Masukเมื่อโรงแรมถูกเทคโอเวอร์อย่างสายฟ้าแลบ "เอื้องทราย" ผู้จัดการสาวฝีมือดี จึงต้องกลายเป็นเพียงเชลยสาวรับใช้ของคอสโม่ เจ้าของคนใหม่ผู้เต็มไปด้วยไฟแค้น เขาบีบบังคับให้เธอชดใช้ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ด้วยการทรมานทั้งร่างกายและหัวใจ ทว่าเกมแค้นที่กำลังเข้มข้นกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อมี "มือมืด" ปรากฏตัวขึ้น หมายจะช่วงชิง 'สมบัติ' ที่เขากำลังเล่นสนุกไป เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเกมเดิมพันที่อันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด จุดจบของเกมนี้ จะใช่การถลำลึกสู่ "รักที่ยากจะปฏิเสธได้" หรือไม่
Lihat lebih banyakรถยนต์คันหรูของตระกูลเอร์นานเดซเคลื่อนผ่านถนนที่มืดมิดท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ เอื้องทรายวัยสิบสองนั่งเบาะหลังข้าง ๆ ลิลลี่ น้องสาวของคอสโม่ พวกเขากลับจากงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของลิลลี่ โดยมี คอสโม่ วัยสิบห้า นั่งเบาะหน้าข้าง โฆษิต พ่อของทราย ซึ่งทำหน้าที่คนขับรถและเป็นผู้ช่วยที่ไว้วางใจของตระกูล
"ทราย! ดูสิ เค้กอร่อยมากเลย!" ลิลลี่ยื่นมือเล็ก ๆ ที่เปื้อนครีมเค้กมาให้ทรายอย่างอารมณ์ดี
ทรายหัวเราะเบา ๆ ขณะที่แอบสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของโฆษิต บิดาที่เป็นคนสนิทของตระกูลเอร์นานเดซ
ทว่าวันนี้พ่อดูแปลกไปจริงๆ... เขากำพวงมาลัยแน่นเกินไป และแอบมองกระจกหลังอยู่หลายครั้ง
ทรายไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้ โฆษิตได้รับเงินจำนวนมหาศาล เพื่อทำให้รถคันนี้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่เขาไม่เคยคิดจะฆ่าใคร แค่ต้องการให้บาดเจ็บเพื่อส่งสัญญาณเท่านั้น
ทันใดนั้น...โฆษิตพยายามเบรกรถกะทันหันเมื่อมีรถบรรทุกพุ่งออกมาจากทางแยก แต่แรงเหยียบเบรกนั้นกลับไร้ผล
ครืนนน!
รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ เพราะสายเบรกได้ถูกตัดออกไปก่อนแล้ว โฆษิต ตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ทรายไม่เคยเห็นมาก่อน
โครมมมมมมมม!
เสียงโลหะบิดเบี้ยวสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกอันรุนแรงทำให้ทรายหมดสติไปชั่วขณะ
เมื่อสติกลับมา ทรายเห็นภาพที่น่าสะเทือนใจ ลิลลี่แน่นิ่งไปแล้วข้าง ๆ เธอ ส่วนโฆษิต พ่อของเธอเสียชีวิตคาพวงมาลัย ส่วนคอสโม่กำลังพยายามดึงร่างไร้สติของลิลลี่ออกมาจากซากรถอย่างบ้าคลั่ง
"ลิลลี่! ไม่! ลิลลี่!" เสียงกรีดร้องของเดซเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้น
ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังมาถึงทรายเห็น พี่ชายของเพื่อนสนิทใช้มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แตกของพ่อเธอ ขึ้นมา จอที่แตกละเอียดแสดงข้อความที่เพิ่งเข้า:
[ข้อความ]: "งานเรียบร้อยดี หุ้นส่วนของคุณจะถูกกวาดออกไปพร้อมกับคอสโม่ ขอแสดงความยินดีกับส่วนแบ่งของคุณ"
ดวงตาของ คอสโม่ ลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้น เมื่อเขาอ่านข้อความนั้นจบ เขาเงยหน้ามองทรายที่กำลังร้องไห้ด้วยความตกใจอย่างเย็นชา
ในวินาทีนั้นเอง...เด็กหนุ่มก็ปักใจเชื่อทันทีว่า โฆษิต คือผู้บงการที่ทรยศและเอื้องทราย ก็คือลูกสาวของหนอนบ่อนไส้ที่ทำให้ครอบครัวเขาพังพินาศ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวสุดที่รักอย่างลิลลี่ ต้องตาย
ความลับของโฆษิตและความเข้าใจผิดในข้อความนั้นได้กลายเป็นเชื้อเพลิงแห่ง "ไฟแค้น" ที่จะแผดเผาความสัมพันธ์ของทั้งสองตลอดไป
**************
กลิ่นธูปและดอกไม้สีขาวลอยอวลในโบสถ์ที่จัดพิธีไว้อาลัยให้แก่ ลิลลี่ เอร์นานเดซ และโฆษิต ขณะที่เอื้องทราย ยืนนิ่งอยู่หน้าโลงศพของพ่อ ใบหน้าซีดเผือดและดวงตาว่างเปล่า เต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าโศกและความหวาดกลัวต่อความจริงที่เธอได้เห็นในคืนนั้น
คอสโม่ ในชุดสูทสีดำสนิท ยืนอยู่ใกล้โลงศพของน้องสาว เขาดูเย็นชาเกินกว่าเด็กหนุ่มวัยสิบห้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในตระกูลของวิจิตรมานะ เด็กหญิงจึงรวบรวมความกล้า เดินฝ่ากลุ่มคนเข้าไปหาเขา
“พี่โม่... ทรายเสียใจเรื่องลิลลี่... และเรื่องพ่อทรายด้วย” เธอกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
คอสโม่หันมาเผชิญหน้ากับเอื้องทรายอย่างช้า ๆ แววตาของเขาแห้งแล้งและเย็นชาเกินกว่าความทรงจำในอดีต
“ไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นเสียใจ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและไร้ความรู้สึก “คนทรยศอย่างพ่อเธอ ตายๆ ไปซะได้ก็ดี”
“พ่อทราย... พ่อไม่ได้ตั้งใจ... เขา...” เอื้องทรายพยายามแก้ต่างให้พ่อ แต่คำพูดก็ติดอยู่ที่ลำคอ
“เขาคือคนที่วางแผนทุกอย่าง... และเธอคือลูกสาวของเขา” คอสโม่พูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม “ฉันจำคำพูดในโทรศัพท์นั่นได้ขึ้นใจ พ่อเธอสมคบคิดกับคนอื่นเพื่อฮุบสมบัติของตระกูลฉัน”
เขาโน้มตัวลงมาใกล้ พูดกระซิบที่ข้างหูทรายด้วยคำพูดที่รุนแรงที่สุด
“ตั้งแต่วันนี้... เลิกเรียกฉันว่า พี่โม่ซะ” เขาเน้นเสียงทีละคำอย่างเชือดเฉือน “เราจะไม่รู้จักกันอีกต่อไป ถ้าเธอต้องการให้คนในตระกูลเธอปลอดภัย จงหายไปจากชีวิตฉันซะ... ก่อนที่ฉันจะหาตัวเธอเจออีกครั้ง”
คอสโม่เดินจากไป ทิ้งให้เอื้องทรายยืนตัวสั่นอยู่กลางพิธีไว้อาลัย สายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกของเขาในวันนั้น... เจ็บปวดกว่าอุบัติเหตุครั้งไหน ๆ
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ เอื้องทราย ได้พบกับ คอสโม่ เอร์นานเดซ และคำขู่นั้นได้กลายเป็นพันธนาการให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงและรอคอยการกลับมาทวงแค้นของเขา
แสงแฟลชวูบวาบและเสียงดนตรีบีทหนักหน่วงดังกึกก้องไปทั่วฮอลล์จัดแสดงงาน Milan Fashion & High Jewelry Week" ที่มาจัดรอบพรีเมียร์ในนิวยอร์กที่นั่งฟรอนต์โรว์ฝั่งซ้าย เลดี้ลูซี่ ในชุดเดรสเกาะอกสีดำกำมะหยี่เรียบหรู นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม ในฐานะดีไซเนอร์กิตติมศักดิ์ที่ออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันไฮไลต์ของงาน เธอมาเพียงลำพัง แผ่รังสีความเย็นชาและสูงศักดิ์จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่ใช่สปอตไลต์ที่สาดส่อง แต่เป็นสายตาของผู้ชายที่นั่งอยู่ฟรอนต์โรว์ฝั่งตรงข้ามต่างหากคอสมอส เอร์นานเดซ นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่วงท่าของราชสีห์ผู้กุมอำนาจ เขาสวมสูทสีเข้มปลดกระดุมคอเสื้อดูดุดันอันตราย ข้างกายเขามี ไดร่า ฟลอยด์ นั่งควงแขนและซบไหล่อย่างแนบชิดตามประสาตัวเต็งคุณนายมาเฟียตั้งแต่เริ่มงาน คอสมอสแทบไม่ปรายตาดูนางแบบบนรันเวย์เลย นัยน์ตาสองเฉดสีคู่นั้นจดจ้องข้ามฟลอร์มาที่ลูซี่อย่างจาบจ้วง ดุดันและเรียกร้อง สายตาของเขาเหมือนมีอุณหภูมิร้อนจัด ทะลุทะลวงกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างไว้จนมันเริ่มหลอมละลาย‘ทำไมเขาต้องมองเธอแบบนั้น...และทำไมต้องควงผู้หญิงคนนั้นมาเย้ยกัน
เวลา 4 ปีสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับคอสมอสและลูซี่มันคือช่วงเวลาแห่งการเติบโตที่อาบไล้ไปด้วยความเจ็บปวดและการเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาลจดหมายเปื้อนเลือดฉบับนั้นกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งที่มองไม่เห็น ลูซี่ตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง หายไปจากชีวิตของคอสมอสราวกับไม่เคยมีตัวตน ทิ้งให้เด็กหนุ่มที่ตั้งตารอคอยการกลับมาของเธอ ต้องจมอยู่กับคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบจนกระทั่งกาลเวลาพัดพาพวกเขาก้าวเข้าสู่วัย 22 ปีเต็ม วัยผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ แข็งแกร่ง และยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดในวงการของตนเอง***************ณ นครมิลาน ประเทศอิตาลี ศูนย์กลางแฟชั่นและศิลปะของโลกภายในงานกาล่าเปิดตัวเครื่องประดับคอลเลกชันฤดูหนาวที่หรูหราที่สุด สปอตไลต์ทุกดวงจับจ้องไปที่หญิงสาวร่างระหงในชุดราตรีสีดำเรียบหรูที่ขับเน้นผิวขาวจัดของเธอให้โดดเด่น เธอสวมสร้อยคอเพชรทรงหยดน้ำที่งดงามราวกับงานประติมากรรมชิ้นเอกเธอคือ "เลดี้ลูซี่ แห่งราชรัฐเมอร์เวล"ลูซี่ในวัย 22 ปี ไม่ใช่เด็กหญิงขี้แยที่เอาแต่ร้องไห้โทษตัวเองอีกต่อไป เธอเพิ่งคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านการออกแบบเครื่องประดับ จา
