2 Answers2026-06-14 20:26:15
ดนตรีประกอบในคอนเสิร์ตภาพยนตร์มักถูกจัดวางแบบเป็นภาพรวมที่ครบถ้วนกว่าที่คนดูเห็นบนจอเดียวกันเยอะมาก
ฉันชอบนั่งดูวงออร์เคสตราเล่นแล้วพยายามแยกชิ้นส่วนว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง เพราะแต่ละส่วนให้สีสันต่างกันและช่วยเล่าเรื่องต่างกัน ในวงปกติจะมีสี่ส่วนหลักคือ สตริง (ไวโอลิน วิโอลา เชลโล่ เบส) ซึ่งเป็นเส้นเสียงหลักที่ขับเคลื่อนเมโลดี้และอารมณ์ ต่อมาคือวู้ดวินด์ เช่น ฟลูต โอบัว คลาริเน็ต และบาสูน ที่มักให้โทนที่โปร่งหรือชวนฝัน ส่วนบราสส์อย่างฮอร์น ทรัมเป็ต โทรมโบน และทูบา จะเพิ่มพลังและความยิ่งใหญ่ในฉากสำคัญ
นอกจากนั้นยังมีเพอร์คัชชั่นที่หลากหลาย ตั้งแต่ทิมพานี สแนร์ ดรัม ไปจนถึงกล็อกเคนชปีลและไซโลโฟนเพื่อเพิ่มจังหวะและประกายบางจุด หวานๆ อย่างพิณแฮร์ปหรือเปียโนมักใช้สร้างบรรยากาศใกล้ชิด ขณะที่เครื่องหมายพิเศษเช่น เซเลสตา ออร์แกน หรือซินธิไซเซอร์ถูกนำมาใช้เมื่อต้องการสีเสียงที่แปลกใหม่ บางคอนเสิร์ตก็ใส่เสียงประสานของคอรัสหรือเชลโล่เดี่ยวเป็นไฮไลต์ ถึงขั้นเรียกศิลปินเดี่ยวมาร่วมก็มี ฉันคิดถึงฉากเริ่มต้นของ 'Star Wars' ที่บราสส์ตอกย้ำธีมจนทุกอย่างรู้สึกยิ่งใหญ่ และฉากซึ้งๆ ใน 'The Lord of the Rings' ที่ใช้สตริงกับคอรัสผสานกันจนได้โทนอิ่มลึก
สิ่งที่สนุกสุดคือการเห็นผสมผสานระหว่างเครื่องสายคลาสสิกกับเครื่องดนตรีเชิงชาติพันธุ์อย่างซิตาร์หรือโชคุฮาชิในบางผลงาน ซึ่งช่วยสร้างกลิ่นอายเฉพาะตัวให้กับโลกที่ภาพยนตร์ต้องการ ฉันมักคิดเล่นๆ ว่าถ้ามีโอกาสเลือกตำแหน่งที่นั่งในคอนเสิร์ต จะนั่งใกล้ไวโอลินเพื่อจับทุกโน้ตละเอียดๆ หรือถอยออกไปหน่อยเพื่อเห็นภาพรวมของอิมแพ็คเสียง แต่ไม่ว่าเลือกยังไง การได้ฟังวงออร์เคสตราเล่นเรียงชิ้นแบบนี้ในคอนเสิร์ตภาพยนตร์ก็ยังคงให้ความตื่นเต้นและความอบอุ่นที่พูดไม่ถูกทุกครั้ง
2 Answers2026-06-14 20:27:32
คำตอบขึ้นกับขนาดและบรรยากาศของงานแต่งเป็นหลัก—ไม่มีตัวเลขตายตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกงาน แต่ถ้าจะให้จับกรอบเบื้องต้นก็แบ่งได้เป็นระดับที่ชัดเจนและใช้งานจริงได้ง่ายๆ
ฉันมักแนะนำให้เจ้าภาพคิดแบ่งเป็นสามประเภทหลักๆ ก่อนเลือกจำนวนคน: พิธีแบบเป็นทางการ (ceremony), ค็อกเทลหรือดินเนอร์แบบเงียบๆ, และงานเลี้ยงเต้นรำที่ต้องการพลังเสียง ถ้าเป็นพิธีเดินเข้าสู่ฝ่ายบ่าวสาวหรือการประกาศในโบสถ์ที่ต้องการความละมุนของสายน้ำเสียง เลือกวงเล็กอย่าง 'สตริงควอเต็ต' (ไวโอลิน 2, วิโอลา 1, เชลโล 1) จำนวน 4 คนเป็นที่นิยมนัก เพราะให้ทั้งความอบอุ่นและสมดุลของเมโลดี ส่วนถ้าอยากได้ความอลังการขึ้นอีกนิดสำหรับงานในโบสถ์ใหญ่หรือสวนกว้าง ฉันเคยเห็นคู่รักเลือกช่างเสียงขยายด้วยกลุ่มเครื่องสายขยายเป็น 8–12 คน เพื่อเพิ่มมวลเสียงโดยไม่ต้องใช้วงเต็ม
สำหรับงานเลี้ยงหรืองานเต้นรำ จำนวนสมาชิกจะเปลี่ยนตามแนวเพลง: วงแจ๊สคอมโบ 3–5 คนเหมาะกับค็อกเทล มีเปียโน เบส กลอง และแซ็กโซโฟน/ทรัมเป็ตเพิ่มความเก๋ ส่วนหากอยากได้บีทหนักๆ ให้จองวงขนาดกลาง 8–15 คนซึ่งประกอบด้วยกีตาร์ ไฟฟ้า เบส กลอง เปียโน ร้องนำ และกลุ่มฮอร์น/แบ็กกิ้งโวคอลนิดหน่อย แต่ถ้าคาดหวังโชว์เพลงออเคสตราประมาณในงานออฟฟิเชียลสุดอลังการ ก็เตรียมงบและพื้นที่ให้วงขนาด 40–80 คน (chamber orchestra ถึง full orchestra) ได้เลย
