นั่นคือคำกล่าวแรกหลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอจากจ้าวจวินข่ายที่ขออนุญาตดูบาดแผลของหวังลี่จูแล้วพลันใจหายกับร่องรอยแผลเป็นที่นางจะต้องคว้านเอาเนื้อที่ถูกพิษทิ้งเพื่อจะรักษาแขนข้างซ้ายไม่พอ หากตัดเนื้อส่วนนั้นทิ้งไปไม่ทันแม้แต่ชีวิตของนางก็ที่จะอยู่รอดมาถึงวันนี้เกรงว่าจะยากแล้ว“เพียงแผลเป็นเล็กน้อย ฝ่าบาทอย่าได้ทรงว้าวุ่นพระทัยเพคะ”ระหว่างที่นางกับจ้าวจวินหลางเปลี่ยนมาเป็นควบขี่อาชาแทนการนั่งรถม้าตามความประสงค์ของฮ่องเต้หนุ่มที่ส่งคนไปแจ้งก่อนขบวนของเป่ยหนิงอ๋องจะมาถึงเมืองหลวงได้สองวัน พร้อมกับการส่งหวังลี่เจินให้เดินทางร่วมขบวนผ่านเข้าประตูเมืองมาก็ทำให้หวังลี่จูและหวังลี่เจินต่างคิดตรงกันราวกับนัดว่าพวกตนสองพี่น้องตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดแล้ว… เพราะเหตุใดจึงคิดเช่นนั้นน่ะหรือ? …ก็เพราะผู้คนมากมายที่เป็นชาวเมืองโยวโจวในวันนี้ผิดไปจากที่พวกนางเห็นยามเมื่อนั่งเกี้ยวหลังโตวนรอบเมืองหลวงเมื่อราวสองปีกว่าในอดีตราวกับหลังเท้า เพราะในวันนั้นพวกนางเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่บังเอิญโชคดีถูกหลิวไทเฮาเมตตาจึงได้ตำแหน่งหมิงเยว่และหมิงหวางกงจู่หากแต่วันนี้เสียงชื่นชมแซ่ซ้องจนพวกนางยังหูอื้อตาลาย
Read more