'The Boy Next World' เล่นกับความกำกวมของคำว่า 'ข้างโลก' อย่างแยบยล ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน แต่คือมิติที่ซ้อนทับอยู่โดยเราไม่รู้ตัว ตัวเอกค้นพบว่าตัวเองสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างโลกเหล่านี้ได้ผ่านจุดเชื่อมต่อเล็กๆ เช่น ตู้หนังสือในห้องนอนที่กลายเป็นทางผ่านสู่ยุคสมัยอื่น
โลกคู่ขนานเป็นแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาใน 'The Boy Next World' อย่างน่าสนใจ ตัวเอกต้องปรับตัวในโลกที่เวลาเดินไม่เหมือนเดิม ทุกการตัดสินใจส่งผลต่อเส้นทางที่แตกออกเป็นพันแขนง
รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พูดถึง 'The Boy Next World คนละกาลเวลา' เพราะนี่เป็นผลงานที่ผสมผสานความลึกลับของมิติเวลาเข้ากับความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างน่าประทับใจ
สำหรับหนังสือนั้น ตอนนี้ยังไม่มีเวอร์ชันที่เป็นนิยายหรือหนังสือการ์ตูนออกมาอย่างเป็นทางการนะ แต่มีข่าวลือว่าทีมงานอาจจะกำลังพัฒนาสื่อในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม นอกจากอนิเมะแล้ว อาจจะมีมังงะหรือไลต์โนเวลในอนาคต ถ้าใครชอบเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์ผสมโรแมนติกแบบนี้ ลองติดตามเพจทางการดู เผื่อจะมีประกาศใหม่ที่น่าสนใจ
การพูดถึง 'The Boy Next World คนละกาลเวลา' ทำให้อดนึกถึงบรรยากาศความอบอุ่นของเรื่องไม่ได้เลย ตอนอ่านจบรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เรื่องนี้สามารถขยายต่อได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับโลกคู่ขนานที่ยังมีรายละเอียดน่าสนใจรอการสำรวจ
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีข่าวเป็นทางการเกี่ยวกับภาคต่อ แต่จากรูปแบบการจบที่เปิดช่องไว้ค่อนข้างชัดเจน บวกกับกระแสตอบรับที่ดีทั้งในไทยและต่างประเทศ ผมว่ามีโอกาสสูงที่จะมีภาคสองเกิดขึ้นแน่นอน คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าทีมงานจะพาเราไปเจอมิติใหม่ๆ อะไรอีกบ้าง
โลกคู่ขนานใน 'The Boy Next World' ทำให้ต้องจับตาทุกฉากว่าความสัมพันธ์ของตัวละครจะจบลงแบบไหน ตอนจบที่ทำให้หลายคนฮือฮาคือการที่ตัวเอกตัดสินใจย้ายไปอยู่ฝั่งโลกคู่ขนานเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคนรัก แม้จะหมายถึงการทิ้งทุกอย่างในโลกเดิมไว้เบื้องหลัง
การเลือกแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งความรักก็ชนะทุกอย่าง แม้แต่กฎของเวลาและมิติ ฉากสุดท้ายที่ทั้งคู่เดินจับมือกันในเมืองที่แตกต่างจากเดิมแต่เต็มไปด้วยความสุข ทำให้คนดูรู้สึกว่าจบแบบนี้ก็คุ้มแล้ว แม้จะเหลือคำถามอีกมากเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว