เริ่มกันที่ยุค 80s ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการได้เห็นความหลากหลายทางการแสดงของแกรี โอลด์แมน — ถ้าจะดูผลงานของเขาตามลำดับเวลา ผมแนะนำให้เริ่มจากงานยุคแรกเพื่อจับทิศทางการเติบโตทางฝีมือ: เริ่มที่ 'Sid and Nancy' (1986) ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักด้วยการเล่นตัวละครที่ดุดันและมีพลัง ตามด้วย 'Prick Up Your Ears' (1987) ที่แสดงทักษะด้านดราม่า จากนั้นค่อยขยับมาที่งานที่มีบทบาทหลากหลายในช่วงปลายทศวรรษ 80 ถึงต้น 90 อย่าง 'Rosencrantz and Guildenstern Are Dead' (1990) และ 'True Romance' (1993) — การดูเรียงลำดับแบบนี้จะเห็นชัดว่าเขาไม่หยุดนิ่งกับคาแรกเตอร์เดิมๆ และมีพลังในการเปลี่ยนลุคไปมาระหว่างบทเสพติดและดราม่าได้อย่างน่าแปลกใจ
ข้ามมาที่กลางยุค 90s จะเป็นช่วงที่แกรีโชว์ความสามารถในการเป็นตัวร้ายที่จำได้ติดตา: 'Léon: The Professional' (1994) และ 'Immortal Beloved' (1994) แสดงให้เห็นศักยภาพทั้งในบทที่โหดขรึมและบทที่ซับซ้อนทางอารมณ์ ยุคปลาย 90s คือช่วงที่เขาเริ่มมีงานฮอลลีวูดใหญ่ๆ เช่น 'The Fifth Element' (1997) และ 'Air Force One' (1997) พร้อมกันนั้นยังมีงานส่วนตัวอย่าง 'Nil by Mouth' (1997) ที่เขาทำหน้าที่เบื้องหลังด้วย การเรียงดูตั้งแต่บทดิบๆ ในยุคแรกจนถึงบทสมบูรณ์ในฮอลลีวูด จะเห็นวิวัฒนาการด้านการเลือกบทและการแสดงที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นเป็นระดับสากล
ยุค 2000s เป็นช่วงที่หลายคนรู้จักแกรีในแง่ของบทบาทแบบมีพลังในแฟรนไชส์และภาพยนตร์ใหญ่ เริ่มจาก 'Harry Potter and the Prisoner of Azkaban' (2004) ที่เขาแสดงเป็นตัวละครสำคัญในซีรีส์ แล้วเข้าสู่บทตำรวจผู้มีจริยธรรมอย่างนายกเทศมนตรีกอร์ดอนในไตรภาคแบทแมนของคริสโตเฟอร์ โนแลน — 'Batman Begins' (2005), 'The Dark Knight' (2008) และ 'The Dark Knight Rises' (2012) — งานเหล่านี้ต่างเป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมเขาถึงถูกเรียกว่า chameleon actor เพราะการเปลี่ยนโทนเสียง น้ำเสียง และการแสดงออกหน้าได้อย่างกลมกลืน
เอาล่ะ มาเล่าแบบแฟนหนังที่คอยตามผลงานของ แกรี โอลด์แมน ให้ฟังกันตรงๆ ว่าในตลาดสตรีมมิ่งไทยเรามีอะไรให้เลือกบ้าง เพราะเขาเป็นนักแสดงที่เล่นหลากบทบาทจนแทบหายใจไม่ทัน ฉากการปรากฏตัวของเขาในหนังบล็อกบัสเตอร์และหนังอิสระทำให้บางเรื่องมักจะโผล่บนแพลตฟอร์มหลัก ๆ ทั้ง Netflix, Prime Video, Disney+ Hotstar หรือแม้แต่แพลตฟอร์มเช่าดิจิทัลอย่าง Apple TV และ Google Play ที่สำคัญคือคอลเลกชันบนแพลตฟอร์มเหล่านี้มักจะหมุนเวียนบ่อย ดังนั้นชื่อเรื่องที่ผมจะยกมานี้เป็นรายการที่มักจะเจอได้บ่อยในตลาดไทยและเป็นตัวเลือกยอดนิยมของแฟนคลับ
