ログインภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก เข้าฝึกนักศึกษาวิชาทหาร แล้วเป็นลมสลบตื่นมาอีกครั้งในร่างเด็กชายวัย 10 ขวบเพื่อปกป้องน้องสาวที่โดนรังแกจากบ้านบิดา
もっと見るภูผาหนุ่มนักศึกษาแพทย์แผนจีนตะวันออก ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยากทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจที่เวลารับปริญญาแล้วจะได้เรียกชื่อนำหน้าว่า ว่าที่ร้อยตรีแล้วใส่ชุดขาวรับปริญญา นั่นคือความใฝ่ฝันในวัยเด็กของเขา จึงดั้นด้นไปเรียนนักศึกษาวิชาทหารในชั้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว
ขณะที่กลางคืนเขากำลังเดินป่าทดสอบความกล้าอยู่นั้นอยู่นั้นเกิดพลัดหลงไปชนต้นไม้จนสลบไป และตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้ตัวว่าตนเองอยู่ในร่างเด็กชาย 10 ขวบที่นอนหนาวกอดน้องสาวอยู่ในห้องเก็บฟืนของบ้านเดิมบิดา
เนื่องจากบิดาเป็นลูกชายคนรองที่ปู่ไม่รักไม่พอ ทั้งยังชิงชัง ถูกเปรียบเทียบกับท่านลุงใหญ่เป็นประจำ ต้องไปรับจ้างต่างเมืองกับท่านแม่ บ้างก็ไปเร่ขายของตามเมืองต่าง ๆ เพื่อหาตำลึงมาจุนเจือเพื่อให้ตนมีที่ซุกหัวนอน โดยฝาก
ผิงหยางและผิงเหยาให้ท่านปู่ท่านย่าดูแล แต่ทว่ากลับให้กินอยู่ราวกับหมูในคอกที่เลี้ยงไว้ขายไม่พอ และคิดจะขายตนและน้องสาว จนเด็กชายชวนน้องสาวหนีไปตามหาบิดาและมารดา โดยไปตั้งหลักที่หมู่บ้านโม๋หลัว ซึ่งเป็นบ้านเดิมของมารดา และเป็นบ้านท่านยายที่เสียชีวิตไปแล้ว.........................................................................................................................................................................................................................
“พี่ใหญ่...ข้าหนาว” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างใบหูของภูผา ทำให้ชายหนุ่มขยับเปิดเปลือกตาขึ้นกะพริบตาไปมาพร้อมปรับแสงในความมืด ที่อากาศหนาวเย็นกว่าตอนก่อนที่เขาเดินป่าในตอนหัวค่ำ ที่เป็นหน้าฝนมียุงชุกชุมค่อนข้างมาก จนเขาต้องแต่งตัวมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อเขาขยับพลิกตัวที่ตะแคงให้นอนหงาย ความปวดหนึบที่ศีรษะก็เกิดขึ้น เขาปวดหัวแทบระเบิดพร้อมกับความทรงจำของใครไม่รู้ผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด
‘นะ...นี่มัน...’ เสียงแหบเครือเปล่งออกมา เมื่อเขาปวดร้าวไปยันกระบอกตา ลามไปยังศีรษะด้านหลังจนแทบใกล้จะระเบิดเต็มที เขาจะร้องก็ร้องไม่ออกได้แต่หลับตาปล่อยให้ภาพต่าง ๆ ลอยเข้ามาในความทรงจำให้จบ จนเวลาผ่านไป 1 เค่อ เหมือนอาการจะดีขึ้นเล็กน้อย คงเหลือเพียงอาการปวดที่ศีรษะกับอาการตัวร้อนยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย
‘เขาไม่สบายงั้นเหรอ?’
ความทรงจำก่อนตื่นคือเดินป่าในวิชาฝึกความกล้า กับการแบกกระเป๋าเป้ทหาร ที่มีอุปกรณ์ดำรงชีพในป่าของจริง ที่ครูฝึกให้ภูผาฝึก และเขาก็ตั้งใจเป็นอย่างดี แต่เขาดันเหยียบกิ่งไม้แห้งจนลื่นล้มหัวฟาดกับกิ่งไม้ใหญ่ และจำอะไรไม่ได้อีก จนมารู้สึกตัวเอาก็ตอนตัวเองนอนอยู่ในความมืด ที่แขนขารู้สึกจะหดเล็กราวกับเด็ก 10 ขวบไม่พอ ยังเหมือนขาดสารอาหารอีกต่างหาก เหมือนเติบโตไม่สมวัย
แล้วเสียงเย็นยะเยือกของเด็กผู้หญิงก็เรียกเขาอีกครั้งแต่ไม่ใช่ภูผา “พี่ใหญ่เสี่ยวเหยาหนาวแล้วก็หิวด้วย”
แค่คำพูดว่าเสี่ยวเหยาความทรงจำในร่างของเด็กคนนี้ก็ตีเข้าหัว ราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดตีแสกเข้าหน้า ได้แต่คิดว่านี่อาจจะเป็นเพียงความฝันของเขาก็ได้
‘ไม่...ไม่จริง...ข้าคือภูผา...เหตุใดมาอยู่ในร่างเด็กที่มีนามว่าผิงหยาง แล้วมีน้องสาวตัวเล็กที่น่าสงสารเช่นนี้เล่า’
มือเล็ก ๆ กวาดมองหากระเป๋าตัวเองคาดว่าอาจจะยังตกอยู่แถวนี้ ในนั้นมีอุปกรณ์ยังชีพในป่าที่สามารถอยู่ได้แรมสัปดาห์ เพราะการฝึกครั้งนี้เป็นการฝึกจริงจังเหมือนทหาร ดังนั้นของที่อยู่ในกระเป๋าล้วนเป็นของที่ทหารใช้กันจริง ๆ
เขาจำได้ว่าในนั้นมียา มีน้ำและอาหารและยังมีไฟฉายด้วย เขาพยายามหอบเอาสังขารที่น่าจะกำลังป่วยของเด็กชายลุกขึ้น แล้วหาไฟฉายออกมาเปิดแล้วหรี่ไฟ ให้พอเพียงมองเห็นความสว่าง
เมื่อฉายไฟไปทั่ว ๆ เขาก็รับรู้ได้แล้วว่าไม่ผิดแน่ เขาย้อนอดีตมาเหมือนกับนิยายแนวทะลุมิติในเว็บนิยายดัง มีทั้งนักเขียนคนไทยและงานเขียนแปลจากต่างประเทศ
“ข้าฝันไปหรือเปล่า” เขายังถามตัวเองอีกรอบ แต่เมื่อเห็นแววตาน่าสงสารของเด็กสาวที่ใบหน้ามอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำ และบ่นหิวและหนาวเขาจึงหยิบเอาขนมปังขึ้นมาฉีกถุงออกข้างในมันเป็นไส้ลูกเกดสีดำ ให้นางกินแล้วก็เอากระติกน้ำสีทหารที่ยังมีน้ำอยู่เต็ม เห็นขนาดมันไม่ใหญ่มากก็จริงแต่เก็บน้ำได้เยอะเชียว
เขาควานหายาพารา ยาลดไข้ ยาแก้ไอ แกะแล้วกระดกเข้าปาก ตามด้วยน้ำและก็หยิบขนมปังที่ในกระเป๋าตัวเองออกมาอีก แต่เหมือนของกินยิ่งล้วงกลับยิ่งมีเพิ่ม เขาจำได้ว่ามีขนมปังสามห่อ แต่เมื่อล้วงไปอีกทำไมยังมีสามห่อเช่นเดิมล่ะ
‘อย่าบอกนะว่าเจ้ากระเป๋านี่ทะลุมิติมาในโลกคู่ขนานนี้เพื่อช่วยเหลือเขา...’ บ้าบอเกินไปแล้ว
ขณะที่ชีวิตกำลังสิ้นหวังอยู่นั้น กลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อดูเหมือนว่าความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในความทรงจำจะมีทางช่วยเหลือเขา ต้องสะพายกระเป๋านี้ติดตัวไม่ยอมให้ห่างกายทีเดียว
