Masuk“พี่เตยวันนี้กลับค่ำจังเลยค่ะ”
เสียงใสหวานดังขึ้นต้อนรับทันที ที่กวิสราก้าวเข้าไปในบ้านของครอบครัว ‘ปองทิวา’ เบ้านทาวเฮ้าส์สองชั้น พื้นที่ขนาด 22 ตารางวา เป็นสมบัติที่บิดาและมารดาทิ้งไว้ให้กับพวกเธอ และมันก็เคยเป็นภาระของกวิสรา จนต้องทำให้หญิงสาวต้องมาทำงานเสี่ยง แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า ให้เพียงเสน่ห์เล่ห์มารยา แทนฝีมือและความรู้ที่เล่าเรียนมาในการทำงาน
“พอดีพี่แวะทานข้าวกับเพื่อนมาน่ะจ้ะ ทำอะไรกินเนี่ยหอมฟุ้งไปทั้งบ้านเลย”
มือเรียวเอื้อมโอบบ่าบางของน้องสาว แล้วพาเดินเข้าไปตรงบริเวณโต๊ะที่จัดไว้ สำหรับทานอาหารด้วยกัน อยู่ตรงหน้าครัวเล็กๆ กณิกามักจะใช้ทำอาหารรอพี่สาวคนเดียวกลับจากงานเลิก
“ของโปรดพี่เตยน่ะจ้ะ”
ทันทีที่เห็นปูม้านึ่งตัวโต วางอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหาร กวิสราก็ย่นจมูก ก่อนจะหันมาทำเสียงเข้มๆ ใส่น้องสาว
“แอบเอาเงินที่ไหนไปซื้อปูมาเนี่ย ใช้ค่ากับข้าวเดือนนี้หมดแล้วแน่ๆ เลยใช่ไหมจ๊ะตอง”
“เปล่าเสียหน่อยค่ะ”
กณิกาหัวเราะกิ๊ก แล้วทรุดลงนั่งตรงที่ประจำของตัวเอง เธอเลื่อนจานใส่ปูนึ่งสีสันและกลิ่นน่าทานไปไว้ตรงหน้าพี่สาว พร้อมกับยิ้มหวานให้
“เงินพิเศษของตองออกต่างหากล่ะจ๊ะพี่เตย ก็เลยซื้อของโปรดมาให้พี่สาวสุดที่รัก สดมากเลยนะพี่เตย เพราะว่าซื้อกันมาจากแหล่งโดยตรงเลย จากบางปูเลยนะจ้ะ”
“เงินพิเศษ”
หัวคิ้วของกวิสราขมวดเข้าหากันทันที นัยน์ตาคมเฉี่ยวมองจ้องใบหน้าหวานละมุนของน้องสาวอย่างไม่พอใจนัก เสียงหวานตวัดขึ้นสูง บอกถึงอารมณ์ที่กำลังเปลี่ยนไปของเจ้าตัว
“ตอง! พี่บอกแล้วใช่ไหม ว่าไม่ต้องไปทำงานพิเศษอะไรนั่นอีกแล้ว คราวที่แล้วยังไม่เข็ดอีกหรือไงกัน”
“เอ่อ...”
ใบหน้าสวยหวานก้มนิ่ง อย่างรู้สึกผิด เธอหลบสายตาดุดันของพี่สาว พลางอ้อมแอ้มพูดตอบเสียงเครือ น้ำตาใสๆ เริ่มคลอดวงตา เมื่อถูกกวิสราดุ ใจเธอก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ กณิกาทั้งรักและเกรงกลัวพี่สาวเพียงคนเดียวของเธอมาก กวิสราเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอ พวกเธอมีเพียงกันและกันเท่านั้น กวิสราเปรียบเป็นทุกอย่างของเธอ และกณิกาก็ไม่อยากทำให้พี่สาวขุ่นเคืองใจ เพราะรับรู้ว่าผู้เป็นพี่สาวทั้งรักและห่วงใยเธอมาก
“ตองก็แค่อยากผ่อนภาระของพี่เตยบ้าง แล้วอีกอย่างหนึ่ง งานนี้เป็นงานแจกสินค้าตัวอย่าง ตองมีเพื่อนไปด้วยเยอะแยะ พี่คนที่ชวนไปทำงานก็เป็นพี่ที่คณะ ไม่น่าเสี่ยงอะไร ตองก็แค่อยากจะช่วยพี่เตยบ้าง ไม่อยากให้พี่เตยเหนื่อย”
“เฮ้อ...”
