บททั้งหมดของ สองพี่น้องแซ่ผิงผู้เก่งกาจ: บทที่ 11 - บทที่ 20

114

บทที่ 6 โรงพักม้าคืนแรก 1/2

“ท่านเสี่ยวเอ้อร์ขอรับ ข้ามีม้า 5 ตัวกับอยากได้ห้องพัก 1 ห้อง 1 คืนขอรับข้าจะไปหาญาติที่อำเภอเหอหลัว ญาติของข้าทำงานที่ว่าการอำเภอขอรับ แต่ว่าวันนี้เย็นมากแล้วพรุ่งนี้จึงจะเข้าไปสะดวกกว่า” ผิงหยางเลือกจะอ้างพวกเหล่าขุนนาง เพื่อให้เหล่าชาวบ้านยำเกรง พรุ่งนี้เขาจะเอาผลไม้ไปขายที่เหลาอาหารและโรงเตี้ยม ดังนั้นจึงต้องพักเอาแรงให้ดี ขืนไปตอนนี้ก็ไม่ทันร้านปิดแล้ว “อ่อ...คุณชายน้อยฝากม้าห้าตัว ตัวละ 10 อีแปะ ห้องพัก 30 อีแปะ รวมเป็นตำลึง 80 อีแปะ” เสี่ยวเอ้อร์ที่ได้รับหน้าที่ให้อยู่เย็นเผื่อมีลูกค้ามาพักแรมกล่าวกับคุณชายน้อยวัยราวสิบหนาว ยังคิดชื่นชมที่ขนาดพาม้าทั้งห้าตัว กับน้องสาวเดินทางได้ คงเป็นบุตรท่านแม่ทัพเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นจะเก่งกาจเช่นนี้ได้เช่นไร “ข้าให้เพิ่มอีก 10 อีแปะขอใช้ครัวด้วยนะขอรับ ข้าจะทำให้อาหารให้น้องสาว แล้วจะเผื่อให้ท่านด้วย ว่าแต่ท่านช่วยไปหาเนื้อหมูมาให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะทำโจ๊กหมูสับให้ทานขอรับ” ผิงหยางเอ่ยอย่างนอบน้อม เพื่อหวังขอความช่วยเหลือจากเสี่ยวเอ้อร์ และอยากให้เขาดูแลม้าของตนให้ดีหน่อย “ได้ขอรับ ท่านรอสักครู่ข้าจะไปซื้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 6 โรงพักม้าคืนแรก 2/2

“ฮัดชิ้ว...ฮั้ดชิ้ว” เสียงจามทั้งผิงหยางและเสี่ยวเอ้อร์ดังไปถึงข้างบน ผิงเหยาที่อาบน้ำเสร็จแล้ว และกำลังเดินลงมาด้านล่าง เมื่อจามแล้วเขาก็เทกุ้งที่สับเป็นท่อน ๆ ผ่าครึ่งแล้วลงในกระทะคนให้เข้ากันใส่น้ำตาล ซอสถั่วเหลืองเล็กน้อยแล้วก็ตักใส่จาน ประจวบเหมาะกับที่ผิงเหยาลงมาพอดี “พี่ใหญ่ทำอันใดเจ้าคะ กลิ่นหอมไปถึงข้างบนเลยเจ้าค่ะ” ผิงเหยาเรียกพี่ชายของตนเองที่ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวได้อย่างคล่องแคล่วนัก “มา ๆ กินกันได้แล้ววันนี้มีโจ๊กหมูสับ อ้อรอสักครู่พี่ทำไข่ลวกไว้ด้วย” เขาต้มน้ำให้เดือดไว้แล้วเมื่อได้ไข่มาเขาก็จับมันใส่ถ้วยเทน้ำที่กำลังเดือดลงไปจนท่วมแล้วปิดฝา น่าจะได้ไข่ออนเซนน่ากินแล้ว ผิงหยางหยิบถ้วยขนาดใหญ่ที่จะใส่โจ๊กมาสามใบ แล้วใช้ทัพพีตักโจ๊กใส่หมูก้อนกลม ๆ แล้วตามด้วยตอกไข่ลวกลงไป เอาซอสถั่วเหลืองเหยาะอีกหน่อย ก็ยกให้ทั้งสองคนได้กิน “คุณชายช่างยอดเยี่ยมนัก ทำอาหารได้เก่งกาจยิ่ง” เสี่ยวเอ้อร์สูดดมกลิ่นอาหารก่อนใช้ช้อนสำหรับสดน้ำแกงตักโจ๊กเข้าปาก คำแรกที่กลืนลงคอ ทำให้เขารู้สึกเหมือนสวรรค์มาโปรดอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว “อร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 7 ขายผลไม้ที่อำเภอเหอหลัว 1/2

