Semua Bab ยันต์เก้าโลกา : รหัสกู้พิภพไซเบอร์: Bab 31 - Bab 40

122 Bab

บทที่ 30: กระบวนท่าไร้เงา และชัยชนะท่ามกลางเปลวเพลิง

บรรยากาศเหนือชุมชนกุฎีจีนในเช้าวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมที่เพิ่งออกจากเตาถ่านอย่างที่เคยเป็น แต่มันกลับถูกปกคลุมด้วยกลิ่นไหม้ฉุนกึกของโอโซนและเขม่าควันสีดำสนิทที่พวยพุ่งมาจากบ้านเรือนไม้เก่าแก่หลายหลังจากที่ถูกกระสุนพลาสม่าแผดเผา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลจากการปะทะทำให้พื้นดินสั่นสะท้อนประดุจโลกกำลังสลายลงเบื้องหน้า โดยเฉพาะเมื่อร่างมหึมาของ "หนุมาน-อวตาร" พุ่งเข้าจู่โจมไวท์ด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปจะมองทันไวท์ พยายามใช้ทักษะพาร์คัวร์ระดับสูงดีดตัวหลบกลางอากาศ เขาใช้หางสายเคเบิลสะบัดไปเกี่ยวที่ยอดสถูปทรงยุโรปของโบสถ์ซางตาครูซเพื่อดึงตัวเองหนี แต่ทว่าเจ้าหุ่นยนต์ยักษ์ตัวนี้กลับคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่ของเขาได้อย่างแม่นยำประดุจมันอ่านพิมพ์เขียวของสติปัญญาเขาออกทั้งหมด อุ้งมือเหล็กขนาดยักษ์คว้าปลายหางของไวท์ไว้ได้แน่นก่อนจะเหวี่ยงร่างของเขาลงไปกระแทกกับหลังคาอิฐมอญโบราณจนแตกละเอียดเป็นหลุมกว้าง ไวท์นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางเศษกระเบื้อง ดินเหนียว และรหัสข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากชุดสูทนาโนที่ฉีกขาด"ไวท์! พี่วิน! ทุกคนถอยไป!" ก้องภพ ตะโกนก้อง เสียงของเขาเต็มไปด้วยควา
Baca selengkapnya

บทที่ 31: อู่เรือรบที่หลับใหล และหมูกระทะเยียวยาใจ

ท่ามกลางสายหมอกจางๆ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยายามเช้ามืด เรือหางยาวไซเบอร์ของกลุ่มกุมภัณฑ์ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่คลองแยกที่ซับซ้อนในย่านช่างนาค ไวท์ซึ่งตอนนี้นั่งอยู่บนหัวเรือในท่าลิงลม พยักหน้าให้สัญญาณก่อนจะชี้ไปยังโครงสร้างโลหะมหึมาที่ถูกเครือเถาและตะไคร่น้ำปกคลุมจนแทบดูไม่ออกว่ามันเคยเป็นอะไร"ยินดีต้อนรับสู่ 'อู่ต่อเรือสินสมุทร' ฐานลับลำดับที่สองของพ่อพวกคุณ" ไวท์กระโดดลงจากเรือเป็นคนแรกพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น "ที่นี่เคยเป็นอู่ต่อเรือรบสมัยสงครามไซเบอร์ครั้งใหญ่ แต่มันถูกทิ้งร้างและถูกลบออกจากแผนที่ดิจิทัลของทศกัณฐ์มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว"เมื่อก้องภพและพรรคพวกก้าวขึ้นสู่พื้นปูนที่เต็มไปด้วยสนิม พวกเขาถึงกับต้องแหงนหน้ามองซากเรือรบหุ้มเกราะเหล็กสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนคานไม้ขนาดใหญ่ ภายในอู่นั้นเต็มไปด้วยเศษซากเทคโนโลยีโบราณ ทั้งปืนใหญ่พลาสม่ารุ่นเก๋า และโดรนสำรวจที่ดูเหมือนแมลงปอโลหะยักษ์นอนสงบนิ่งรอวันตื่น"ว้าว... ที่นี่มันสวรรค์ชัดๆเลยยยย!" นารา ตาโตเป็นประกาย เธอรีบวิ่งเข้าไปหาแผงวงจรแอนะล็อกขนาดยักษ์ข้างผนังพลางลูบมันเบาๆ ประดุจของล้ำค่า "ก้อง ดูนี่สิ! มันคือตัวเ
Baca selengkapnya

