ผมชอบสังเกตว่าเทคนิค 'ความคลุมเครือ' ที่ใช้อย่างชาญฉลาดไม่ได้หมายความถึงการเว้นช่องว่างแบบสุ่ม แต่เป็นการจัดวางช่องว่างให้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง นักเขียนอย่างผู้เขียนของ 'The Name of the Wind' ใช้ผู้บรรยายแบบไม่เชื่อถือได้ให้ตัวเอกเล่าเหตุการณ์จากมุมมองส่วนตัว ทำให้ผู้อ่านต้องตั้งคำถามกับความจริงที่ถูกเล่า เทคนิคนี้ทำให้โลกดูมีชั้นเชิงเพราะแต่ละคำเล่าซ่อนมุมมองและแรงจูงใจของผู้เล่าไว้
เมื่อวางไอเท็มลึกลับไว้ในเรื่องโดยไม่อธิบายที่มาเต็ม เช่น ศิลาโบราณหรือข้อความในภาษาที่ไม่มีใครแปล ฉันเห็นว่าผู้อ่านเริ่มสร้างทฤษฎีของตัวเองขึ้นมา นี่คือเทคนิคที่นักเขียนตำนานเก่า ๆ อย่างใน 'The Lord of the Rings' ใช้ได้ดี: บางสิ่งถูกทิ้งให้เป็นปริศนาเพียงเพื่อให้ประวัติศาสตร์ของโลกมีช่องว่างให้ผู้คนถกเถียง
การใส่คำพยากรณ์ที่คลุมเครือและตีความได้หลายทางก็เป็นอีกวิธีที่ทรงพลัง งานอย่าง 'The Wheel of Time' แสดงให้เห็นว่าคำพยากรณ์ที่ดูชัดจริง ๆ กลับนำไปสู่การกระทำที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้วิธีนี้ทำให้ความคาดหวังของผู้อ่านกลายเป็นเครื่องมือในการเล่า มากกว่าจะเป็นเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องยังคงมีลมหายใจหลังจากปิดหน้าสุดท้าย