LOGINไม่มีสามีไม่ถึงตายแต่หากไม่มีเงินซื้อข้าวกินนั่นต่างหากที่จะต้องตายจริงๆ สามีไม่มีแล้วอย่างไร ผู้ใดสนใจกันเล่าขอเพียงมีบ้านให้นอนอุ่นมีข้าวให้กินอิ่มเท่านี้ข้ากับน้องก็พึงใจที่สุด!
View Moreอาณาจักรโยวโจวรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งเพาะปลูกอาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมไปจนถึงข้าวสาลี ผักนานาชนิดกับผลไม้มากมายล้วนมีรสชาติดีกว่าอาณาจักรใกล้ชิดติดกัน เรียกได้ว่าโยวโจวเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชนชาติต่างเผ่าพันธุ์และต่างดินแดน ซึ่งนอกจากดินดีที่เป็นสวรรค์ประทานให้แก่ชาวโยวโจวแล้ว กองกำลังทหารของดินแดนนี้ก็ยังกล้าแกร่งมากอีกด้วย จนดินแดนข้างเคียงไม่กล้าหาญชาญชัยมารุกรานโยวโจวทั้งสิ้น
เพราะมีทั้งกองสอดแนมที่การข่าวแม่นยำ ไหนจะยังมีแนวหน้านักรบเดนตายไปจนถึงทหารม้าที่กล้าเผชิญศึกปกป้องชายแดนอย่างไม่กลัวตาย หรือห่วงชีวิตจนได้สมญานามทหารม้าปีศาจทมิฬแห่งค่ายเป่ยหนิง ดังนั้นหลายร้อยปีมาแล้วที่ไม่เคยบังเกิดศึกใหญ่ให้ชาวประชานั้นต้องเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าเช่นดินแดนใกล้ชิดติดกัน การค้าขายรุ่งเรืองการปกครองย่อมรุ่งโรจน์ แผ่นดินโยวโจวปกครองโดยสกุลจ้าวยาวนานมาเกินพันปี แล้วในรุ่นของจักรพรรดิลำดับที่สามร้อยเก้าสิบเก้านี้ก็ปกครองโดย ‘จ้าวจวินข่าย’ และมีชินอ๋องซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ร่วมบิดามารดาเดียวกันนามว่า ‘จ้าวจวินหลาง’ ช่วยปกครองแคว้นหัวเมืองสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่เป็นรองก็แค่เพียงเมืองหลวงเช่นแคว้น ‘เป่ยหนิง’ ซึ่งนับจากอดีตฮ่องเต้จากไปได้สามฤดูหนาว ไทเฮา ‘หลิวรุ่ยเซียง’ ก็เศร้าโศกไม่หายจึงมักขึ้นเขาไปไหว้พระสวดมนต์ถือศีลกินผักอยู่บ่อยครั้งดังเช่นในวันนี้องค์ไทเฮาแห่งโยวโจวก็แต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่าย
ทว่าถึงจะเรียบง่ายเพียงใด แต่เนื้ออาภรณ์นั้นก็เป็นผ้าไหมอย่างดี กำไลและแหวนหยกเนื้อดีที่สวมพร้อมด้วยสร้อยคอไข่มุกสีชมพูสวยก็ช่างล่อตาลวงใจเหล่าขโมยร้ายที่มักจะมาคอยแอบซุ่มซ่อนตัวเพื่อในวันใดวันหนึ่งสบโอกาสเหมาะที่จะพบเข้ากับเหล่าบรรดาฮูหยินฐานะดีให้พวกมันทั้งสองคนได้แอบไปดัก ‘ปล้นทรัพย์’ ระหว่างทางลงเขาอย่างเช่นที่พวกมันทำมาแล้วแทบจะทั่วทุกวัดทุกอารามใหญ่น้อยทั้งมหานครโยวโจว เพราะกลัวจะถูกจับได้นั้นเอง ด้วยเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ทำให้พวกมันเลือกที่จะเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้ ‘เหยื่อ’ ของมันดู ‘คุ่มค่า’ ให้พวกมันลงมือแล้วย้ายหนีไปหากินยังถิ่นอื่นบ้างจวบจนเรื่องราวเงียบมันค่อยกลับมาหากิน ‘ในถิ่นเก่า’ อีกครั้ง พวกมันทำมานับห้าสิบดคีแล้วแต่ทางการก็คว้าได้เพียง ‘ลม’ เท่านั้นหึ!