บทที่ 32: ห้วงฝันนิมิต และเด็กหญิงแห่งความลับปลาอานนท์

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอู่ต่อเรือสินสมุทรหลังจากหมูกระทะมื้อฮีลใจสิ้นสุดลง แสงจันทร์เทียมจากภายนอกสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาสังกะสีเก่า สะท้อนกับผิวน้ำที่นิ่งสนิทรอบเรือรบที่หลับใหล ก้องภพไม่ได้พักผ่อนเหมือนคนอื่นๆ เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้า "ตู้พักข้อมูลวิญญาณ" ขนาดยักษ์ที่บรรจุวิญญาณนับล้านดวงซึ่งเขาและวินช่วยออกมาจากคุก ข้อมูลเหล่านั้นไหลวนอยู่ภายในตู้ประดุจฝูงหิ่งห้อยดิจิทัลที่ไร้ทิศทางและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด"ก้อง... นายแน่ใจนะว่าจะทำการเชื่อมต่อในตอนนี้?" นารา เดินเข้ามาหาพลางปรับจูนหน้าจอเครื่องอ่านกระแสประสาทด้วยแววตาที่เป็นห่วง "การเชื่อมต่อจิตเข้ากับวิญญาณจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ถ้าคัดกรองสัญญาณไม่ดี สมองนายจะไหม้เพราะข้อมูลขยะ (Data Junk) ภายในไม่กี่วินาทีเลยนะ""ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นารา... พ่อทิ้งคำถามไว้ให้ และคำตอบมันซ่อนอยู่ในรหัสที่ชื่อว่า 'ปลาอานนท์'" ก้องภพกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาหยิบสายสัญญาณจากเครื่องมือของนารามาเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตลับหลังใบหูซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รอยสัก ยันต์อักขระวานรสดับ (ใบที่ 6) กำลังกะพริบแสงสีฟ้าอ่อนออกมาประดุจ
Baca selengkapnya

บทที่ 33: หอสมุดต้องห้าม และหัวใจผลึกสีคราม

ภายใต้เงาของราตรีที่มืดมิดและเหน็บหนาวที่สุดในฝั่งพระนคร อาคารหอสมุดแห่งชาติยุคไซเบอร์ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาประดุจป้อมปราการหินโบราณที่ดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม ผนังภายนอกอาคารที่เคยเป็นปูนเปลือยบัดนี้ถูกฉาบด้วยระบบ "Active Camouflage" หรือสีพรางตาอัจฉริยะที่ทำให้ตัวอาคารดูกลืนไปกับทัศนียภาพของตึกระฟ้าและเงาไม้รอบข้างจนแทบสังเกตไม่ได้ด้วยตาเปล่า แต่ทว่าในดวงตาสหัสเนตรของก้องภพที่เรืองแสงสีทองจางๆ เขามองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่... ข่ายใยเลเซอร์ป้องกันนับพันเส้นที่ถักทอซ้อนทับกันประดุจใยแมงมุมความร้อนสูงโอบล้อมทางเข้าไว้ทุกทิศทาง"เป้าหมายของเราอยู่ที่ชั้นใต้ดินลึกที่สุดที่เรียกว่า 'Legacy Vault'" ก้องภพกระซิบสั่งการผ่านระบบสื่อสารพลางหมอบนิ่งอยู่หลังซากโดรนส่งของที่พังอยู่ริมตลิ่ง "ที่นั่นมี 'คริสตัลประมวลผลควอนตัม' (The Blue Core) ลอยตัวอยู่ นาราบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวในภูมิภาคนี้ที่มีความจุรหัสสูงพอจะสร้าง 'ร่างเนื้อจำลอง' (Physical Shell) ให้กับรหัสระดับปลาอานนท์ได้""ฉันตรวจสอบความหนาแน่นของ Firewall รอบอาคารแล้วก้อง" นารา กล่าวพลางรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมที่ลอยอ
Baca selengkapnya