สุดท้ายแล้วนอกจากจำนวนคน สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญคือการเรียงเครื่องดนตรี (arrangement), เวที และการขนย้าย—เพราะที่เดียวกัน 10 คนในห้องเล็กอาจดังกว่า 20 คนในมุมที่เสียงสะท้อนแย่ๆ เทคนิคการจัดไมโครโฟนหรือการใส่เครื่องขยายเสียงเหมาะสมช่วยให้วงเล็กให้ผลเท่ากับวงใหญ่ได้ในบางสถานการณ์ ถ้าต้องเลือกจริงๆ ฉันมักแนะนำเจ้าภาพเริ่มจากฟังก์ชันที่อยากได้ (ซีนโรแมนติก, พาร์ตี้เต้นรำ, หรือบรรยากาศหรูหรา) แล้วค่อยกำหนดจำนวนคนตามงบและสถานที่ จะได้เสียงที่ตอบโจทย์โดยไม่เกินความจำเป็น
3 Answers2026-06-14 14:03:47
วงออร์เคสตราบนเวทีละครมักเป็นหัวใจสำคัญของบรรยากาศและอารมณ์ที่ผู้ชมรับรู้ตั้งแต่ก้าวแรกเข้ามาในโรง
ฉันมองเห็นบทบาทของวงออร์เคสตราเป็นสองด้านที่แทรกซ้อนกันอย่างสวยงาม ด้านแรกคือเพลงเปิดหรือ overture ที่ทำหน้าที่ตั้งโทนเรื่อง เช่นเสียงเป่าทรงพลังกับสตริงที่ซอยละเอียดในเพลงเปิดของ 'Les Misérables' จะสร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่และดราม่าให้คนดูทันที ส่วนอีกด้านคือการบรรเลงประกอบซีน (underscoring) ที่ทำหน้าที่ปั้นอารมณ์เบื้องหลังบทพูดหรือการเคลื่อนไหวบนเวที โดยไม่เบียดเนื้อหา แต่ช่วยขยายความรู้สึกอย่างลึกล้ำ
วงดนตรีบนเวทียังต้องปรับตัวตามสไตล์งาน บางงานต้องการซิมโฟนีเต็มรูปแบบ มีเครื่องเป่าและวงสายเพื่อความอลังการ ขณะที่มิวสิคัลร่วมสมัยอย่าง 'Hamilton' จะผสมผสานจังหวะฮิปฮอปกับเบสหนัก ๆ และคีย์บอร์ดสังเคราะห์ ทำให้เสียงออกมาเป็นไดนามิกที่ต่างจากละครประวัติศาสตร์ อีกทั้งจังหวะเต้นและการคิวคอนดักเตอร์มีความสำคัญมาก เพราะซาวด์ต้องซิงค์กับการเคลื่อนไหวบนเวทีเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกขาดช่วง
ในมุมความรู้สึกของฉัน การมีวงออร์เคสตราที่เล่นสดช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นของจริง — เสียงหายใจของเครื่องดนตรี สะเทือนของหน้าทอง ทุ้มแหลมที่เปลี่ยนไปตามโทนเรื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ฉากเล็ก ๆ กลายเป็นช่วงเวลาที่ติดตาและยังคงสะท้อนอยู่หลังม่านปิด
3 Answers2026-06-14 14:09:44
ฉันอยากเล่าเรื่องนี้แบบคนที่ชอบฟังเครดิตท้ายหนังอย่างจริงจัง: ในวงการภาพยนตร์ไทยมีวงออร์เคสตราหลายชุดที่ถูกเรียกไปบันทึกเสียงให้กับงานภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ ทั้งงานที่เป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ งานดราม่ายิ่งใหญ่ หรืองานที่เป็นการร่วมงานกับโปรดักชันต่างประเทศ วงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องสายเต็มชิ้นมักได้รับหน้าที่ให้เล่นส่วนออร์เคสตร้าหลัก ส่วนวงขนาดเล็กหรือวงเชมเบอร์ถูกใช้เมื่อต้องการบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวหรือโทนเสียงเฉพาะ
จากที่สังเกต บ่อยครั้งโปรดิวเซอร์จะเลือกใช้วงซิมโฟนีของกรุงเทพฯ หรือออร์เคสตราของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานการบันทึกเสียงดีสำหรับงานที่ต้องการซาวด์อิมแพ็ค เช่น เพลงประกอบฉากสงครามหรือพิธีการ ส่วนภาพยนตร์อิสระมักหันไปหาวงขนาดเล็กหรือคอมโบ ที่ให้ความยืดหยุ่นและค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก แถมบางครั้งยังผสมเครื่องดนตรีไทยกับเครื่องดนตรีตะวันตกเพื่อให้ได้คาแรกเตอร์เฉพาะตัว