“เจ้าเลือกนางแน่หรืออาว่อง”
เจ้าคนที่ติดฝิ่นจนกายผ่ายผอมหันไปสอบถาม ‘สหาย’ ร่วมอาชีพ ซึ่งเจ้าของนามว่า ‘ว่อง’ ก็เพียงพยักหน้าจากนั้นก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์ขบวนสตรีสามคนกับบุรุษอีกสองคนไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งคงเป็นความจริงแล้วหากฮ่องเต้จ้าวจวินข่ายและชินอ๋องจ้าวจวินหลางนั้นไม่ทราบการหลบหนีของไทเฮาขึ้นมายังอารามไห่เหมี่ยวแห่งนี้ หาไม่เพียงโจรกระจอกเพียงสองคนย่อมไม่พ้นฝีมือและสายตาของเหล่าองครักษ์ทั้งหลายเป็นแน่!
ทว่าช่างโชคร้ายอย่างยิ่งไทเฮามีเพียงนางกำนัลใกล้ชิดกับขันทีซึ่งมีวรยุทธ์เพียงขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นจึงกลายเป็น ‘เหยื่อ’ เนื้อหวานให้แก้เจ้าคอฝิ่นทั้งสองทันที...
“หากไม่สะดวกใจจะตอบก็เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะก็พอลี่เจิน” เพราะนางดูลำบากใจอาจจะขัดเขินเขาจึงหาทางออกให้อีกฝ่าย ซึ่งคราวนี้จ้าวจวินข่ายนั้นคาดเดามิผิดไปเพราะหวังลี่เจินหนึ่งเขินอาย และสองกำลังสับสน กับสามนางตกใจที่ไม่ทันตั้งสติกลับถูกบุรุษสารภาพความในใจ นางไม่เป็นลมไปก็ดีเท่าใดแล้ว“ดะ...ได้เพคะ...อีกสามปีหม่อมฉันจะให้คำตอบแก่ฝ่าบาท แต่เวลาสามปีนี้หม่อมฉันจะขอ ‘ปลูกผักขายอยู่ท้ายจวนท่านอ๋อง’ รอให้ฝ่าบาทได้พิสูจน์ความจริงใจนะเพคะ”ในเมื่อเขากล้าจะสารภาพนางเองจะไม่ยอมเสียหน้าทำตนเป็นคนไร้คุณธรรมและใจคับแคบไม่เปิดใจ จึงรับปากออกไป นางเขินอายนั่นช่างมัน แต่เรื่องใดที่ตัดสินใจนางจะไม่ปิดปากจึงตอบไปชัดเจน“ข้าจะไม่ย่อท้อกับโอกาสที่เจ้ามอบให้”อ้อมแขนกำยำกอดรัดกายอรชรแน่นขึ้นอีกสองส่วน ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้หวังลี่จูถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างน้อยสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดก็ไม่เสียเปล่าแล้ว“สบายใจแล้วก็กลับไปนอนกันเถิด”จ้าวจวินหลางที่ตามใจภรรยายอมให้นางแอบตามมาดูผลงาน ครั้นเห็นภาพนั้นเช่นกันจึงเอ่ยชวนอีกฝ่ายกลับไปใช้ช่วงเวลาส่วนตัวด้วยกันสักครา เพราะทราบดีบัดนี้หวังลี่จูปลอดโปร่งโล่งใจแล้ว“ข
‘ข้าซาบซึ้งกับความรักและอีกหลายสิ่งในชีวิตก็เพราะเสด็จแม่และพี่ใหญ่ เช่นนี้จึงไม่เคยหลงเหลือความโกรธเคืองหรือน้อยใจอีกแล้ว’นั่นคือสิ่งที่จ้าวจวินหลางเอ่ยกับเขาเมื่อถามกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่างพี่น้องว่าอีกฝ่ายโกรธเคืองเขาหรือไม่ที่ทำเช่นนั้นลงไป