Masukบรรยากาศภายในรถสปอร์ตซีดานหรูที่กำลังแล่นมุ่งหน้าสู่สนามม้านั้นเงียบกริบจนน่าอึดอัด
คอสโม่ นั่งไขว่ห้างทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามทำเป็นไม่สนใจหญิงสาวที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างกาย แต่กระจกสีเข้มกลับสะท้อนภาพของเอื้องทรายในชุดเดรสสีน้ำเงินที่เขายัดเยียดให้ใส่ได้อย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่รถเลี้ยวหรือเบรก ผิวขาวเนียนตรงหัวไหล่และแผ่นหลังของเธอจะกระทบกับแสงไฟในรถ เรียกร้องสายตาเขาให้หันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเห็นเธอพยายามดึงคอเสื้อที่คว้านลึกขึ้นปิดเนินอกอย่างประหม่า เขาก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
หงุดหงิดที่เธอสวยเกินไป... สวยจนไม่อยากให้ใครเห็น
"นั่งให้มันดีๆ หน่อย ยุกยิกอยู่ได้" เขาแกล้งดุเสียงเข้มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกปั่นป่วนในใจ
"ก็ชุดมันโป๊นี่คะ.. ดิฉันไม่มั่นใจเลย" เอื้องทรายตอบเสียงอ่อย พยายามเอามือปิดร่องอกไว้ตลอดเวลา
"ช่างหัวมันเถอะน่า ถึงสนามเมื่อไหร่ก็เชิดหน้าเข้าไว้ อย่าให้ฉันขายหน้าก็พอ แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าดิฉันสักที น่าหนวกหู แทนตัวเองว่าทรายปกติเถอะ"
“ก็ดิฉัน…”
“ยังอีก” เขาถลึงตาใส่
“ก็ได้ค่ะ ทรายขอโทษละกันที่ทำให้คุณคอสโม่หนวกหู” เธอบึนปากใส่พร้อมกับหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างรถ ถ้าเขาจะรำคาญเธอนักทำไมไม่ไล่เธออกไปเลยล่ะ การแก้แค้นของเขามันจะได้จบๆ ลงไปเสียที ไม่งั้นก็ฆ่าเธอให้มันรู้แล้วรู้รอดไป อยู่แบบนี้มีแต่อึดอัดใจเปล่าๆ
ทันทีที่รถจอดเทียบท่าและประตูกระจกถูกเปิดออก แสงแดดจ้าและเสียงอื้ออึงของผู้คนในแวดวงไฮโซก็ปะทะเข้ากับโสตประสาท
คอสโม่ก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นมือไปรับเอื้องทราย ทันทีที่เท้าเล็กในรองเท้าส้นสูงแตะพื้นและก้าวออกมาจากรถ สายตาหลายคู่บริเวณทางเข้าก็พุ่งตรงมาที่เธอเป็นตาเดียว
ชุดเดรสซาตินสีน้ำเงินที่แนบไปกับเรือนร่างอรชร ขับผิวขาวผ่องให้โดดเด่นท่ามกลางแดดจ้า เส้นผมสีน้ำตาลดัดลอนสยายเต็มแผ่นหลังเปลือยเปล่า เรียกเสียงฮือฮาและสายตาโลมเลียจากพวกผู้ชายแถวนั้นได้ทันที
คอสโม่รู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก เขาตวัดวงแขนโอบเอวคอดกิ่วของเอื้องทรายแล้วดึงเข้ามาชิดตัวอย่างแรงเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของ สายตาคมดุกวาดมองไปรอบๆ จนพวกผู้ชายพวกนั้นต้องรีบหลบตา
"เดินชิดๆ ฉันไว้" เขากระซิบลอดไรฟัน "อย่าเดินไปอ่อยใครพร่ำเพรื่อ"
"ทรายเปล่านะคะ" เอื้องทรายประท้วงเบาๆ แต่ก็ยอมเดินแนบชิดไปกับเขาโดยดี
พวกเขาก้าวเข้าสู่โซนวีไอพี แต่ยังไม่ทันจะได้ทักทายใคร เสียงทุ้มกวนประสาทที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"โอ้โห! นี่ใช่เลขายัยเพิ้งคนเมื่อวานจริงเหรอเนี่ย? ฉันนึกว่านางฟ้าตกสวรรค์ที่ไหนซะอีก"