ฟังคำพูดของน้องสาว รวมถึงท่าทางเศร้าเสียใจของเจ้าตัวแล้ว กวิสราก็ใจอ่อนยวบ แม้จะเคยเตือนแล้วเรื่องไม่ให้น้องสาวทำงานพิเศษ เพราะประสบการณ์เลวร้ายที่กณิกาเคยเจอ งานพิเศษงานแรกของ กณิกา เกือบจะทำให้หญิงสาวมีตราบาปไปตลอดชีวิต
ใบหน้าเรียวรูปไข่ นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มหวานระยับ จมูกโด่งได้รูปสวย ริมฝีปากรูปกระจับสีเรื่อ ผิวขาวลออตา ผมยาวตรงสีดำขลับเกือบถึงสะโพก เรียนร่างสูงเพรียวหากแต่มีสรีระชวนมองตามแบบที่สตรีควรจะมี รูปร่างหน้าตาอันงดงามที่ธรรมชาติบรรจงสร้างให้นั้น นำภัยมายังน้องสาวของเธอเช่นกัน กณิกาถูกหัวหน้างานล่อลวงไปจะข่มขืน หากแต่เคราะห์ดียิ่งนัก ที่เมธิชัย เพื่อนสนิทของกวิสารเห็นรถที่มีกณิกานั่งหน้า เลี้ยวเข้าโรงแรมม่านรูดและตามไปช่วยไว้ได้ทัน ตั้งแต่นั้นกวิสราก็ห้ามขาดไม่ให้น้องสาวทำงานพิเศษอีกเลย
“เอาเถอะ อย่าร้องไห้ พี่เป็นห่วงตองมาก ขอบใจมากที่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่ แต่น้องสาวของพี่ พี่ดูแลให้มีความสุขได้ ถ้าตองอยากจะผ่อนภาระพี่จริงๆ ก็ตั้งใจเรียนมากๆ นะน้องรัก จะได้เรียนจบเร็วๆ ดีไหมจ๊ะ นี่ก็เรียนปีสามแล้ว อีกปีเดียวเองน้องสาวพี่ก็จะเรียนจบให้พี่ได้ชื่นใจแล้ว”
น้ำเสียงอ่อนโยนลงของกวิสรา ทำให้กณิกาเงยหน้าขึ้น พลางยิ้มให้กับพี่สาวทั้งที่น้ำตาคลอตา กวิสราส่ายหน้าช้าๆ มือเรียวดึงทิชชูที่อยู่บนโต๊ะส่งให้น้องสาว พลางเอ่ยล้อเลียน
“ขี้แยเป็นเด็กๆ เลย โดนพี่ดุนิดเดียวเอง หยุดร้องได้แล้วจ้ะ เดี๋ยวคืนนี้พ่อกับแม่พานโกรธพี่ ที่ทำให้น้องสาวร้องไห้ มาหลอกพี่ล่ะก็ยุ่งเลยนะตอง”
“พี่เตยล่ะก็”
กณิกาหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา รับทิชชูเนื้อนุ่มไปซับน้ำตาที่ไหลซึมลงมาตามนวลแก้ม ก่อนจะย่นจมูกให้
“ดุกับตองมากแบบนี้ คอยดูนะ คืนนี้ตอนไหว้พระ ตองจะแอบฟ้องพ่อกับแม่ให้ไปเข้าฝันดุพี่เตย”
“แนะ เอาใหญ่แล้วนะเราน่ะ”
กวิสราหัวเราะกิ๊ก แล้วเอื้อมมือโคลงศีรษะทุยสวยนั่นเล่นอย่างหยอกๆ เธอมองอาหารน่าทานบนโต๊ะ ก่อนจะมองใบหน้าสวยหวานของน้องสาว ริมฝีปากอิ่มสวยยิ้มอ่อนโยน รู้สึกปลื้มใจที่น้องสาวนึกถึงเธอ จนนำเงินพิเศษที่ตัวเองทำงานส่วนหนึ่งมาซื้อของโปรดให้ กณิกาน่ารักแบบนี้ เธอจึงไม่เคยโกรธน้องสาวได้นาน และยิ่งทั้งรักทั้งหวงกณิกามาก โลกใบนี้ไม่ได้เป็นสีขาวสะอาดใส หากแต่เป็นสีเทา ที่บางทีก็ขุ่นมัวไปด้วยกิเลสตัณหาของคน เธอไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเจอกับความโสมมแบบนี้เลยแม้แต่น้อย กวิสราตั้งใจจะปกป้องคุ้มครองให้กณิกาเจอแต่สิ่งดีๆ
“ขอบใจมากนะตอง ที่คิดถึงพี่ แล้วก็อยากจะช่วยพี่ แต่พี่ดูแลน้องสาวพี่ได้ พี่ไม่อยากให้ตองเหนื่อย แค่เรียนก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว งานที่พี่ทำอยู่พอส่งเสียตองจนเรียนจบได้ล่ะจ้ะ”
“ตองก็แค่อยากจะช่วยจ้ะพี่เตย อีกอย่างหนึ่งใกล้ปีสุดท้ายแล้ว ถ้าตองออกไปทำงานบ้าง ก็จะได้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับคนอื่นบ้าง เห็นไหมว่าพอตองออกไปทำงาน ตองก็ได้ปูม้านึ่งตัวเบ่อเริ่มมาให้พี่เตยไงล่ะจ๊ะ”
“จ้ะ แต่อย่าไปทำอีกเลยนะตอง ตั้งใจเรียนดีกว่า พี่จะภูมิใจมากถ้าน้องสาวของพี่คว้าเกียรตินิยมมาให้ แทนที่จะเป็นปูม้านึ่งอร่อยๆ ตัวโตนะจ๊ะ”
“พี่เตยล่ะก็” กณิกาหัวเราะกิ๊ก แล้วทำตาโต
“จริงสิ พี่เมฆเองก็ชอบปูนึ่ง เราไปชวนพี่เมฆมาทานด้วยดีไหมจ๊ะ”
“เอาสิ ชวนเมฆมาด้วยก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
กวิสราเดินไปที่มุมห้อง มีโต๊ะเล็กตั้งโทรศัพท์ไว้มือเรียวหมุนหมายเลข และเมื่อปลายสายตอบรับ เสียงใสก็กล่าวทักทายทันที
“เมฆกินข้าวเย็นหรือยัง”
“ถามแบบนี้จะเลี้ยงหรือไงกันเตย พอดีเลย พึ่งจะซ่อมรถมาเสร็จหมาดๆ หิวมาก ไปทำอะไรมาล่ะ หรือว่า...ไปทำงานมาอีกหรือเปล่า?”