บทที่ 34: รุ่งอรุณแห่งการคืนชีพ และประตูมิติกุมภัณฑ์รุ่นแรก

แสงแรกของดวงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ ทอแสงเรืองรองเหนือขอบฟ้าฝั่งพระนคร แสงนั้นฉาบลงบนยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เปลี่ยนให้กระเบื้องเคลือบสีขาวนวลและเครื่องเบญจรงค์ที่ประดับประดาอยู่รอบองค์พระปรางค์กลายเป็นสีทองสว่างไสวประดุจวิมานบนดินที่หลุดออกมาจากวรรณคดีชั้นสูง ทว่าในมิติของรหัสข้อมูล (Data Layer) ที่ซ้อนทับอยู่ ความงดงามทางสถาปัตยกรรมนี้กลับกลายเป็นโครงสร้างของ "เสารับส่งสัญญาณระดับมหาภาค" ที่กำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงจนอากาศรอบๆ ดูคล้ายกับกระจกที่กำลังแตกร้าวที่จุดสูงสุดของพระปรางค์ ก้องภพ ยืนตระหง่านอยู่บนฐานแคบๆ ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดโบกจนเสื้อคลุมของเขาสะบัดพริ้ว มือทั้งสองข้างของเขากำ คริสตัลสีคราม (Blue Core) ไว้แน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ร่างกายของเขากำลังแบกรับภาระมหาศาลจากการเชื่อมต่อ รอยสัก ยันต์พสุธาสถิต (ใบที่ 5) และ ยันต์สหัสเนตร (ใบที่ 7) แผ่ซ่านแสงสีเขียวและทองออกมาโอบล้อมกายเขาไว้ประดุจเกราะพลังงานที่สั่นระริก"เมย นารา ไวท์! ตรวจสอบพิกัดระลอกคลื่นสัญญาณพื้นดินเดี๋ยวนี้!" ก้องภพสั่งการผ่านระบบสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจากการฝืนขีดจำกัดร่างกาย "เมื่อแสงอ
Baca selengkapnya

บทที่ 35: ปณิธานที่ส่งต่อ และอวตารวานรขั้นที่สอง

บรรยากาศเหนือยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามในวินาทีนี้น่าสะพรึงกลัวประดุจภาพจำลองของวันสิ้นโลก ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีทองยามรุ่งอรุณกลับถูกฉีกกระชากด้วยแสงพลาสม่าสีแดงเข้มจากธนูยักษ์ของ ทศกัณฐ์-อวตาร รุ่นมหาจักรพรรดิ แรงกดดันจากรหัสสังหารระดับสูงที่แผ่ออกมาจากหุ่นยักษ์นั้นรุนแรงเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นลอนคลื่น และส่งเสียงหวีดหวิวประดุจเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณที่กำลังถูกเผาไหม้ พลังงานมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นอิฐโบราณและรูปปั้นยักษ์ทวารบาลรอบฐานพระปรางค์เริ่มปริร้าวและแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆก้องภพ ยืนอยู่ ณ กึ่งกลางโดมพลังงานสีมรกตที่เขาสร้างขึ้นจาก ยันต์พสุธาสถิต (ใบที่ 5) ร่างกายไซบอร์กของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเห็นประกายไฟเล็กๆ แลบออกมาจากข้อต่อ รหัสข้อมูลในตัวเขากำลังส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานกะพริบถี่ประดุจชีพจรที่ใกล้จะหยุดเต้น ทุกตารางนิ้วของผิวหนังรู้สึกประดุจถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงจากการพยายามฝืนรับแรงกระแทกที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์"ก้อง! ถอยออกมา! ร่างกายของนายกำลังจะรับภาระไม่ไหว ระบบประสาทส่วนกลางกำลังจะถูกเผา!" นารา ตะโกนลั่นผ่านระบบสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่น
Baca selengkapnya