เซย์เยส เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหาด้วยท่าทางยียวน ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาของเขาจับจ้องไปที่เอื้องทรายอย่างเปิดเผย ตั้งแต่หัวจรดเท้า จนคอสโม่ต้องขยับตัวบังเธอไว้ครึ่งหนึ่ง
"หุบปากของแก แล้วพาฉันไปที่โต๊ะได้แล้ว ฉันไม่มีเวลามาฟังแกพร่ำเพ้อ" คอสโม่ตัดบทเสียงแข็ง
"ใจเย็นสิเพื่อนยาก" เซย์เยสหัวเราะร่า ก่อนจะเดินอ้อมมาหยุดตรงหน้าเอื้องทราย "สวัสดีครับคนสวย วันนี้คุณสวยจนผมแทบจำไม่ได้เลยนะ ชุดนี้เหมาะกับคุณมาก โดยเฉพาะ..." สายตาเขาลากผ่านเนินอกอิ่มอย่างจาบจ้วง "สีน้ำเงินขับผิวคุณสุดๆ"
เอื้องทรายหน้าแดงซ่าน รีบก้มหน้าหลบสายตา "ขอบคุณค่ะคุณเซย์เยส"
"เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน" เซย์เยสหันมาพูดกับคอสโม่ สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย "วันนี้ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายยาวหน่อย แต่ก่อนอื่น ฉันขอ 'ยืมตัว' เลขาคนสวยของนายไปช่วยเชียร์ม้าให้ฉันหน่อยได้ไหม พอดีม้าตัวโปรดของฉันต้องการกำลังใจพิเศษ"
"ไม่ได้!" คอสโม่สวนกลับทันควัน มือหนาบีบเอวเอื้องทรายแน่นขึ้น "เธอมากับฉัน ก็ต้องอยู่กับฉัน"
"เอาน่า แค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวฉันคืนให้ครบทุกส่วนสัด ไม่สึกหรอหรอกน่า" เซย์เยสยักคิ้ว "อีกอย่าง ฉันไม่ได้ให้นายรอเปล่าๆ หรอกนะ ฉันมี 'ตัวแทน' มาดูแลนายระหว่างที่ฉันขโมยหัวใจเลขาของนายไป"
"ตัวแทนอะไรของแก?"
ยังไม่ทันที่คอสโม่จะโวยวายต่อ กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงสั้นเสมอหูที่เดินนวยนาดเข้ามาควงแขนเขาอีกข้างอย่างรวดเร็ว
"สวัสดีค่ะพี่คอสโม่... ไม่เจอกันนานเลยนะคะ หล่อขึ้นเป็นกองเลย"
หญิงสาวหน้าตาโฉบเฉี่ยว แต่งหน้าจัดจ้าน ส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้เขา เธอคือ ซาร่า น้องสาวแท้ๆ ของเซย์เยส ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแรงและเอาแต่ใจ
"ซาร่า?" คอสโม่ขมวดคิ้ว พยายามแกะมือตุ๊กแกของเธอออก
"ใช่ค่ะ ซาร่าเอง พี่เซย์เยสบอกว่าพี่คอสโม่เหงา ซาร่าเลยอาสามาดูแลพี่คอสโม่เป็นพิเศษเลยนะคะวันนี้" เธอกระแซะหน้าอกอวบอัดเข้ากับท่อนแขนเขาอย่างไม่อายใคร
"งั้นฝากดูแลเพื่อนรักพี่ด้วยนะซาร่า เอาให้ถึงใจเลยนะ" เซย์เยสขยิบตาให้น้องสาว ก่อนจะถือวิสาสะคว้าข้อมือเอื้องทรายแล้วดึงเธอออกจากอ้อมแขนของคอสโม่หน้าตาเฉย
"ไปกันเถอะครับคนสวย ม้าตัวเก่งของผมกำลังรออยู่"
"ด...เดี๋ยวค่ะ! คุณคอสโม่!" เอื้องทรายร้องเรียกเจ้านายอย่างตื่นตระหนก เธอไม่อยากไปกับเซย์เยสเลยสักนิด
คอสโม่ทำท่าจะพุ่งตามไปกระชากเธอกลับมา แต่ซาร่ากลับทิ้งตัวเข้ากอดแขนเขาไว้แน่นแล้วใช้มารยาหญิงรั้งเขาไว้
"อุ๊ย! พี่คอสโม่คะ ซาร่าเจ็บขาจังเลย สงสัยส้นสูงจะพลิก พี่ช่วยพยุงซาร่าไปนั่งหน่อยได้ไหมคะ"