ยามรุ่งสางในเช้าที่สดใสไร้เมฆในที่พักม้าชั้นบนที่มีสองร่างของเด็กชายหญิงนอนอยู่อย่างเป็นสุข เมื่อแสงแดดสีทองอ่อน ๆ เริ่มส่องสว่างลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ปลุกให้ร่างที่ในโลกอีกยุคที่ทะลุมิติเข้ามา ที่มักจะตื่นเช้าเสมอเริ่มขยับตัว อากาศกำลังเย็นสบายกับการได้นอนที่นอนนุ่ม ๆ ทำให้ภูผาในร่างผิงหยางชักเริ่มขี้เกียจ แต่ทว่าเขามีงานใหญ่รออยู่จึงมัวโอ้เอ้ไม่ได้ เมื่อเขาวาดขาเล็ก ๆ ของเด็กชายวัยสิบหนาวลงจากเตียงนอน ห่มผ้าให้กับนอนสาวที่ยังพริ้มตาหลับให้ดีก่อนจะเข้าไปอาบน้ำก่อนที่น้องสาวจะตื่นขึ้น เขาเก็บของต่าง ๆ เข้าในกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้ววางไว้บนโต๊ะในห้อง ในกามีน้ำชาที่เย็นชืดแล้ววางตั้งไว้ที่โต๊ะกลม เขาจึงไม่ดื่มชาแต่เปิดกระบอกน้ำดื่มของตนดื่มมันแทน ขณะที่กำลังนั่งพักสักครู่ ได้ยินเสียงนกร้องขับขาน ผ่านทางอากาศ จึงชะโงกหน้าไปดูด้านล่างเมื่อเห็นม้าของตัวเองตื่นกันแล้ว ตนจึงอยากปลุกน้องสาวให้เตรียมตัว แต่กลิ่นอาหารที่ลอยกรุ่นมาในอากาศทำให้เขาเริ่มท้องร้องเสียแล้ว มันเป็นกลิ่นโจ๊กที่เขาทำเมื่อเย็นวานกับซาลาเปา น่าจะเป็นเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นไปซื้อแถว ๆ นี้มากระมัง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 7 ขายผลไม้ที่อำเภอเหอหลัว 2/2

เมื่อทั้งคู่ขึ้นม้าเสร็จแล้ว ทั้งหมดก็เดินทางไปยังตัวอำเภอเหอหลัวทันที จงเช่อรู้เส้นทางดีจึงพาม้าทั้งหมดนำไป ตลอดสองฝั่งทาง มีเกวียนวัวชาวบ้าน ทั้งคนเดินเท้า จึงทำให้ผิงหยางกำชับจงเช่อ “จงเช่อบอกทุกตัววิ่งให้ระวังหน่อย เดี๋ยวจะชนคนจนเกิดอันตราย” เขายังไม่มีเอกสารแน่ชัดต้องไปถึงบ้านเดิมมารดาก่อน ให้ท่านผู้ใหญ่บ้านจัดการคัดชื่อของพวกเขาส่งอำเภอจึงจะมีเอกสารติดตัว หากมีเรื่องอันใดระหว่างทางเขาก็ไร้ที่มาที่ไป จะเสียเปรียบได้ง่าย ฮรี่Zzzzz “ได้เลยขอรับนายน้อย” จงเช่อรีบกำชับสหายที่ร่วมทางมาด้วยกันทันที เขาตัดสินใจว่าจะไปอยู่ที่บ้านเดิมของผิงหยางเช่นเดียวกัน หากอยู่ในป่า คนไม่ดีมาจับพวกเขาไปขายอีก เขาก็ต้องไปใช้แรงงานหนัก ไม่สู้อยู่กับเด็กสองคนนี้เขาจะได้เป็นอิสระมากกว่า ไม่นานนักม้าทั้งห้าตัวก็วิ่งมาถึงที่ฝากม้า ผิงหยางจ่ายอีแปะเพื่อฝากม้าไว้ด้านนอก หากเอาเข้าไปด้วยจะเป็นที่เอิกเกริกจนเกินไป เขาทั้งคู่ยังเป็นเด็กอยู่อีกด้วย “เจ้าหนู ฝากม้าห้าตัว ตัวละ 10 อีแปะ” ชายชราบอกกับเด็กชายตัวน้อยที่ท่าทางคล่องแคล่วยิ่งกว่าผู้ใหญ่คงจะมีธุระในเมืองแห่
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 8 หลงจู้ผู้ใจดี 1/2