เขาจำได้ว่าเพื่อนที่เป็นคุณชายแสนร่ำรวยให้เสื้อขนเป็ดใส่กระเป๋าเขามาด้วย เพราะบอกว่ากระเป๋าเขากว้างและยัดของได้เยอะ ทั้งที่ประเทศไทยร้อนตลอดชาติ คิดได้ยังไงเอาเสื้อขนเป็ดมา แต่เมื่อซักถามได้ความว่าแม่ของมันกลัวลูกชายจะหนาวกลางคืน
อิงเถาไม่ตอบออกมาแต่ส่ายหน้าน้อย ๆ พร้อมกับก้มหน้างุดหลบสายตาเร่าร้อนของบุรุษตรงหน้า แต่กลับทำให้ผิงหยางใบหน้าเศร้าคิดว่าเขาเดาใจนางไม่ถูก “ทำไมเจ้าไม่ชอบปิ่นนี้” ผิงหยางพูดด้วยเสียงผิดหวัง แต่เมื่อขยับจะถอยห่างตัวนางอิงเถากลับมาขยับเข้ามาใกล้แล้วเขย่งขึ้นกระซิบที่ใบหูของชายหนุ่มแทน “ข้าชอบท่านเจ้าค่ะ” อิงเถากระซิบเบา ๆ แต่ชายหนุ่มได้ยินชัดเจนเสียจนใบหน้าเบิกบาน แล้วเขาก็ดึงนางเข้ามากอดเอาไว้ “ข้าก็ชอบเจ้า ชอบทุกอย่างที่เป็นเจ้า” ผิงหยางสารภาพรักกับอิงเถาแล้วก็ฉวยโอกาสหอมแก้มนางอีกหลายฟอด กว่าจะปล่อยให้นางเป็นอิสระ อิงเถาเดินออกมาจากห้องของผิงหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสร้างความเอ็นดูให้กับหลันฮุ้ยเจิน ‘บุตรชายนางก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วสินะ’ ยามเมื่อนางสาว ๆ สามีนางก็กว่าจะเกี้ยวนาง แม้ช่วยเหลือนางแล้วก็ยังไม่สารภาพ จนท่านแม่เกือบให้แต่งงานล้างอายกับคนอื่นไปแล้วถึงยอมมาคุยกับท่านแม่แต่งนางโดยที่ไม่ได้บอกทางบ้านด้วยซ้ำ แต่นางก็นับถือความรักของสามีทำให้นางอดทนจนมีทุกวันนี้ เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ฉินชินอ๋องนอกจากจะพาไท่ซ่างหวงม
“ท่านแม่ พี่ใหญ่มีความลับกับข้า” ผิงเหยาฟ้องมารดาไม่พอใจที่พี่ใหญ่ไม่ให้ตนเข้าไปด้วย “เอาเถอะ...ไม่ใช่ว่าลูกก็มีความลับกับพี่ใหญ่หรอกรึ” เมื่อมารดากล่าวเช่นนี้ผิงเหยาก็อมยิ้มทันที นางยังไม่กล้าบอกพี่ใหญ่เรื่องคุณชายฉิน แต่ว่านางเป็นสตรีจะให้เอ่ยเรื่องเช่นนี้ก่อนได้อย่างไรกัน “ท่านแม่...อย่าล้อข้า” ผิงเหยารีบหนีมารดาเข้าห้องไปทันที นางไปขโมยหยกของฉินชินอ๋องขณะเขาอาบน้ำที่ลำธารเมื่อหลายปีก่อน แล้วอย่างไรนะหรือ โดนเขาจับได้ตีก้นนางเสียแดงไปหมด แต่เมื่อนางนอนในห้องเปิดก้นรอให้สาวใช้ทายาให้ เขากลับกระโดดเขาห้องมา แล้วนางก็โวยวายหาว่าเขาแอบดูก้นนางต้องรับผิดชอบแต่งงานกับนาง เรื่องนั้นเพียงพูดไปเท่านั้น เพราะรู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษพอไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปแน่ แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ จู่ ๆ เขาก็พูดว่านางปักปิ่นเมื่อใด จะให้ไท่ซ่างหวงมาสู่ขอ เล่นเอานางอึ้งไปจนพูดไม่ออก และที่สำคัญเขาเลือกพูดขณะที่ท่านแม่กำลังเดินเข้ามา แล้วนางก็มั่นใจว่าท่านแม่ได้ยินเต็มสองหู หลังจากนั้นนางก็ฝันถึงฉินชินอ๋องทุกคืน ทำเอานางไม่อยากตื่น เพียงแต่ปีนี