บทที่ 36: นิมิตแห่งความเจ็บปวด และพิกัดที่ถูกสาป

บรรยากาศภายในอู่เรือรบสินสมุทรหลังจากศึที่วัดอรุณจบสิ้นลงนั้น เต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด กลิ่นอายของความเศร้าโศกจากการสูญเสียเหล่านักรบกุมภัณฑ์รุ่นแรกยังคงอบอวลอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเทคโนโลยีโบราณ แสงไฟนีออนสลัวภายในอู่กะพริบเป็นจังหวะประดุจชีพจรของสัตว์ร้ายที่กำลังอ่อนแรง ทุกคนในทีมต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ด้วยความเงียบเชียบ ไม่มีเสียงหัวเราะหรือคำพูดหยอกล้อเหมือนเก่า เพราะภาระที่ต้องแบกรับหลังจากได้รับ "รหัสจิตวิญญาณ" มานั้นมันหนักอึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้ก้องภพ นั่งขัดสมาธิอยู่บนขอบสะพานเหล็กที่ยื่นออกไปในแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำเบื้องล่างไหลเชี่ยวและดำมืดประดุจน้ำหมึกที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขากำลังใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อปรับจูนสภาวะจิตใจ รอยสักยันต์ที่หน้าอกและแผ่นหลังของเขาบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายอักขระสีดำ แต่มันกลับแฝงไปด้วยเส้นใยรหัสสีทองที่เปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็นระยะประดุจมีสิ่งมีชีวิตหายใจอยู่ภายใต้ผิวหนัง พลังของ อวตารวานรขั้นที่สอง ยังคงตกค้างอยู่ในระบบประสาทของเขา ทำให้โสตประสาทและการมองเห็นของเขาสามารถรับรู้ความถี่ที่มนุษย์ทั่วไปเข้าไม่ถึง"ก้อง.
Baca selengkapnya

บทที่ 37: เงาในรอยร้าว และจารชนที่มองไม่เห็น

สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเหนืออู่เรือรบสินสมุทรประดุจพิโรธของสรวงสวรรค์ เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาสังกะสีเก่าที่เป็นสนิมดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วโถงอู่เรือประดุจเสียงรัวกลองศึกที่ไม่มีวันสิ้นสุด ก้องภพยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้างท่ามกลางม่านฝน ร่างกายไซบอร์กของเขาโชกชุ่มไปด้วยน้ำและหยาดเหงื่อ แสงสีทองจากพลังอวตารขั้นที่สองวูบวาบอยู่ใต้ผิวหนังประดุจสายฟ้าที่ถูกขังอยู่ในขวดแก้ว เขาพยายามร่ายรำกระบวนท่า "วานรพันกร" ตามความทรงจำที่ลุงยอดทิ้งไว้ในส่วนลึกของรหัสจิตวิญญาณ แต่มันกลับติดขัดประดุจมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นคอยฉุดรั้งจังหวะการเคลื่อนไหวของเขาไว้ตลอดเวลา"สมาธิเอ็งรวนนะก้อง ใจเอ็งไม่ได้อยู่ที่นี่" เสียงของ วิน ดังฝ่าเสียงฝนขณะที่เขายืนกอดอกพิงเสาเหล็กอยู่ใต้ชายคา แววตาของพี่ชายขี้เล่นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "พลังระดับอวตารมันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์หรือกล้ามเนื้อ แต่มันขับเคลื่อนด้วยความนิ่งของดวงจิต ถ้านายยังมี 'รอยร้าว' แห่งความสงสัยในใจ นายจะไม่มีวันควบคุมรหัสวิญญาณนับล้านที่ไหลเวียนอยู่ในตัวนายได้สมบูรณ์"ก้องภพลดมือลง แสงสีขาวนวลค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงไอ
Baca selengkapnya