เสียงห้าวทุ้มที่ฟังสดใสเมื่อแรกรับสายเปลี่ยนไปทันที เป็นเสียงเครียดๆ แทน ก่อนที่เมธิชัยจะเริ่มบ่นเพื่อนสาวคนสนิท
“ยังไม่เลิกอีกเหรอเตย มันเสี่ยงมากนะ เมื่อไหร่เตยจะทำงานแบบคนอื่นเขาเสียที ทำงานแบบนี้มันเสี่ยงสารพัดแบบเลยนะ คอยดูนะถ้าเดือดร้อนขึ้นมาล่ะก็...”
“เมฆก็เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิงอย่างเตยไงจ๊ะ”
กวิสราเอ่ยเสียงขัดขึ้นทันที พร้อมกับหัวเราะเสียงใส เมธิชัยถอนใจ กับความดื้อดึงของเพื่อนสาวคนสนิท เขารู้ดีว่าเธอทำ ‘งาน’ อะไร เมธิชัยไม่เคยสนับสนุน และพยายามห้าม ชักจูงให้กวิสราหันไปทำงานอื่นที่เสี่ยงและอันตรายน้อยกว่านี้ เขาชวนเธอให้มาทำงานช่วยที่อู่รถยนต์ของเขา ช่วยงานบัญชีเล็กๆ น้อยๆ ให้เงินเดือนตามสมควรที่เขาพอจะให้ได้ แต่กวิสราก็ปฏิเสธ เธอไม่อยากรบกวนเขา เพราะรู้ว่าที่อู่ของเมธิชัยเองก็มีคนทำงานครบตำแหน่งอยู่แล้ว เธอรู้ว่าเขาหวังดีและอยากจะช่วย แต่กวิสราไม่อยากจะเป็นภาระของชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนแท้ของคนนี้
กวิสราและเมธิชัยเกือบจะเรียกได้ว่าโตมาด้วยกัน เพราะความที่ทั้งสองเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนมัธยม และจบมหาวิทยาลัย สองหนุ่มสาวเติบโตมาพร้อมๆ กันรู้จักกันดีเสียยิ่งกว่าเพื่อนคนไหน บางครั้งรู้จักกันมากเสียยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก
“เฮ้อ...สักวันถ้าอัศวินไปไม่ทัน เจ้าหญิงจะแย่เอานะเตย”
“เจ้าหญิงไม่มีทางแย่หรอกเมฆ เพราะว่าเจ้าหญิงคนนี้เป็นแม่มดร้ายเจ้าเสน่ห์ปลอมตัวมา ไม่ใช่เจ้าหญิงผู้อ่อนแอหรอกนะจ๊ะ”
เสียงใสหัวเราะกิ๊กอย่างถูกใจ ขณะที่เมธิชัยได้แต่อมยิ้มแล้วส่ายหน้าช้า ถ้าเกิดว่าอยู่ใกล้กับเธอไม่ใช่โทรศัพท์คุยกันแบบนี้แล้ว เขาคงจะต้องแอบหยิกแก้มใสนั่นเพราะมันเขี้ยวแล้วแน่ๆ
“โอเคๆ เถียงกับเตยไม่เคยชนะเลยสักที รู้ว่าไม่เคยห้ามได้ เดี๋ยวเราจะไปแย่งกินข้าวเย็นด้วยก็แล้วกัน”
“รีบๆ มาเลยนะจ๊ะ วันนี้ตองซื้อปูม้าตัวใหญ่มาตั้งหลายตัว มาช่วยกินกันนะ น้ำจิ้มอร่อยมาก ปูตัวใหญ่เนื้อแน่นน่ากิน”
“พอๆ เราจะรีบวางแล้วเตย เดี๋ยวอีกสิบห้านาทีเจอกัน พูดจนน้ำลายเราสอไปหมดแล้วนะเนี่ย”
“จ้ะ ถ้ามาช้าอดนะ เราคงจะกินหมดแน่ๆ ออกจะยั่วน้ำลายขนาดนี้ ตองเองก็ท้องร้องจนเราได้ยินแล้วล่ะ ถ้าเกินสิบห้านาที ปูหมดเหลือแต่น้ำจิ้มแน่ๆ”
เสียงใสหวานยังเอ่ยเย้าๆ ก่อนจะวางสายไป เมธิชัยยังคงมีรอยยิ้ม ประดับที่ริมฝีปากได้รูปเมื่อคิดถึงเพื่อนหญิงที่เขารู้จักเธอมานานเกือบยี่สิบปีเต็ม
“เตยนะเตย ห้ามไม่เคยฟังเลย ไม่รู้จะทำให้ห่วงไปถึงไหน เฮ้อ...”