“สตรีชอบสิ่งใดกันนะ” เขานั่งบ่นอยู่บนหลังม้าแล้วก็เหลือบไปเห็นฉินชินอ๋องที่เดินออกมาจากโรงยาหนิงเจี้ยน เขาหลบหน้าเพราะช่วงนี้ยังหาสมุนไพรมาขายไม่ได้ และสหายจงเช่อของเขายังขี้เกียจแล้วเขาก็คิดว่าปล่อยให้เห็ดหลินจือมันโตอีกหน่อยแล้วกัน จะได้ราคาดี ทั้งที่จริงเขาก็ขี้เกียจไม่ต่างจากเจ้าม้า กำลังหาวิธีปลูกมันอยู่ หากได้วิธีปลูกเห็ดหลินจือ เขาก็ไม่ต้องขึ้นเขาอีกแล้ว “อาหยางนั่นเจ้าจะไปที่ใด” ฉินชินอ๋องร้องเรียกสหายต่างวัยที่ทำเหมือนไม่เห็นเขา แต่เขารับรู้ว่าเจ้านั่นเห็นเขาแน่ เพียงแต่ไม่ทักแล้วมาในตัวอำเภอเช่นนี้เพื่ออันใด “คุณชายฉิน” ไม่ว่าผ่านมานานเพียงใด ผิงหยางก็ได้รับอนุญาตให้เรียกคุณชายฉิน เพราะว่าไม่ต้องการให้ชาวบ้านแตกตื่นเรื่องยศตำแหน่ง ใบหน้ายิ้มเจื่อนบนหลังม้าหันไปมองแล้วก็กระโดดลงมา ตอนนี้ในเมืองอำเภอชุนคึกคักนัก ได้ข่าวว่าจะมีการรวมอำเภอขึ้นเป็นมณฑลปกครองใต้อำนาจฉินชินอ๋อง เนื่องจากฝ่าบาทเห็นว่าไท่ซ่างหวงก็เสด็จประทับอยู่ชายแดน การเดินทางทางต่าง ๆ และงบประมาณชายแดนจะได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้ทางนี้เยอะขึ้น “เจ้ามาหาสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่” ฉ
ห้าปีผ่านไปก็ถึงวัยที่อิงเถาปักปิ่น หลันฮุ้ยเจินคิดจัดงานยิ่งใหญ่ให้คนในหมู่บ้านมาดื่มกิน รวมทั้งสหายการค้าและไท่ซ่างหวงก็ยังไม่พลาดรับเชิญในงานนี้ แต่มีคนหนึ่งกำลังกลัดกลุ้มใจด้วยเรื่องไม่รู้จะหาอันใดเป็นของขวัญให้ว่าที่ภรรยาในอนาคตนะสิ เขาเดินไปที่คอกม้าพอเห็นครอบครัวของจงเช่อที่ยืนคลอเคลียกันอย่างน่าเอ็นดู มีเจ้าม้าตัวน้อยสองตัว แล้วจงเช่อก็ยืนไม่ห่างจินจูดูเป็นคู่ที่น่าอิจฉาเสียจนเขาถอนหายใจเกาะคอกม้าดูครอบครัวสหายม้ารักใคร่ปรองดองกันดี “จงเช่อ...ไม่ว่างรึ” เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไรจะเรียกไปแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จงเช่อก็มีเมียและลูกคอยดูแล แต่เขาไม่เห็นว่าจะต้องดูแลอะไร ก็แค่ยืนพลอดรักให้เขาอิจฉาเท่านั้น “นายน้อยเป็นอันใด” จงเช่อกำลังเกี้ยวภรรยา แต่ว่านายน้อยกลับมายืนหน้าเศร้าเกาะคอกม้าท่าทางน่าสงสารสงสัยคงมีเรื่องอะไรแล้วกระมัง และสหายที่ดีอย่างจงเช่อจะยอมให้นายน้อยทุกข์ใจได้เช่นไรจึงบอกภรรยา แล้วปลีกตัวมาหานายของตน ผิงหยางเดินไปนั่งที่ชิงช้าริมน้ำที่ทำไว้ให้อิงเถากับเหยาเหยาได้มานั่งผ่อนคลาย โดยมีจงเช่อเดินตามมาติด ๆ “ข้าคิดไม่ตก”