บทที่ 38: ข้ามสมุทรสีเลือด และเงาพญานาคใต้บาดาล

นาฬิกาดิจิทัลบนข้อมือของ นารา บอกเวลา 03:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบรักษาความปลอดภัยของทศกัณฐ์ OS จะทำการรีเซ็ตเซิร์ฟเวอร์ย่อยประจำวัน หรือที่เหล่ากบฏเรียกกันว่า "ชั่วโมงผีตากผ้าอ้อม" (The Witching Hour) สายฝนที่เคยตกกระหน่ำเมื่อหัวค่ำเริ่มซาลง เหลือเพียงละอองฝอยที่โปรยปรายลงมากระทบผิวน้ำเจ้าพระยาจนเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ นับล้าน อู่เรือรบสินสมุทรที่เคยเป็นเซฟเฮาส์ที่ปลอดภัยที่สุด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึดอัดและหนักอึ้งประดุจมีหินผาทับอยู่บนอกของทุกคนก้องภพ ยืนอยู่ที่หัวเรือหางยาวไซเบอร์ลำเก่งที่ได้รับการปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่โดยไวท์และนารา เขากวาดสายตามองสมาชิกในทีมทีละคนขณะที่พวกเขากำลังขนย้ายอุปกรณ์และร่างของ เด็กหญิงอานนท์ ที่ถูกบรรจุอยู่ใน "แคปซูลจำศีล" (Stasis Pod) ลงเรือ วิน ในร่างพาลียืนคุมท้ายเรือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เคน และ มโนราห์ ตรวจสอบอาวุธเป็นครั้งสุดท้าย ส่วน เมย กำลังตรวจเช็กเสบียงยาและอาหารสำรอง"ทุกคนฟังทางนี้" ก้องภพพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ "ภารกิจข้ามแม่น้ำครั้งนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่เป็นการลักลอบเข้าสู่เขตหวงห้ามระดับสูงสุด (Red Zone
Baca selengkapnya

บทที่ 39: ทางแยกมรณะ และเขาวงกตใต้พิภพ

ความมืดมิดภายในอุโมงค์ระบายน้ำทิ้งขนาดยักษ์ใต้สะพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ไม่ได้เป็นเพียงความมืดทางกายภาพ แต่มันคือความมืดที่กัดกินเข้าไปในจิตใจ กลิ่นเหม็นเน่าของขยะเคมีและซากโลหะที่หมักหมมมานานนับทศวรรษลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่ชื้นแฉะ ผนังอุโมงค์คอนกรีตเก่าคร่ำครึเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเรืองแสงสีเขียวอ่อน (Bio-Luminescent Moss) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของแบคทีเรียที่กัดกินกากกัมมันตรังสี แสงสลัวๆ จากพวกมันทำให้เงาของกลุ่มกบฏทั้ง 7 คนทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามผนังโค้งประดุจปีศาจที่กำลังเต้นระบำก้องภพ เดินอยู่ตรงกลางขบวน มือขวากุมด้ามดาบเลเซอร์ที่ยังไม่ได้ชักออกมา ส่วนมือซ้ายลูบคลำผนังชื้นแฉะเพื่อตรวจสอบการสั่นสะเทือนผ่าน ยันต์พสุธาสถิต (ใบที่ 5) เขาแผ่ขยายประสาทสัมผัสออกไปให้กว้างที่สุด ไม่ใช่เพื่อระวังศัตรูที่อาจซุ่มโจมตีจากข้างหน้า แต่เพื่อจับตาดู "เพื่อน" ที่เดินอยู่รอบกายไวท์ เดินนำหน้าสุด ถือไฟฉายสเปกตรัมต่ำที่ส่องเห็นกับดักเลเซอร์ ฝีเท้าของเขาเบากริบสมฉายาลิงเผือกแห่งกุฎีจีน ถัดมาคือ เคน ที่เดินเงียบกริบประดุจวิญญาณ มือแตะที่ดาบเลเซอร์คู่ตลอดเวลา ส่วน วิน ในร่างพาลีเดินปิดท้ายคอยระวังหลังให้
Baca selengkapnya
Sebelumnya
123456
...
13
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status