เมื่อพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์เดินลับไปด้านหลังไม่นานนัก ผิงหยางจึงใช้สายตาน้อย ๆ ของเขาสำรวจรอบร้าน ความสะอาดและความเป็นระเบียบบ่งบอกถึงการจัดการที่ดีของโรงเตี้ยมแห่งนี้ ทั้งข้าวของก็ยังวางแยกชนิดกัน ทำให้ผิง หยางเก็บความรู้เรื่องการจัดเรียงเครื่องใช้ต่าง ๆ ในโรงเตี้ยมหลีเซียเพื่อเก็บไว้จัดบ้านของตนเองในอนาคต เป้าหมายของเด็กชายวัยสิบหนาว แต่วิญญาณที่สิงร่างคือยี่สิบกว่า ๆ นั้น ไม่เพียงแค่เลี้ยงน้องสาวไปวัน ๆ วันหน้าเขาต้องยิ่งใหญ่ให้ได้ ตระกูลเก่าบิดาจะมาทำอันใดครอบครัวเขาไม่ได้อีกต่อไป รอเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ หลงจู้วัยใกล้ห้าสิบปีเดินนำหน้าพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์เข้ามา เส้นผมสีดอกเลายามเข้าสู่วัยกลางคนทำให้ดูน่าเชื่อถือและยำเกรงในความอาวุโส หน้าผากที่มีริ้วรอยแสดงถึงประสบการณ์ในการค้ามายาวนาน เพียงสายตาปาดมองเด็กชายหญิงตรงหน้าด้วยความแปลกใจชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มนำส่งอารมณ์สดใสออกมา “คุณชายน้อยมีอันใดมาเสนอขายข้าอย่างนั้นหรือ” แม้ว่าจะเป็นเด็ก แต่หลงจู้แห่งโรงเตี้ยมหลีเซียไม่เคยสบประมาท เพราะสินค้าดีย่อมมาแบบไม่คาดฝันเสมอ เขาทำการค้ามาหลายปี ได้รับความไว้วาง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 8 หลงจู้ผู้ใจดี 2/2

หลงจู้เห็นเด็กชายคิดนานก็ร้อนรนนัก เขากลัวเด็กชายไม่ขายให้เขาจึงเสนอขึ้นมาอีกคำ “สามตำลึงทอง มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะให้ได้สูงสุดเท่านั้น” หลงจู้ลุ้นกับการค้าครั้งนี้ที่สุด เขาไม่เคยร้อนรนทั้งใจเย็นได้ แต่กลับการค้ากับเด็กชายวัยสิบหนาวทำให้เขารอไม่ได้ “ตกลงขอรับ ข้าพอใจราคานี้” ผิงหยางไม่คิดว่าแค่เขาคิดเรื่อยเปื่อย จะได้ตำลึงเพิ่มเล็กน้อย ที่จริงเขาก็พึ่งมาที่โลกนี้ การค้าและมูลค่าสิ่งของยังไม่แน่ชัด เขาไม่ได้คิดโก่งราคาแต่ว่าท่านหลงจู้กลับคิดไปอีกทาง ทำให้เขาอมยิ้ม เด็กชายมองถุงตำลึงในมือ เขาให้ท่านหลงจู้ใส่พวงอีแปะมาด้วย 1000 อีแปะ เพื่อง่ายต่อการใช้จ่าย และท่านหลงจู้ก็จัดการให้อย่างดี หลังจากได้ตำลึงสมใจแล้วสองพี่น้องจึงเดินจูงมือกันมาที่ร้านขายเสื้อผ้า เพื่อซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อผ้าใหม่ “เหยาเหยา อยากได้เสื้อผ้าสีอะไร” เขาถามน้องสาวอย่างใส่ใจ เพราะเสื้อผ้าของเขาและน้องสาวนั้นเก่าเต็มที “เอาสีลูกท้อนั่นเจ้าค่ะ” ผิงเหยาชี้ไปยังชุดที่ตนมองว่าสวยที่สุดในร้าน “เถ้าแก่ขอรับ เอาชุดสีนี้ให้น้องสาวข้า 1 ชุด กับสีเขียวอ่อนนั
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 9 ช่วยท่านลุงหย่ง 1/2