"ปล่อยฉันซาร่า!" คอสโม่คำราม มองตามหลังเซย์เยสที่กำลังลากเอื้องทรายหายเข้าไปในฝูงชนด้วยแววตาที่ลุกเป็นไฟ
ภาพแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเอื้องทรายที่ค่อยๆ ห่างออกไป โดยมีมือของชายอื่นกุมมือเธอไว้ ทำให้คอสโม่รู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองจะแตก เขาอยากจะสะบัดยัยน้องสาวตัวดีนี่ให้กระเด็นแล้วตามไปกระทืบไอ้คู่ค้าทางธุรกิจนั่นเดี๋ยวนี้
แต่ท่ามกลางสายตาสาธารณชน และมารยาพันเล่มเกวียนของซาร่า ทำให้เขาทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดด้วยความหึงหวงที่พุ่งทะลุปรอท
แสงแฟลชวูบวาบและเสียงดนตรีบีทหนักหน่วงดังกึกก้องไปทั่วฮอลล์จัดแสดงงาน Milan Fashion & High Jewelry Week" ที่มาจัดรอบพรีเมียร์ในนิวยอร์กที่นั่งฟรอนต์โรว์ฝั่งซ้าย เลดี้ลูซี่ ในชุดเดรสเกาะอกสีดำกำมะหยี่เรียบหรู นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม ในฐานะดีไซเนอร์กิตติมศักดิ์ที่ออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันไฮไลต์ของงาน เธอมาเพียงลำพัง แผ่รังสีความเย็นชาและสูงศักดิ์จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่ใช่สปอตไลต์ที่สาดส่อง แต่เป็นสายตาของผู้ชายที่นั่งอยู่ฟรอนต์โรว์ฝั่งตรงข้ามต่างหากคอสมอส เอร์นานเดซ นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่วงท่าของราชสีห์ผู้กุมอำนาจ เขาสวมสูทสีเข้มปลดกระดุมคอเสื้อดูดุดันอันตราย ข้างกายเขามี ไดร่า ฟลอยด์ นั่งควงแขนและซบไหล่อย่างแนบชิดตามประสาตัวเต็งคุณนายมาเฟียตั้งแต่เริ่มงาน คอสมอสแทบไม่ปรายตาดูนางแบบบนรันเวย์เลย นัยน์ตาสองเฉดสีคู่นั้นจดจ้องข้ามฟลอร์มาที่ลูซี่อย่างจาบจ้วง ดุดันและเรียกร้อง สายตาของเขาเหมือนมีอุณหภูมิร้อนจัด ทะลุทะลวงกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างไว้จนมันเริ่มหลอมละลาย‘ทำไมเขาต้องมองเธอแบบนั้น...และทำไมต้องควงผู้หญิงคนนั้นมาเย้ยกัน
เวลา 4 ปีสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับคอสมอสและลูซี่มันคือช่วงเวลาแห่งการเติบโตที่อาบไล้ไปด้วยความเจ็บปวดและการเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาลจดหมายเปื้อนเลือดฉบับนั้นกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งที่มองไม่เห็น ลูซี่ตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง หายไปจากชีวิตของคอสมอสราวกับไม่เคยมีตัวตน ทิ้งให้เด็กหนุ่มที่ตั้งตารอคอยการกลับมาของเธอ ต้องจมอยู่กับคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบจนกระทั่งกาลเวลาพัดพาพวกเขาก้าวเข้าสู่วัย 22 ปีเต็ม วัยผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ แข็งแกร่ง และยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดในวงการของตนเอง***************ณ นครมิลาน ประเทศอิตาลี