เมธิชัยคว้ามอเตอร์ไซค์ สกู๊ตเตอร์สีครีมคันโปรดของเขา ตรงไปยังบ้านของกวิสรา เพื่อนรักของเขา ที่เขาอยากจะรัก...มากกว่าในฐานะเพื่อน
“อิ่มมากๆ เลย อิ่มจนลุกไม่ไหวแล้วนะเนี่ย น้ำจิ้มของตองแซบมาก พี่กินเพลินเลย ถ้าเกิดมากินข้าวบ้านนี้ทุกวันสงสัยพี่จะต้องอ้วนแน่ๆ”
เมธิชัยบ่นอุบ หลังจากที่ทานอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย ปูนึ่งของกณิกาหมดเกลี้ยง เนื้อปูที่สดและหวาน ตัดกันกับน้ำจิ้มเผ็ดเปรี้ยวเค็ม ครบรส ทำให้เย็นนี้ทุกคนเจริญอาหารกันมาก ไม่เว้นแม้กระทั่ง กวิสรา ที่ทานอาหารนอกบ้านกับผลิดามาแล้ว ก็ยังอดทานอีกไม่ได้ จนต้องแอบปลดกระดุมกางเกง เพราะอิ่มจนแทบจะจุก
“ใครเชิญมากัน เมฆ มื้อนี้มื้อเดียวหรอกจ้ะ มาบ่อยๆ เปลือง”
กวิสราว่า พลางย่นจมูกให้กับเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้ครอบครอง เก้าอี้หวายตัวโตของกวิสราที่ใช้นอนดูโทรทัศน์ แทนเจ้าของ ที่ต้องไปนั่งโซฟาตัวยาวแทน พวกเขาอยู่ในห้องซึ่งแบ่งกั้นไว้ใช้พักผ่อนและรับแขกไปด้วย
“งก” เมธิชัยว่า ขณะที่กณิกาอมยิ้ม พลางตีแขนพี่สาวอย่างเย้าๆ
“พี่เตย เปลืองที่ไหนกัน พี่เมฆก็ไม่ใช่คนอื่น เหมือนพี่ชายของตองอีกคนหนึ่ง มาทานด้วยกันบ่อยๆ ตองไม่ว่าหรอกค่ะพี่เมฆ เพราะกับข้าวของตองบางมื้อก็เป็นหมัน พี่เตยออกต่างจังหวัดบ่อย นี่ก็พึ่งจะได้พัก”
“รอบนี้จะไปจังหวัดไหนล่ะเตย”
เมธิชัยมองจ้องใบหน้าสวยคมเย้ายวนของกวิสรา เจ้าตัวยิ้มยั่วให้พลางขยิบตาก่อนจะเอ่ยเสียงหวาน
“อ๋อ...ยังไม่รู้เลยต้องรอหัวหน้าน่ะจ้ะ”
“พี่เตยทำงานหนักมาก จนตองนึกสงสารจัง ผู้หญิงคนเดียวต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ถึงแม้จะเงินดีก็เถอะนะคะ อาชีพเซลล์นี่ แต่ว่าไม่มีเวลาอยู่บ้านบ้างเลย ทำงานก็ไม่เป็นเวลา ตองอยากให้พี่เตยทำงานบัญชีเหมือนสาขาที่เรียนมามากว่า”
กณิกาบ่นพึมพำ เมธิชัยได้โอกาส เขารีบพูดต่อกณิกาทันที
“นั่นสิ เราว่าเตยหางานทำใหม่ดีกว่า งานนี้เงินดี แต่ว่าเสี่ยงมาก”
คำพูดเน้นเสียงหนักตรงคำว่าเสี่ยงของเขา ทำให้กวิสราสะดุดหู ว่าเพื่อนสนิทคงจะตั้งใจต่อว่าอะไรเธออีกแน่ๆ หญิงสาวจึงเชิดหน้า แล้วแกล้งทำเสียงแข็ง
“เสี่ยงแต่เงินดี เราก็ยอมจะเสี่ยง อย่ามายุ่งกับเราเลยน่าทั้งคู่นั่นแหละ เราเอาตัวรอดได้ย่ะ อีตาเมฆขี้บ่น แล้วก็แม่น้องสาวที่ขี้บ่นพอกัน”
มือเรียวเอื้อมไปหยิกแก้มใสๆ ของน้องสาวอย่างแกล้งหยอก
“พี่มีเวลาให้ตองอยู่แล้วก็ตองพักงานยังไงล่ะจ๊ะ คราวนี้พี่ไปคงไม่นานหรอก แต่คงได้พักนานเลย พี่คงทำอีกไม่นานหรอกนะตอง รอตองเรียนจบ พี่อาจจะมีเงินทุนพอเปิดร้านเล็กๆ สักร้าน แล้วเราก็จะสบายขึ้น”
“จริงๆ น่ะเหรอคะพี่เตย”
กณิกาหันมาทำตาโต แล้วคว้ามือของกวิสรามาบีบพลางเขย่าอย่างดีใจกับสิ่งที่ได้ฟัง
เมธิชัยถึงกับย่นคิ้ว เขาทราบดีว่างานของกวิสราคืออะไร เธอไม่ได้เป็นเซลล์ขายสินค้าที่ต้องวิ่งไปที่จัดหวัดโน้นจังหวัดนี้ อย่างที่บอกกับน้องสาว งานของกวิสราเสี่ยงกว่านั้น และอันตรายมากมาย การที่เธอพูดแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกดีใจ ขณะเดียวกันก็ระแวงว่า เพราะอะไรกวิสราถึงจะยอมถอนตัวเลิกเอาง่ายๆ ในเมื่อเจ้าตัวเคยยืนยันกับเขาว่า งานนี้เป็นงานที่เหมาะสำหรับเธอ และคงจะเลิกมันได้ยากนัก
“จริงสิจ๊ะ แต่ก็ต้องหางานชิ้นใหญ่ๆ คอมมิชั่นดีๆ แบบนี้อีก”
หญิงสาวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เก้าแสน...เงินจำนวนนี้มากมายมหาศาลยิ่งนัก เธออาจจะไปต่อรองของให้มันเป็นเลขกลมๆ ถ้วนๆ อย่างสักหนึ่งล้าน หญิงสาวคิดอย่างปราดเปรื่อง เพราะถ้าใครสักคนหนึ่งยอมลงทุนเงินมากมายขนาดนี้ เพียงแค่ต้องการให้เธอไปเล่นบทเป็นชู้รักแล้วล่ะก็ ผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้มา มันก็ต้องมากกว่าเป็นหลายเท่าตัว ไม่มีใครยอมเสียเงินมากขนาดนี้ ถ้าไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรอก พรุ่งนี้การต่อรองของเธอ จะเริ่มต้นขึ้น กับคนที่ชื่อวรปรัชญ์ เธอคาดไว้ว่าจะเป็นหญิงเจ้ายศแกมเจ้าเล่ห์ อยากเป็นแม่ม่ายเศรษฐีนี เบื่อสามี ซึ่งอาจจะเป็นชายแก่ท่าทางน่ารำคาญ หมกมุ่นกับงาน รายละเอียดคร่าวๆ มีบอกไว้ว่าเธอต้องทำตัวให้อีกฝ่ายหนึ่งหลงใหลให้ได้ ถ้าเธอแน่ใจว่าเสน่ห์ของเธอมีมากพอ เงินเก้าแสนก็จะเป็นของกวิสรา
‘ไม่เอาแค่เก้าแสนหรอกน่า’ หญิงสาวคิดในใจ นัยน์ตาคมสวยเป็นประกายระยับ
‘ล้านหนึ่งต่างหากล่ะ ที่เราจะยื่นข้อเสนอ พรุ่งนี้เจอกันแน่ๆ ค่ะคุณวรปรัชญ์ งานที่ต้องลงทุนใช้พลังงานมากๆ ผลตอบแทนมันก็ต้องมากขึ้นด้วย’
“จะเลิกจริงๆ น่ะเหรอเตย”
เสียงทุ้มเอ่ยถาม เมื่อเวลาผ่านไปจนเกือบสี่ทุ่ม กณิกาขอปลีกตัวไปทำรายงานแล้ว เหลือไว้แต่เพียงสองหนุ่มสาวเพื่อนสนิท เมธิชัยได้โอกาสจึงเอ่ยถามข้อสงสัยออกมาทันที กวิสรามองซ้ายมองขวาก่อนจะย่นจมูกให้กับเพื่อนชาย
“มาถามอะไรตอนนี้น่ะเมฆ เดี๋ยวยายตองลงมาได้ยินพอดี”
“เราเป็นห่วงนะเตย แล้วนี่ต้องไปทำอะไรอีกล่ะ เฮ้อ...นึกแล้วก็ไม่อยากให้ไอซ์กลับมารู้จักกับเตยอีกจริงๆ”
“รู้จักสิดี ถ้าเราไม่รู้จักไอซ์ คงจะลำบากมากไปกว่านี้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เราจะโดนนายจ้างหัวงูที่ไหนจัดการไปแล้ว”
กวิสราเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาคมหวานฉายแววปวดร้าวขึ้นชั่วครู่ ความรู้สึกยามถูกดูหมิ่นและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี มันทำให้หญิงสาวทั้งเจ็บปวดและเคืองแค้นผู้ชายมักมาก ที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องสนองความใคร่
“ชวนมาทำงานด้วยกันก็ไม่มา”
เมธิชัยยังบ่นไม่เลิก เขามองใบหน้าสวยเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์นั่นแล้วก็ถอนใจ กวิสราเป็นคนสวยมาก มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมหาศาล นี่เป็นสิ่งที่นำภัยหลายๆ อย่างมาให้กับตัวเธอ และ กวิสราก็กำลังใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้หารายได้ให้กับตนเอง ซึ่งมันก็น่าเป็นห่วงมากเสียด้วย
“เราต้องใช้เงินเยอะน่ะเมฆ งานแบบนี้ดีจะตายเสี่ยงหน่อย แต่เราก็เอาตัวรอดได้ทุกทีแหละน่า เมฆไม่ต้องกลุ้มใจกับงานของเราอีกนานหรอก ไม่แน่นะ หมดงานนี้แล้วเราได้เงินก้อนใหญ่มา รับอีกสักสองสามงานเรก็คงจะเลิก”
กวิสราหัวเราะเสียงใส รับรู้ว่าเพื่อนสนิทเป็นห่วงเธอมาก จึงมักจะชวนให้เธอไปทำงานด้วยอยู่เรื่อย แต่เธอก็เกรงใจเขานัก อีกอย่างหนึ่งจะมีงานไหนให้ผลตอบแทนได้รวดเร็วขนาดนี้กันเล่า ไม่ต้องออกแรงมาก ใช้เพียงสมองและเสน่ห์ ซึ่งสองสิ่งนี้ กวิสราก็มั่นใจว่าตัวเองมีดีพอ และไม่เพลี่ยงพล้ำกับใครได้ง่ายๆ จึงไม่เคยกลัวเลยสักครั้ง ว่าเธอจะมีอันตรายจากงานลับๆ นี้ของตัวเอง
“เงินก้อนใหญ่” เมธิชัยทวนคำ พลางหรี่ตา