เวลาและความทุกข์ช่างทำให้คนเราเติบโตได้จริงดังที่พระมารดาเคยกล่าวไว้จริงแท้ฝ่ายหวังลี่เจินถึงกับเสียกิริยาเพราะมิคาดว่าคนเช่นบุรุษตรงหน้าจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาจนนางไปต่อไม่ถูกเช่นนี้จะร้ายกาจเข้าใส่เช่นที่ผ่านมานางย่อมมิกล้า แต่จะให้นางคิดดีทำดีกับอีกฝ่ายนั้นกลับลังเล จะทำอันใดก็ไม่ถูกแล้วจริง ๆ ในยามนี้ เรียกว่ายืนเป็นบื้อเป็นใบ้ไปครู่คงถูกต้องที่สุด“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าวกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”พอตั้งสติได้หวังลี่เจินจึงได้เอ่ยถามออกไป เขามาดีนางจะร้ายกาจคืนกลับไปย่อมมิได้ สาวน้อยจึงต้องกล่าววาจานุ่มนวลและมีเหตุผลคืนกลับไป เช่นไรหวังลี่จูก็อบรมเด็กสาวมาดีถึงจะชิงชังหรือโกรธเคือง แต่ถ้าอีกฝ่ายมาดีด้วยนางย่อมต้องดีตอบสนองคืนกลับไปเช่นกัน“ไปคุยกันตรงนั้นเถิด” จ้าวจวินข่ายชี้มือไปทางศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมบึงบัวในอุทยานหลวงแล้วออกเดินนำหน้าไปก่อน ซึ
ตอนที่ 55สายลมยามค่ำพัดรวยรินหลังจากร่วมกินข้าวกับพี่สาวกับพี่เขยและพูดคุยจนเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวช่วยเหลือตนเองเรียบร้อย หวังลี่เจินก็ขอเดินกลับตำหนักของตนเองแทนการนั่งรถม้า เพราะอยากคิดทบทวนถึงสิ่งที่พี่สาวแนะนำกับนางมา‘วันนี้เจ้ายังเยาว์ยิ่งนัก จงอย่าเพิ่งตัดสินใจอันใดเลยให้เวลากับตนเองอีกหน่อยเถิดนะเจินเจิน’หวังลี่เจินคิดไปถึงประโยคสุดท้ายพี่สาวที่เอ่ยตักเตือนเมื่อตนเองกล่าวไปว่าคงยากที่จะทำใจร่วมชีวิตกับบุรุษเจ้าเล่ห์ดังจิ้งจอกเก้าหางที่ส่งพี่สาวของตนเองไปลงสนามที่โอกาสรอดชีวิตมีเพียงสามในสิบส่วนไปได้ แต่พี่สาวของนางกลับกล่าวให้นาง ‘ให้โอกาสตนเองได้เลือก’ในวันที่เติบโตกว่านี้‘แต่เขาไม่สมควรได้รับโอกาสนั้นสักเพียงนิดเดียวนะพี่สาว’ นางจำได้ว่าตนเองแย้งไปเช่นนั้น แต่คนซึ่งเติบโตมาก่อนนางกลับแย้มยิ้มใจเย็นแล้วค่อย ๆ อธิบายจนนางพูดอันใดไปออกอีก‘พี่สาวมิเคยกล่าวว่าให้เจ้าไปให้โอกาสผู้อื่นแม้เพียงครึ่งคำ แต่ที่บอกนั้นล้วนให้เจ้าให้โอกาสตนเองต่างหากเด็กโง่’ นึกมาถึงประโยคนั้นหวังลี่เจินจึงค่อยได้คิดว่าทั้งสิ้นพี่สาวไม่เคยคิดน้อยเลยสักครั้งสำหรับอนาคตของนาง ตรงกันข้ามหวังลี่จูคิดและวา
จ้าวจวินหลางจับมือเรียวที่กำลังใช้ผ้าขัดผิวตรงแขนแกร่งของตนเองให้หยุดทุกสิ่งเพื่อจะได้ฟังเขาให้ชัดเจน อยากกล่าวเพียงครานี้หนึ่งครั้งจบสิ้นไร้ข้อกังขาต่อเรื่องหลวนจิ้งอวี่อีก“กับหลวนจิ้งอวี่มันคือ ‘แผน’ เท่านั้น หาได้มีเรื่องหัวใจมาผูกพัน แต่สำหรับเจ้า…ทั้งหัวใจทั้งชีวิตข้าที่เหลือจนสิ้นใจขอมอบให้หวังลี่จูเท่านั้น”ขณะที่เขากล่าววาจานั้น