ศูนย์กลางแฟชั่นและศิลปะของโลกภายในงานกาล่าเปิดตัวเครื่องประดับคอลเลกชันฤดูหนาวที่หรูหราที่สุด สปอตไลต์ทุกดวงจับจ้องไปที่หญิงสาวร่างระหงในชุดราตรีสีดำเรียบหรูที่ขับเน้นผิวขาวจัดของเธอให้โดดเด่น เธอสวมสร้อยคอเพชรทรงหยดน้ำที่งดงามราวกับงานประติมากรรมชิ้นเอกเธอคือ "เลดี้ลูซี่ แห่งราชรัฐเมอร์เวล"ลูซี่ในวัย 22 ปี ไม่ใช่เด็กหญิงขี้แยที่เอาแต่ร้องไห้โทษตัวเองอีกต่อไป เธอเพิ่งคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านการออกแบบเครื่องประดับ จา
แม้ตัวจะห่างไกล แต่หัวใจของ คอสมอส ไม่เคยยอมแพ้ หลังจากแผลที่หลังหายดี เขาเริ่มปฏิบัติการง้อเลดี้ขี้กลัว ด้วยอาวุธที่คลาสสิกที่สุดจดหมายจดหมายฉบับแรกจากคอสมอส คือ กระดาษสมุดฉีก ลายมือโย้เย้ มีรอยลบเยอะมาก"ถึง ยัยเลดี้ขี้แยฉันหายเจ็บแล้วนะ! แผลเป็นเท่มาก เหมือนรอยสักมังกรเลย พ่อบอกว่าลูกผู้ชายต้องมีแผลเป็นถึงจะหล่อ เธอไม่ต้องร้องไห้แล้วนะป.ล. วาดรูปมาให้ดู ฉันวาดรูปเธอตอนตกสไลเดอร์ด้วย ตลกชะมัด ฮ่าๆๆ"(แนบรูปวาดสีเทียน: เด็กผู้หญิงใส่กระโปรงบาน กลิ้งหลุนๆ เป็นก้อนกลมๆ)จดหมายตอบกลับจากลูซี่ (กระดาษเขียนจดหมายกลิ่นกุหลาบ ลายมือบรรจง)"ถึง นายองครักษ์หน้ามึนใครขี้แยยะ! ฉันแค่ฝุ่นเข้าตาต่างหาก! แล้วรูปวาดนั่นมันอะไร ฉันสวยกว่านั้นตั้งเยอะ!ฉันส่งช็อกโกแลตจากเมอร์เวลไปให้ กินให้อ้วนไปเลยนะ จะได้กลิ้งแทนเดิน!"ช่วงอายุสิบสองปีคอสมอสเลือกส่งพัสดุไปแทน เป็นกล่องพัสดุขนาดกลาง ภายในมีรูปถ่ายโพลารอยด์หลายใบรูปแรกของคอสมอสในวัยสิบสองเริ่มสูงและหล่อเข้ม ยืนเก๊กท่าคู่กับ โซล่าร์และสกาย ที่โตเป็นหนุ่มสาวน้อยหน้าตาดี ที่ทะเลภูเก็ตในเมืองไทย รูปที่สองคือภาพต้มยำกุ้งหม้อไฟฟือดๆ และรูปสุดท้ายภาพคอ
หนึ่งเดือนผ่านไปบาดแผลทางกายของคอสมอสเริ่มสมานตัวจนเกือบหายดี เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นแนวยาวกลางแผ่นหลัง ที่จะเป็นเครื่องเตือนใจถึงวีรกรรมความกล้าหาญไปตลอดชีวิตแต่บาดแผลทางใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ กลับดูเหมือนจะหายช้ากว่านั้นมาก...ณ คฤหาสน์เอร์นานเดซ บรรยากาศที่เคยสดใสกลับดูเงียบเหงาลงถนัดตา แม้จะมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของ สเตลล่า และน้องแฝด โซล่าร์-สกาย คอยสร้างสีสัน แต่สำหรับคอสมอส โลกของเขาเหมือนขาดสีชมพูบานเย็นที่คุ้นเคยไปเด็กชายนั่งมองตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวเก่าๆ ที่ลูซี่ลืมทิ้งไว้ในสวนวันนั้น เขากอดมันไว้แน่น นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน"ยัยเลดี้... ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ จะมีใครคอยรับตอนตกสไลเดอร์ไหม"*****************ณ ปราสาทหินเก่าแก่ท่ามกลางหุบเขาและสายหมอกของราชรัฐเมอร์เวลเลดี้ลูซี่ ในวัย 5 ขวบ นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ มองสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย อากาศที่นี่หนาวเย็นจับใจ ต่างจากแสงแดดอุ่นๆ ที่ลาสเวกัสลิบลับเธอกลับมาเป็นเลดี้ผู้เพียบพร้อมอีกครั้ง สวมชุดกระโปรงลูกไม้สวยงาม เรียนมารยาท เรียนดนตรี แต่แววตาที่เคยเป็นประกายมั่นใจกลับหม่นหมองลงทุกครั้งที่หลับ