“เงินก้อนใหญ่ แล้วงานล่ะเตย คงไม่มีใครยอมจ่ายรายได้งามขนาดนี้ กับงานง่ายๆ หรอกนะเตย เราสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูก ว่ามันอาจจะพาความยุ่งยากมาให้เตยมากกว่าที่คิด อย่าทำเลย” กวิสราหัวเราะกิ๊ก ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่เลิกหรอกน่า เราน่ะระดับไหนแล้วเมฆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อาจจะเป็นไฮโซเงินหนาสักคนที่อยากจะเลิกกับสามีมากกว่า ไม่มีอะไรมากมายหรอกน่า เมฆก็ห้ามเราทุกทีเวลารู้ว่าเรามีงานทำ บ่นจนจะเป็นพ่อคนที่สองอยู่แล้ว ทุกวันนี้ยังสงสัยว่าเมฆเป็นเพื่อนหรือญาติผู้ใหญ่กันแน่”
“ก็เรารัก...”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนอย่างที่คนพูดไม่รู้ตัว นัยน์ตาคมของเขาฉายประกายลึกล้ำในใจยามเอ่ยคำนั้นออกมา หากแต่คนฟังกับยิ้มกว้าง ไม่ได้รับรู้ถึงความล้ำลึกเกินเลยนั้นแม้แต่น้อย ว่าคำรักที่ผู้พูดเอ่ยนั้น มันเป็นรักแบบเพื่อนอย่างที่เข้าใจมาตลอดเวลาที่คบหากัน หรือว่ารักแบบอื่นที่อีกฝ่ายอยากให้เป็นแต่ไม่กล้าเอ่ย เพราะกลัวจะเสียเธอไปตลอดกาล
“รู้น่าว่ารักและเป็นห่วง แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราเอาตัวรอดได้ สี่ทุ่มกว่าแล้ว กลับบ้านไปได้แล้วล่ะจ้ะพ่อแก่ เราจะได้นอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปให้นายจ้างดูตัว เกิดโทรมไปไม่สวย ชวดเงินก้อนใหญ่กันพอดี”
กวิสราลุกขึ้นยืน พร้อมกับตรงมาฉุดร่างสูงให้ลุกตามขึ้นไปด้วย มือเรียวอบอุ่นในอุ้งมือใหญ่ เมธิชัยลอบมองเสี้ยวหน้าหวานเย้ายวนของเธอพลางลอบถอนใจ
รักคำนั้นของเขาที่เอ่ย...มันมากเกินกว่ารักแบบเพื่อนนัก แต่เธอจะรู้ตัวไหมนะ เขาไม่อยากให้เธอเอาตัวไปเสี่ยงกับงานครั้งนี้เลยจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกกับเขาว่า เงินก้อนใหญ่ที่จะได้มาครั้งนี้ของกวิสรามันอาจจะไม่ใช่งานหมูๆ อย่างที่เธอเคยทำ และเขาไม่อยากให้เธอทำมันเลย แต่ก็ไม่รู้จะห้ามแม่สาวจอมดื้อมากแผนการอย่างกวิสราอย่างไรดี คงจะได้เพียงแต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ เท่านั้นเอง
เสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดี ที่ดังมาจากคนร่างสูงใหญ่ ที่กำลังนอนเอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ ด้วยท่าทางสบายอารมณ์สุดๆ ข้างๆ มีโต๊ะเล็ก พร้อมทั้งน้ำผลไม้ รวมถึงขนมขบเคี้ยววางอยู่ เขาทำราวกับว่านอนอยู่ริมทะเล ไม่ใช่นอนอยู่ริมไร่ชาที่ใหญ่โตกว้างขวางและสวยงาม ทำให้คนที่กำลังขะมักเขม้นทำงานอยู่มองแบบค้อนๆ ก่อนจะปาดเหงื่อ“โอ้เอ้อะไรกันน่ะแม่คุณ งานมีอีกเยอะแยะ รีบๆ ทำเข้าสิ!”เสียงห้วนห้าวตะโกนออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าเธอหยุดนิ่ง“ค่ะ เจ้านาย!”เสียงใสตะโกนตอบ โดยปลายสายสะบัดเหมือนประชด หากแต่คนถูกประชดไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า“ดีมาก รู้จักไว้ก็ดีกว่าใครเป็นเจ้านาย ใครเป็นทาส ทำไปอย่างให้หยุดมือนะ อะไรกันไร่ชาแคบๆ นี่ฉันให้เธอทำงานแค่ห้าไร่ ทำเป็นชาติไม่เสร็จเสียที คุณกวิสรา เดี๋ยวอดข้าวเย็นไม่รู้ด้วยนะ”‘บ้านนายน่ะสิห้าไร่มันแคบ สาบานได้นะว่ามันแคบ ห้าไร่ให้ฉันเก็บคนเดียวนี่นะ อีตาบ้า!’ประโยคนั้นเธอเพียงแค่ได้ตะโกนต่อว่าเขาในใจ แต่ที่เธอทำได้ก็เพียงแต่ตะโกนตอบไปเป็นคำสั้นๆ ว่า“ค่ะเจ้านาย”มือเรียวค่อยๆ ทำงานต่อไปอย่างพยายามให้รวดเร็ว เดี๋ยวเจ้านายที่นอนกระดิกเท้าคุมเ
