ผมชอบสังเกตว่าเทคนิค 'ความคลุมเครือ' ที่ใช้อย่างชาญฉลาดไม่ได้หมายความถึงการเว้นช่องว่างแบบสุ่ม แต่เป็นการจัดวางช่องว่างให้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง นักเขียนอย่างผู้เขียนของ 'The Name of the Wind' ใช้ผู้บรรยายแบบไม่เชื่อถือได้ให้ตัวเอกเล่าเหตุการณ์จากมุมมองส่วนตัว ทำให้ผู้อ่านต้องตั้งคำถามกับความจริงที่ถูกเล่า เทคนิคนี้ทำให้โลกดูมีชั้นเชิงเพราะแต่ละคำเล่าซ่อนมุมมองและแรงจูงใจของผู้เล่าไว้
การถ่ายทอดคำพูดแฝงในมังฮวาชายชายต้องเป็นเหมือนการวางโน้ตดนตรีตัวหนึ่งให้ผู้อ่านไทยได้ยินความเงียบที่อยู่ระหว่างคำพูดมากกว่าการถอดคำตามตัวอักษร ฉันมักจะคิดถึงฉากใน 'Painter of the Night' ที่บทสนทนาเลี่ยงการพูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคำกลับชี้นำความต้องการและอำนาจ ซึ่งถ้าแปลแบบตรงตัว จะทำให้ปะทะกับจังหวะอารมณ์และบรรยากาศของเรื่องได้ง่ายๆ