จ้าวจวินหลางก็ขยับให้มือเรียวไปทาบอยู่ในจุดที่ภายในมีหัวใจเต้นจังหวะมั่นคงพร้อมมืออีกข้างจับปลายคางเรียวให้อยู่ในระดับที่จะมองประสานสายตากับเขาได้พอดี…ตึก ๆ…หัวใจของหวังลี่จูเต้นระรัวเพราะความจริงจังนั้นนางสัมผัสมันได้ทั้งจากแววตาและน้ำเสียง“เช่นที่ข้าเคยบอกแก่เจ้าไปแล้ว สำหรับนางคือ ‘หน้าที่’ แต่กับเจ้านั้น ‘หัวใจ’ ถึงข้ามิใช่บุรุษที่ดีแต่อันใด หน้าที่กับหัวใจข้าแยกออกจากกันชัดเจน และจะไม่มีวันโกหกเด็ดขาด”จ้าวจวินหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น แต่ก็ยังคงกล่าวออกมาด้วยความเนิบช้าไร้กิริยาล้อเล่นผิดไปจากปกตินิสัยของเขาไปจนสิ้น ท่านอ๋องหนุ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดของสกุลหลวนกับความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง เขาเล่าช้า ๆ เล่าอย่างละเอียดจนหวังลี่จูที่ไม่ใ
นางเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด การปกครองบุรุษที่มีอดีตไม่ดีนางต้องเหี้ยมโหดให้พอ และก็ต้องใจกว้างให้มาก การเลี้ยงดูบ่าวไพร่ต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ข้อนี้หวังลี่จูซาบซึ้งมานาน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงเคารพนางมาก แม้แต่ท่านพ่อบ้านถังซินเองก็เป็นนางที่ช่วยเขามาจากบ่อนการพนันที่เขาหลงผิดไปติดมันเข้าจน
คนกำลังหน้าดำกับงานมากมายบนโต๊ะตัวโตชี้บอกตำแหน่งให้แก่น้องชายนั้นได้นั่งลง ส่วนเขายังคงหน้าดำราวก้นหม้อข้าวใกล้หมดอายุไม่เลิก ทำเอาจ้าวจวินหลางให้แปลกใจยิ่งนักว่าเหตุไฉนบุคคลซึ่งเคยสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าลำธารหิมะในฤดูหนาวของเป่ยหนิง บัดนี้กลับดูตึงเครียดผิดปกติไปเช่นนี้“ผู้ใดมาเผาอาภรณ์ของฝ่าบาทกระ
“ลี่จูข้าทราบดีว่าเจ้ารักเจินเจินมาก แต่ยิ่งเจ้ารักนางมาก เจ้าต้องเลี้ยงดูนางให้เติบโตไปตามวัย มิใช่ดูแลนางดังเด็กน้อยไม่รู้วันเวลาเติบโตเช่นนี้” หวังลี่จูมิคาดว่าหลิวไทเฮานั้นจะเรียกนางมาพูดคุยกันด้วยเรื่องการเลี้ยงดูน้องสาวเช่นนี้“คนเราต้องเติบโต เจ้าเองก็ต้องแก่ตัวลง เกิด แก่ เจ็บ และตายคือธรรม
ไม่มีผู้ใดอยากตาย ในเมื่อแต้มบุญของตนเองมีมากส่งให้นางได้มาเกิดในร่างใหม่ถึงจะข้ามขั้นตอนไม่ต้องเกิดจากเด็กในครรภ์ แต่จะเช่นไรนางเห็นคุณค่าของชีวิตตนเองอยู่ดี“พี่สาว…” แน่นอนว่าเด็กสาวชาวบ้านนางหนึ่งเช่นหวังลี่เจินนั้นย่อมหวาดกลัวแทบขาดใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า โชคยังดีมีพี่สาวคอยปกป้องเคียงข้างนางจึง







![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