“พี่เมฆ เราจะทำยังไงกันดีคะ พี่เตยหายไปแบบนี้ ตองจะทำยังไงดี เราจะทำยังไงกันดี”เสียงหวานใสพร่ำซ้ำ ๆ กลับไปกลับมา เมื่อเจ้าตัวไม่มีสติเหลือนัก ด้วยความเป็นห่วงพี่สาว กณิกาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เหมือนกันกับเมธิชัย หากแต่คนหลังเขายังมีสติดีกว่าหญิงสาวนัก ชายหนุ่มมองนาฬิกา ก่อนจะถอนใจ พลางกัดริมฝีปาก แล้วจับมือนิ่มไว้เมื่อกณิกาเดินวนเวียนเหมือนหนูติดจั่นผ่านหน้าเขา ให้เลิกเดินเสียที“นั่งนิ่งๆ แล้วใจเย็นๆ ก่อนนะตอง”เสียงห้าวเอ่ยอย่างจะให้สติ หากแต่คนที่สติไม่อยู่กับตัวแล้วอย่างกณิกา กลับมาเขย่าแขนเขาอย่างร้อนอกร้อนใจ น้ำตาคลอทันทีเมื่อนึกถึงพี่สาว ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย“พี่เมฆ ช่วยตองด้วยนะคะ ช่วยกันตามหาพี่เตย พี่เตยไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ตองเป็นห่วงจนจะบ้าอยู่แล้วฮือๆ”“ใจเย็นๆ นะตอง”เมธิชัยโอบร่างน้อยเข้ามากอดอย่างปลอบโยน ทันทีที่ได้ไออุ่นจากคนที่เหมือนเป็นพี่ชายของเธอ กณิกาก็ร้องไห้โฮออกมาแล้วกอดร่างแข็งแรงของเขาแน่น มือใหญ่ลูบหลังไหล่ให้เป็นจังหวะ พลางเอ่ยเสียงทุ้ม“เดี๋ยวเราไปแจ้งตำรวจกันนะจ๊ะ พี่รอให้ครบ 24 ชั่วโมง ที่เตยหายตัวไป ตองใจเย็นๆ นะครับ ใจเย็นๆ พี่เองก็ห่วงเตยเขามาก
นัยน์ตาที่พริ้มหลับมายาวนาน ค่อยๆ ขยับนิดๆ เมื่อเจ้าของรู้ตัว เธอปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก พลางครางอูย เมื่อรู้สึกหนักไปหมดทั้งศีรษะ และร่างกายราวกับว่ามีอะไรมาทับอยู่อย่างนั้นแหละ สมองยังมึนเบลอเพราะฤทธิ์ยาสลบอย่างแรงที่เธอสูดเข้าไป จนน็อกหลับยาวไม่รู้เรื่องจนถึงตอนนี้กวิสราย่นหัวคิ้ว พยายามคิดรวบรวมสติ ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เธอหลับตานิ่งอยู่ชั่วครู ทำไมตัวเธอมันหนักไปหมดแบบนี้นะ เหมือนกับว่าถูกอะไรทับอยู่ อะไรที่อุ่นๆ หนักๆ แล้วสายตาเธอก็ปะทะกับเข้าอกกว้างของใครบางคนที่เผลอซุกอยู่เพราะไออุ่นที่ต้องไขว่คว้าไว้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นของฤดูเหมันต์“กรี๊ด!”เสียงกรี๊ดร้องอย่างตกใจ ทำให้เปลวตะวันซึ่งกำลังนอนสบายๆ ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาอย่างตกใจ พลางหันขวับไปมองทางต้นเสียง เมื่อเห็นหน้าเขาแล้ว เจ้าตัวก็ยิ่งร้องกรี๊ดๆ อย่างขวัญเสีย และยิ่งเมื่อเขาคว้าเอาเธอเข้ามาในวงแขน พลางตะปบปิดริมฝีปากอิ่ม เพื่อให้ระงับอาการกรีดเสียงชวนสยองนั่น เธอก็ทั้งกัดทั้งสู้เขา ยิ่งกว่านางแมวป่า หากแต่ร่างสูงและแข็งแรงกว่าเธอทุกอย่าง ก็เป็นฝ่ายเอาชนะได้ในที่สุด กวิสราถูกจับกดหลังลงกับเตียง สองมืออยู่ใ
เปลวตะวันยืนกอดอกมองหญิงสาวที่กำลังจมอยู่ในนินทารมย์ ในภาวะหลับลึกเพราะฤทธิ์ยาสลบ ด้วยสายตาวิเคราะห์ นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวมองกวาดไปทั่วเครื่องหน้าเนียนสวย แม้จะหลับใหลไม่ได้สติแบบนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าเธอสวยมาก อากาศที่เย็นจัดของฤดูหนาวบนยอดเขาแบบนี้ แม้แต่เขาเป็นผู้ชายยังต้องกอดอกไว้เพราะรู้สึกเย็นกระท่อมไม้ซุงของ รุ่งภพเพื่อนสนิทของเขาให้เปลวตะวันใช้ยืม เป็นที่ใช้คุมขังนักโทษชั่วคราว แม้จะมีเตาผิงไว้ด้านในห้องเล็กๆ อย่างเตรียมพร้อม แต่เขาก็ไม่ได้จุดเพื่อให้ความอบอุ่น