ครั้นงานเลี้ยงจบลงด้วยความชื่นมื่นในขณะที่ ท่านดยุกเฟรเดอริกและคอสโม่กำลังยืนส่งแขกอยู่ที่โถงด้านหน้า ลูซี่แอบเดินเลี่ยงออกมาที่สวนกุหลาบด้านข้างคฤหาสน์เพื่อตามหาตุ๊กตากระต่ายที่เธอเผลอลืมทิ้งไว้ตอนวิ่งเล่นเมื่อเย็น"นี่ยัยตัวเล็ก! เดินไปไหนคนเดียว มืดแล้วนะ!" คอสมอสที่ตาไวเสมอ รีบวิ่งตามมาทันที "เดี๋ยวผีหลอกนะเว้ย""ฉันลืมตุ๊กตา! แล้วฉันก็ไม่ใช่ตัวเล็ก! ฉันเป็นเลดี้!" ลูซี่หันมาเถียง "นายไม่ต้องตามมาเลยนะองครักษ์เก๊!"ทว่าความเงียบสงัดของสวนกุหลาบถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำ 4 คนที่โผล่ออกมาจากพุ่มไม้!"เจอตัวแล้ว... นังเด็กเลือดผสม""กรี๊ดดด! ปล่อยนะ! Help me!" ลูซี่ถูกชายคนหนึ่งใช้ผ้าปิดปากและรวบตัวอุ้มขึ้นพาดบ่าอย่างรวดเร็ว"เฮ้ย! ปล่อยลูซี่นะ!" คอสมอสตะโกนลั่น แทนที่จะวิ่งหนีไปตามคนช่วย สัญชาตญาณความบ้าบิ่นสั่งให้เขากระโดดงับแขนชายคนที่อุ้มลูซี่เต็มแรง"โอ๊ย! ไอ้เด็กบ้า!" คนร้ายสะบัดแขนจนคอสมอสกระเด็น แต่เจ้าเสือน้อยไม่ยอมแพ้ เขาวิ่งตามไปเกาะขารถตู้สีดำที่กำลังจะแล่นออกไป ก่อนจะถูกคนร้ายอีกคนกระชากคอเสื้อแล้วโยนเข้าไปในรถด้วยกัน"เอาไปทั้งคู่เลย! ไว้เป็นต
สองสัปดาห์หลังจาก สเตลล่า หายป่วยจากโรคหัดกุหลาบจนผิวกลับมาเนียนใสเหมือนเดิม คฤหาสน์เอร์นานเดซและโรงแรม The Astraea Palace ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพื่อต้อนรับงานเลี้ยงสุดยิ่งใหญ่แห่งปี"The Grand Alliance Gala: Hernandez X Merveille"งานฉลองการร่วมทุนธุรกิจระหว่าง เครือเอร์นานเดซ เจ้าพ่ออสังหาฯ และโรงแรมกับ ราชรัฐเมอร์เวล เจ้าแห่งเหมืองเพชรและอัญมณีของท่านดยุกเฟรเดอริกและดัชเชสคาเทอริน่าห้องบอลรูมถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนกุหลาบขาวสไตล์อังกฤษ ประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับ แขกเหรื่อระดับ VVIP ทั่วฟ้าเมืองไทยและเซเลบจากต่างประเทศต่างตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งไฟในฮอลล์หรี่ลง สปอร์ตไลท์ส่องไปที่บันไดวนขนาดใหญ่คอสโม่เดินลงมาอย่างสง่างามในชุดทักซิโด้สีดำกำมะหยี่ ขนาบข้างด้วยเอื้องทรายในชุดราตรียาวสีน้ำเงินเข้มปักเลื่อมระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน สวมชุดเครื่องเพชรชุดใหญ่ที่ส่งประกายเจิดจรัสตามมาด้วย ท่านดยุกเฟรเดอริก ในชุดสูทหางยาวเต็มยศประดับสายสะพายและดัชเชสคาเทอริน่า ในชุดราตรีสีทองอร่าม"ขอต้อนรับทุกท่านสู่ค่ำคืนแห่งมิตรภาพ..." คอสโม่กล่าวเปิดงานด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "การร่วมมือครั้