ตรงไปตรงมา รายการที่เจอบ่อยและเป็นไฮไลต์ของแกรี โอลด์แมน ได้แก่ 'Darkest Hour' ที่เขาได้รับรางวัลโกลเดนกลอบและออสการ์จากการรับบทเป็น วินสตัน เชอร์ชิลล์ เรื่องนี้มักจะมีให้สตรีมในบริการที่ซื้อสิทธิ์หนังออสการ์หรือบนแพลตฟอร์มเช่า-ซื้อดิจิทัล นอกจากนี้ 'Tinker Tailor Soldier Spy' ผลงานสายสืบสายสายลับแบบชวนคิด ก็เป็นอีกเรื่องที่โผล่บน Netflix หรือ Prime Video ในบางช่วง ส่วนคนที่ชอบบทวายร้ายสุดคลาสสิกต้องไม่พลาด 'Léon: The Professional' ซึ่งมีฉากโหดเล็กๆ ที่แกรีรับบทเป็นตำรวจชั่วและมักจะอยู่ในไลบรารีของ Netflix หรือแพลตฟอร์มให้เช่าต่าง ๆ อีกชุดใหญ่คือบทบาทในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อย่างไตรภาคของแบทแมนของคริสโตเฟอร์ โนแลน 'Batman Begins' 'The Dark Knight' และ 'The Dark Knight Rises' ซึ่งมักจะปรากฏบนบริการที่ถือคอนเทนต์ของสตูดิโอค่ายใหญ่อย่าง Warner Bros. ในไทย
ถัดมา เรื่องราวแฟรนไชส์ที่คนจำได้ง่ายคือบทของเขาใน 'Harry Potter' หลายภาคที่เขาเล่นเป็น ซิเรียส แบล็ค ก็มีสลับโผล่บนแพลตฟอร์มที่มีสิทธิ์หนังจากค่ายใหญ่เช่นกัน ส่วนหนังบู๊ไซไฟคลาสสิกอย่าง 'The Fifth Element' ที่เขารับบทเป็นตัวร้ายสุดแปลกก็มักจะมีให้เช่าในร้านดิจิทัลต่าง ๆ สำหรับคนที่อยากหาเรื่องเก่าหายาก บางครั้งชื่ออย่าง 'Sid and Nancy' หรือผลงานกำกับ-เขียนอย่าง 'Nil by Mouth' บางพื้นที่อาจปล่อยบนแพลตฟอร์มอิสระหรือบริการเฉพาะทางของเทศกาลหนังและห้องสมุดดิจิทัล ทั้งนี้ถ้าต้องการดูแบบถูกลิขสิทธิ์และสะดวกที่สุด ส่วนมากจะเจอทาง Netflix, Prime Video, Disney+ Hotstar หรือบริการเช่าอย่าง Apple TV/Google Play มากกว่าที่จะเป็นแพลตฟอร์มฟรี
ในมุมคลาสสิกกว่า ผลงานช่วงแรกๆ อย่าง 'Prick Up Your Ears' และ 'Sid and Nancy' เป็นตัวอย่างของความสามารถในการเข้าเป็นตัวละครจริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าอลังการ 'Prick Up Your Ears' ทำให้เห็นด้านละเอียดอ่อนและความรุนแรงของบทบาทในคราวเดียว ขณะที่ 'Sid and Nancy' ให้ภาพของการทำลายตัวเองที่ทั้งน่าสะพรึงและสะเทือนใจ ผู้ชมที่ติดภาพแกรีในบทบาทผู้ดีหรือผู้นำรัฐมักจะพลาดความรุนแรงเชิงอารมณ์ที่เขาสามารถปล่อยออกมาในหนังอินดี้หรือหนังชีวประวัติแบบนี้ได้
อีกกลุ่มที่แฟนมักพูดคุยกันบ่อยคือบทวายร้ายและตัวละครฉีกกรอบในหนังแนวคัลท์ เช่น 'True Romance' และ 'Léon: The Professional' ซึ่งบท Drexl ใน 'True Romance' กับสแตนส์ฟีลด์ใน 'Léon' เป็นตัวอย่างของการขโมยซีนด้วยพลังงานที่ไม่จำเป็นต้องหวือหวาแต่จดจำได้ยาวนาน นอกจากนี้ในหนังแอ็กชันเช่น 'Air Force One' และ 'The Book of Eli' เขาแสดงด้านที่โหดและเป็นพิษ ซึ่งหลายครั้งถูกมองข้ามเพราะคนให้ความสำคัญกับพล็อตหรือฮีโร่ของเรื่องมากกว่า แต่แฟนที่ชอบวิเคราะห์งานแสดงจะเห็นว่าบทเหล่านี้โชว์ความหลากหลายของเขาได้ชัดเจน
รายการที่เด่นชัดที่สุดของแกรี ซินีสในทีวีคงหนีไม่พ้น 'CSI: NY'. ในฐานะแฟนซีรีส์แนวสอบสวนผมชอบเห็นการแสดงที่หนักแน่นและเป็นศูนย์กลางของทีมแบบที่เขาทำได้อย่างมีเสน่ห์—ความนิ่ง สุขุม และน้ำเสียงที่ทำให้ตัวละครอย่าง Mac Taylor ดูมีน้ำหนักมากกว่าการเป็นแค่หัวหน้าทีมธรรมดา