ร่างบางที่มีเพียงเสื้อกันหนาวตัวไม่หนามากนัก และเสื้อยืดด้านใน ถึงกับขดตัวเข้าหากันเพราะความเย็นของอากาศยามค่อนดึก มันทำให้นัยน์ตาคมนั้นเปล่งประกายอาทรวาบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไป เมื่อคิดกับสิ่งที่เธอร่วมมือกับวรปรัชญ์ทำร้ายทำลายน้องชายและครอบครัวของเขา“ผู้หญิงคนนี้หรือเปลว ที่นายบอกว่าเป็นเชลยของนาย คนที่ทำให้นายต้องสูญเสียทุกอย่าง และนายป้องป่วย”เสียงห้าวทุ้มดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงไล่เลี่ยกับเปลวตะวัน รุ่งภพ เจ้าของไร่ชาดุจเดือน ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อทราบจากแม่บ้านว่า ‘แขก’ คนสำคัญของเขา มาที่กระท่อมไม้ซุง ที่มักจะ
มือใหญ่ที่กำลังจะเปิดประตูรถคันหรูชะงัก เมื่อมีเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ชายหนุ่มล้วงเอาโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนด้านหลังมากดรับ หลังจากดูว่าเป็นใครโทรศัพท์มา พร้อมกับกรอกเสียงลงไปอย่างเป็นการเป็นงาน“ว่าไง ชวัล”“เรื่องที่นายให้ไปสืบข่าว เกี่ยวกับเรื่องของคุณณัฐณิชา ฐานนันท์ เอ่อ...เธอใช้ชื่อปลอมครับ”เสียงรายงานจากปลายสาย ทำให้เปลวตะวันย่นคิ้ว“อะไรนะ?”“ชื่อจริงของเธอคือกวิสรา ปองทิวาครับ เป็นสาวไซน์ไลน์ แล้วก็รับจ้างในการแบล็กเมล์ ค่อนข้างจะแสบมากเลยครับ คุณเปลวตะวัน ผู้หญิงคนนี้”ชวัล นักสืบมือดีที่เขาจ้างด้วยค่าเหนื่อยแพงลิบ เอ่ยรายงานฉะฉาน“หืม? คุณได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง ส่งมาให้ผมทั้งหมดเลย ชวัล ถ้าข้อมูลที่ได้มาผมดูแล้วคุ้มค่ากับรางวัลที่จะให้เพิ่ม พรุ่งนี้คุณจะมีเงินโอนเข้าธนาคารไม่ต่ำกว่าสามแสนบาท”“โอ้ว เป็นพระคุณอย่างสูงเลยครับ ผมมีอีกเรื่องที่คุณเปลวตะวันอาจจะต้องตกใจ เพราะบังเอิญได้ภาพเด็ดๆ มา น่าขอบใจลูกค้าของผมที่ให้สืบเกี่ยวกับเรื่องนอกใจ เด็กของผมที่ไปสอดแนมเลยได้ข่าวของคนที่คุณกำลังให้ตามสืบมาโดยบังเอิญ ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าสนใจมากนะครับ คุณเปลวตะวัน”“เรื่องอะ
“ขอบคุณมาก เดวิด ฝากน้องชายของผมด้วย เจสสิก้าเป็นจิตแพทย์ชั้นเยี่ยม เธอคงจะช่วยน้องชายของผมได้”เปลวตะวันเอ่ยเป็นภาษาเยอรมันกับปลายสาย เขากำลังเจรจากับเพื่อนสนิทต่างรุ่น เพื่อจัดการส่งตัวป้องนทีให้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตรักษาอาการให้กับน้องชาย นับวันป้องนทียิ่งน่าเป็นห่วง เขาซึมเศร้า และจมอยู่กับตัวเอง ตอนนี้ป้องนทีผ่ายผอมมากเพราะแทบจะไม่แตะต้องอาหาร เปลวตะวันต้องให้พวกคนทำงานบ้านผลัดเปลี่ยนกันมาคอยดูแลน้องชายไม่ยอมให้อยู่คนเดียว เขากลัวว่าป้องนทีจะคิดสั้น ตอนนี้เขานอนห้องเดียวกับป้องนทียามกลางคืน คอยชวนพูดคุย ทำกิจกรรมกันแบบพี่น้องบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ป้องนทีดีขึ้นเลย“ไม่มีปัญหา ทางเราจะเตรียมต้อนรับอย่างดี”“เรื่องเงินไม่ต้องห่วงนะเดวิด ผมจัดการให้ไม่อั้น ขอเพียงให้นายป้องเลิกเป็นแบบนี้เสียที”“อาการป่วยทางจิตไม่เหมือนกับป่วยทางกายหรอกนะเพื่อนรัก” ปลายสายเอ่ยเสียงทุ้ม“มันต้องใช้เวลา แล้วก็อยู่ที่ตัวของน้องชายของนายด้วย ว่าเขาจะเปิดใจรับการรักษามากแค่ไหน แต่รับรองไว้ว่าเจสสิก้าจะช่วยให้ป้องนทีผ่านพ้นและเปิดใจยอมรับความเป็นจริงได้”“ขอบคุณมากครับเดวิด”เปลวตะวันเอนหลังกับโซ