ม้าทั้งหมดวิ่งจนฝุ่นตลบ เมื่อฝุ่นจางลงไปกลับไร้เงาของเด็กสองคนกับชายชราหนึ่งคน จนอันธพาลผู้นั้นเจ็บใจ ทั้งยังเจ็บที่ขาไม่สามารถขยับได้ “ฝากไว้ก่อนไอ้แก่” ชายผู้นั้นขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ได้แต่ร้องให้คนอื่นช่วย เพราะตัวเองเดินเองไม่ได้แล้ว ม้าห้าตัวพาชายชราหนึ่งคน กับเด็กสองคนออกจากตัวอำเภอเหอหลัวเพื่อหลบหนี ผิงหยางไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชายชราได้ เพราะเขาไม่มีเอกสารใดติดตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการปลอดภัยที่สุด การหนีก่อนก็ไม่ใช่เรื่องผิดอันใด เมื่อพ้นตัวอำเภอมาไกล จงเช่อจึงชะลอฝีเท้าลงเพื่อให้เจ้านายและชายชราได้สนทนากัน “ท่านลุงขอรับ...ขออภัยที่พาท่านหนีมาเช่นนี้นะขอรับ ชายผู้นั้นอันตรายเกินไป” ผิงหยางกล่าวออกมา “เห้อ...เจ้าหนูเอ้ย...เป็นลุงต่างหากที่ต้องขอบใจพวกเจ้า หากไม่ได้พวกเจ้าเป็นลุงที่ต้องโดนทุบตี เพราะความไม่เอาไหน” ชายชราคร่ำครวญร่ำไห้ออกมา เขาเคยเป็นคนหนุ่มแข็งแรง แต่เมื่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจากไปก็ไม่มีกะจิตกะใจในการดูแลตัวเอง จึงเป็นเพียงชายชราที่อ่อนแอโดนรังแกอยู่ทุกวัน “ท่านลุงมีอันใดอยากเล่าห
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 9 ช่วยท่านลุงหย่ง 2/2

การเดินทางของหนึ่งชายชรากับสองเด็กน้อยผ่านมาจนเลยครึ่งวัน เมื่อถึงระหว่างทางมีศาลาไม้ไผ่ที่พักริมลำธารผิงหยางจึงให้จงเช่อพักผ่อนที่นี่เลยแล้วกัน เพราะเดินทางกันมานานแล้ว ทั้งยังมีน้ำกับหญ้าอ่อน ๆ ให้เหล่าม้าได้กินกันอย่างอิ่มหนำ “ท่านลุงขอรับพักที่นี่เถิดขอรับ” ผิงหยางบอกแล้วก็แบกตะกร้าลงไปวาง เขามีถุงนอนอยู่จึงเอาออกมาปูให้น้องสาวได้นอนสักครู่ แต่เมื่อน้องสาวได้นอนก็หลับไปทันทีคงเพราะด้วยความเพลีย “อ่าวหลับเสียแล้ว” ผิงหยางมองน้องสาวด้วยรอยยิ้ม แล้วก็เป็นคนไปจัดหาอาหารมาจัดเพื่อเตรียมไว้ตอนน้องสาวตื่นขึ้น “หลานชายหยาง เจ้าจะทำสิ่งใด” ชายชราถามเด็กตัวน้อยที่เดินมุ่งไปทางริมลำธาร “ข้าเห็นท่านลุงมีพริกแห้งและหัวหอม ข้าอยากทำข้าวคลุกปลาย่างให้ทุกคนได้กินนะขอรับ” เด็กชายยิ้มบอกชายชรา เขาคิดถึงข้าวคลุกปลาทูนัก แต่ว่ายามนี้เอาปลาในลำธารก่อนก็แล้วกัน “แต่ข้าไม่มีข้าวนะ” ลุงหย่งแทบจะไม่ค่อยได้กินข้าวสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะซื้อแผ่นแป้งกินประทังชีวิตไป ส่วนหอมกับพริกนั้นเพื่อนบ้านใจดีนำมาให้เขาเท่านั้น เขาจึงเอามาด้วย “ท่านลุงไม่ต้องเป็
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 10 ข้าวคลุกปลาย่าง 1/2