แม้ตัวจะห่างไกล แต่หัวใจของ คอสมอส ไม่เคยยอมแพ้ หลังจากแผลที่หลังหายดี เขาเริ่มปฏิบัติการง้อเลดี้ขี้กลัว ด้วยอาวุธที่คลาสสิกที่สุดจดหมายจดหมายฉบับแรกจากคอสมอส คือ กระดาษสมุดฉีก ลายมือโย้เย้ มีรอยลบเยอะมาก"ถึง ยัยเลดี้ขี้แยฉันหายเจ็บแล้วนะ! แผลเป็นเท่มาก เหมือนรอยสักมังกรเลย พ่อบอกว่าลูกผู้ชายต้องมีแผลเป็นถึงจะหล่อ เธอไม่ต้องร้องไห้แล้วนะป.ล. วาดรูปมาให้ดู ฉันวาดรูปเธอตอนตกสไลเดอร์ด้วย ตลกชะมัด ฮ่าๆๆ"(แนบรูปวาดสีเทียน: เด็กผู้หญิงใส่กระโปรงบาน กลิ้งหลุนๆ เป็นก้อนกลมๆ)จดหมายตอบกลับจากลูซี่ (กระดาษเขียนจดหมายกลิ่นกุหลาบ ลายมือบรรจง)"ถึง นายองครักษ์หน้ามึนใครขี้แยยะ! ฉันแค่ฝุ่นเข้าตาต่างหาก! แล้วรูปวาดนั่นมันอะไร ฉันสวยกว่านั้นตั้งเยอะ!ฉันส่งช็อกโกแลตจากเมอร์เวลไปให้ กินให้อ้วนไปเลยนะ จะได้กลิ้งแทนเดิน!"ช่วงอายุสิบสองปีคอสมอสเลือกส่งพัสดุไปแทน เป็นกล่องพัสดุขนาดกลาง ภายในมีรูปถ่ายโพลารอยด์หลายใบรูปแรกของคอสมอสในวัยสิบสองเริ่มสูงและหล่อเข้ม ยืนเก๊กท่าคู่กับ โซล่าร์และสกาย ที่โตเป็นหนุ่มสาวน้อยหน้าตาดี ที่ทะเลภูเก็ตในเมืองไทย รูปที่สองคือภาพต้มยำกุ้งหม้อไฟฟือดๆ และรูปสุดท้ายภาพคอ
หนึ่งเดือนผ่านไปบาดแผลทางกายของคอสมอสเริ่มสมานตัวจนเกือบหายดี เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นแนวยาวกลางแผ่นหลัง ที่จะเป็นเครื่องเตือนใจถึงวีรกรรมความกล้าหาญไปตลอดชีวิตแต่บาดแผลทางใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ กลับดูเหมือนจะหายช้ากว่านั้นมาก...ณ คฤหาสน์เอร์นานเดซ บรรยากาศที่เคยสดใสกลับดูเงียบเหงาลงถนัดตา แม้จะมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของ สเตลล่า และน้องแฝด โซล่าร์-สกาย คอยสร้างสีสัน แต่สำหรับคอสมอส โลกของเขาเหมือนขาดสีชมพูบานเย็นที่คุ้นเคยไปเด็กชายนั่งมองตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวเก่าๆ ที่ลูซี่ลืมทิ้งไว้ในสวนวันนั้น เขากอดมันไว้แน่น นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน"ยัยเลดี้... ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ จะมีใครคอยรับตอนตกสไลเดอร์ไหม"*****************ณ ปราสาทหินเก่าแก่ท่ามกลางหุบเขาและสายหมอกของราชรัฐเมอร์เวลเลดี้ลูซี่ ในวัย 5 ขวบ นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ มองสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย อากาศที่นี่หนาวเย็นจับใจ ต่างจากแสงแดดอุ่นๆ ที่ลาสเวกัสลิบลับเธอกลับมาเป็นเลดี้ผู้เพียบพร้อมอีกครั้ง สวมชุดกระโปรงลูกไม้สวยงาม เรียนมารยาท เรียนดนตรี แต่แววตาที่เคยเป็นประกายมั่นใจกลับหม่นหมองลงทุกครั้งที่หลับ
Ulasan-ulasan