่างของมันเป็นเกราะบดบังวิถีกระสุนของอีกคนอย่างแม่นยำ
"ปัง ปัง ปัง อ๊ากกก"
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ลี่ลี่ก็ผลักร่างคนร้ายคนแรกทิ้งอย่างไม่แยแส
คนร้ายคนที่สองตาโตด้วยความตกใจ พยายามจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ทว่าลี่ลี่พุ่งตัวเข้าใส่คว้าปืนมาปลดแมกาซีนปืนในมือที่เพิ่งแย่งมาได้ ปาชิ้นส่วนโลหะเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างแรง
แล้วกระโจนข้ามระยะห่างเพียงสองก้าว ยื่นมือเรียวสวยเข้าไปตะปบจับข้อมือที่ถือปืนของคนร้ายคนที่สอง บิดหักลงล่างพร้อมใช้เข่ากระทุ้งที่แผ่นหลังเข้าที่จุดยุทธศาสตร์อย่างหนักหน่วง!
“ปึก”
คนร้ายตาลอย หมดสติเพราะความเจ็บปวดอย่างที่สุดล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ลี่ลี่ใช้นิ้วเรียวสวยปัดฝุ่นออกจากเสื้อแจ็กเกตเบาๆ ยืนมองคนร้ายสองคนที่สลบไสลอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนหรืออาการหอบเหนื่อยแม้แต่น้อย ใช้เข่ากดแผ่นหลังดึงแขนคนทั้งสองมาใส่กุญแจมือแล้ว หันหลังเดินจากไปรอตำรวจมา
ตำหนักบูรพา
เสียงกลไกหินหมุนเหวี่ยงเบาๆ ดังกังวานในความเงียบก่อนที่แผ่นผนังหนาหนักจะเคลื่อนปิดลง เผยห้องลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ตำหนักบูรพา
กลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจางๆ อยู่ในอากาศ
บนแท่นนอนไม้แกะสลักหลังใหญ่ ร่างของนางในคนหนึ่งกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวดั่งลูกนกบาดเจ็บ ร่างกายบอบบางถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา นางถูกพาตัวมาที่นี่โดยไม่มีใครในวังรับรู้
เพื่อเป้าหมายเดียว... นั่นคือการเป็นรองรับอารมณ์และวิปลาสทางอารมณ์ของบุรุษผู้เป็นใหญ่ที่สุดในตำหนักบูรพาแห่งนี้
"ร้องอีกสิ...เหตุใดถึงหยุดเล่า"
น้ำเสียงอบอุ่น ทุ้มนุ่มและกังวานน่าฟังดังก้องขึ้น ทว่าเนื้อหาในคำพูดกลับชวนให้เสียวสันหลังวาบ
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากเชิงเทียนวูบวาบสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด คิ้วเข้มดั่งคันศร ดวงตาคมกริบและริมฝีปากหยักได้รูปที่ผู้คนภายนอกต่างสรรเสริญว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งผู้มีเมตตาธรรมเปี่ยมล้น
ทว่าในยามนี้ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความเอื้ออารี มีเพียงความสนุกสนานบนความเจ็บปวดของผู้อื่น
ควับ
เสียงแส้หนังเส้นหนากรีดผ่านอากาศดังบาดก่อนจะฟาดลงบนแผ่นหลังบางอย่างรุนแรง
เพี๊ยะ
"อื้อ...ๆๆๆๆ"
นางในตัวน้อยดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นางพยายามสะกดเสียงร้องไห้เอาไว้ด้วยความหวาดกลัวแต่น้ำตาไหลทะลักอาบแก้ม รอยแผลสีแดงฉานเด่นชัดขึ้นบนผิวเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบสิ้นสติ
ไท่จือหมิงเฉิง ยื่นมือไปจับแส้ในมือแน่นขึ้น รอยยิ้มปรากฏตรงมุมปาก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลานุ่มนวลบิดเบี้ยวไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมของนางในผู้นั้นอย่างเบามือ สัมผัสอ่อนโยนทว่ากลับทำให้เหยื่อในกำมือสั่นกลัวยิ่งกว่าเดิม
"เจ้าช่างงดงามเหลือเกินยามที่ร้องไห้..." เขาเอ่ยพึมพำชิดใบหูของนาง เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอดังขึ้นอย่างน่าขนลุก
"ภายนอกนั่น... ทุกคนต่างบอกว่าข้าคือไท่จือผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นสามีผู้ประเสริฐที่น่าสงสารเพราะต้องสูญเสียไท่จือเฟยไป...พวกเขาไม่มีวันรู้หรอกว่า สตรีโง่เง่าพวกนั้นมีไว้เพื่อให้ข้าเหยียบย่ำและระบายความเหงาเท่านั้น"
เขายกแส้ขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาทอประกายอำมหิตลึกล้ำ
สำหรับเขาแล้ว สตรีเป็นเพียงสิ่งของที่ไร้ค่า... ไม่ว่าจะเป็นไท่จือเฟยคนก่อนที่สิ้นใจไปภายใต้แส้นี้ หรือสาวน้อยตระกูลจางผู้ใสซื่อที่กำลังจะถูกแต่งเข้ามาตามคำสู่ขอของเขาในเร็วๆ นี้ ทุกคนล้วนเป็นเครื่องบำเรอ
แสงแดดอบอุ่นที่ลอดผ่านผ้าม่านปักลายมู่หลันปะทะเข้ากับใบหน้า ส่งผลให้ร่างบางบนแท่นนอนไม้แกะสลักพลันสะดุ้งตื่นสปริงตัวจากที่นอนอย่างคล่องแคล่ว
ดวงตาคู่สวยเปิดกว้างเต็มตา หายใจหอบกระเพื่อมลึกด้วยความตกใจกลัว ภาพอดีตอันยังคงติดตา
แรงปะทะมหาศาลจากรถยนต์ที่พุ่งชนลีลี่จนกระเด็นลอยไปกลางอากาศ เสียงกระดูกแตกหักและความเจ็บปวดเสียดแทรกถึงขั้วหัวใจก่อนที่สติจะดับวูบไป
“เมื่อกี้นี้...ฉันถูกรถชนกระเด็นขนาดนั้น รอดชีวิตมาได้ไงกัน”
จางลีลี่ยันกายลุกขึ้นนั่งทันที มือเรียวรีบยกขึ้นสำรวจตามร่างกายอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจดูบาดแผล ทว่ากลับพบเพียงผิวเนื้อเนียนนุ่มดั่งหยกเนื้อดี ไร้ซึ่งรอยถลอกหรือความร่องรอยแตกหักใดๆ แม้แต่น้อย วิ่งไปที่กระจก
“หืมมม” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
"นี่มัน...นางเอกซีรีส์ชัดๆ" พึมพำเสียงเบา มองสำรวจฝ่ามือ
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ






commentaires