ผิงหยางนำปลาไปวางไว้รอบกองไฟย่างให้สุก แล้วเขาก็หันมาดูหม้อข้าวที่หุงแบบไม่เช็ดน้ำเมื่อมันเดือดใกล้จะสุกแล้วเขาจึงเดินไปหยิบชามที่น่าจะไว้สำหรับล้างผักกระมัง มันขนาดใหญ่พอให้คลุกเนื้อปลากับข้าวได้ ผิงหยางเทข้าวร้อน ๆ ออกจากหม้อใส่ชามใบใหญ่ แล้วหั่นหัวหอมซอยแว่น ๆ ลงไปเสร็จแล้วตามด้วยพริกแห้งแล้วเกลือ เมื่อเห็นว่าปลาย่างเริ่มสุกแล้ว เขาแกะเอาแต่เนื้อปลาใส่ชาม กลิ่นของมันหอมนัก ยิ่งตรงท้องปลายิ่งมีความมันเมื่อมันคลุกกับเกลือจะมีรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ ผิงเหยาตื่นขึ้นมาเมื่อได้กลิ่นอาหาร นางเริ่มหิวเพราะท้องเริ่มร้องแล้ว จึงเดินไปที่พี่ชายกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วก็นั่งข้าง ๆ “พี่ชายทำอันใดเจ้าคะ” เด็กน้อยถามไปพร้อมกับยกมือป้อม ๆ ขยี้ตาไปด้วย ผิงหยางเห็นน้องสาวก็อดเอ็นดูไม่ได้ จึงบอกให้น้องสาวไปล้างหน้าล้างตา แล้วมานั่งรอกินข้าวกัน ท่านลุงหย่งเองก็ช่วยพลิกปลาที่เหลืออีกสองตัว จนสุกได้ที่และวางในใบบัวที่เจ้าหนูน้อยวางไว้ ทั้งมองอาหารที่ผิงหยางทำ มันดูน่ากินไม่น้อย ทั้งที่แค่ข้าวกับปลาย่าง ทำไมยิ่งมองยิ่งชวนให้ท้องหิว จนน้ำลายเริ่มสอแล้ว
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 10 ข้าวคลุกปลาย่าง 2/2

“เจ้าเป็นอันใดหรือไม่” “ข้าฝัน...ฝันว่าลูก ๆ อยู่ในกองเพลิง” คำตอบของภรรยาทำเอาผิงเหลียงจินขมวดคิ้ว เพราะเขาเองก็ฝันเช่นเดียวกัน ‘หรือว่าลูก ๆ จะเกิดอันตราย!!’ ผิงเหลียงจินยังไม่ทันอ้าปากบอกว่าตนก็ฝันเช่นกัน ปรากฏเสียงนกร้องอยู่ด้านนอก หวิ้ว....หวิ้วว... “สะ....เสียงนกอินทรี” ผิงเหลียงจินตกใจ ปกตินกอินทรีจะไม่เข้าใกล้คน แต่เหตุใดกลับลงมาร้องอยู่ตรงใกล้ ๆ ที่เขานอนนี่เล่า สองสามีภรรยาไม่รอช้ารีบออกมาดู ปรากฏเห็นนกอินทรีตัวใหญ่ ยืนจ้องเขาสองคนสามีภรรยา ดวงตาของมันคมกริบจนกระทั่งไม่กล้าสบตาทีเดียว แต่เมื่อเจ้าอินทรีรออยู่ครู่ใหญ่ ให้สองสามีภรรยาไว้ใจ มันจึงยกขาข้างหนึ่งที่มีจดหมายเจ้าหนูน้อย ผูกติดไว้ ให้ทั้งสองดู “ว๊าย” หลันฮุ้ยเจินอุทานตกใจ กลัวนกจะมาทำร้ายเอา ทำให้เจ้าอินทรีรู้สึกเบื่อหน่ายนัก ‘ขี้กลัวไปได้ นกออกจะร่างกายสง่างามเพียงนี้’ มันก็ได้แต่บ่น จนเมื่อชายที่เป็นบิดาเจ้าเด็กคนนั้นมองจนแน่ใจ และพบจดหมายแล้วเอื้อมมือมาดึงออกไป เจ้าอินทรีก็รออยู่สักครู่ เผื่อจะมีจดหมายตอบกลับ ผิงเหลียงจินรีบเ
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
123456
...
12
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status