มุมมองส่วนตัวคือการฟังเพลงประกอบแล้วพยายามแยกแยะว่าเสียงสตริงมาจากวงใหญ่หรือคณะเล็กเป็นการฝึกหูที่สนุกมาก และเวลาฟังเครดิตท้ายเรื่องแล้วเห็นชื่อวงในรายการ ก็ให้ความรู้สึกว่าอุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์ของบ้านเรามีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หนังหลายเรื่องมีมิติและความยิ่งใหญ่ขึ้นตามเสียงเครื่องดนตรีที่ถูกเล่นอย่างตั้งใจ
2 Answers2026-06-14 06:38:43
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินท่อนเปียโนเปิดของ 'Final Fantasy' ผมตกหลุมรักพลังของซาวด์แทร็กที่ถูกนำมาขับเคลื่อนโดยวงออร์เคสตราเลย เป็นการผสมผสานความเศร้าและความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ฉากเกมกลายเป็นภาพยนตร์ในใจ: 'To Zanarkand' เมื่อเล่นด้วยไวโอลินกับเชลโลจะกลายเป็นบทเพลงที่แหลมคมและอิ่มไปด้วยความโหยหา ขณะที่ 'One-Winged Angel' ถูกแปลงเป็นร็อกซิมโฟนีด้วยฮอร์นและเพอร์คัชชันจนพลังระเบิดออกมาเต็มคอนเสิร์ตฮอลล์
การเรียบเรียงใหม่ของเพลงเกมยอดนิยมมักจะเน้นจุดแข็งของแต่ละชิ้น เช่น เอาท่อนเมโลดี้ที่ซ่อนอยู่ในซินธ์มาขยายด้วยสตริงหรือให้บราสส์เป็นตัวผลักอารมณ์ ในกรณีของ 'The Legend of Zelda' อย่าง 'Gerudo Valley' เมโลดี้เดิมมีจังหวะคึกคัก พอใส่กีตาร์สเปเชียลและแผงเครื่องเป่าเข้าไปก็ให้บรรยากาศแบบไวลเดิร์นและทรงพลัง ส่วน 'Zelda's Lullaby' ที่เล่นด้วยออร์เคสตราสายเครื่องสายจะเรียกน้ำตาได้ง่าย ๆ
ความมหัศจรรย์ของการฟังวงออร์เคสตราเล่นเพลงจากเกมมาอยู่ที่การปะทะระหว่างความคุ้นชินกับสิ่งใหม่ บทเพลงอย่าง 'Dragonborn' จาก 'Skyrim' พอมีคอรัสและฮอร์นเข้ามาแทนเสียงสังเคราะห์เดิม มันกลายเป็นเพลงรบที่ชวนขนลุก และ 'Halo Theme' ที่เมื่อมาเจอกับวงออร์เคสตราจะยิ่งขยายความรู้สึกของความมหึมา ฉันมักนึกภาพผู้ฟังก้มหน้าฟังแล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองรอบ ๆ ฮอลล์ด้วยความอิ่มเอม การได้เห็นนักประพันธ์ดัดแปลงงานของตัวเองให้เป็นออร์เคสตรานั้นก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่ชวนตื่นเต้น — เหมือนเพลงเก่าได้เกิดใหม่ในชุดสูทแบบหรูหรา และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมคอนเสิร์ตเพลงเกมถึงเต็มเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโซโลเปียโนอ่อนโยนหรือซิมโฟนีที่ถาโถมมา จบค่ำคืนด้วยความอบอุ่นและร่องรอยของท่อนเมโลดี้ที่ยังติดอยู่ในหูไปอีกหลายวัน
4 Answers2025-12-02 11:04:40
การเลือกชิ้นเพลงและการวางแผนคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้การซ้อมมีชีวิต ฉันมักเริ่มจากการคัดโปรแกรมที่สมดุลทั้งเทคนิคและอารมณ์ เพื่อให้สมาชิกวงไม่ถูกถล่มด้วยชิ้นยากต่อเนื่องแต่ยังได้โชว์สีสันของวง ตัวอย่างเช่นเมื่อเตรียมชิ้นอย่าง 'Swan Lake' ต้องคำนึงทั้งโทนสีของสายเครื่องสายและการวางบาลานซ์กับเครื่องเป่า เพราะฉากบัลเลต์ต้องการเสียงลื่นไหลแต่ยังชัดเจนในภาพรวม
การอ่านสกอร์อย่างละเอียดเป็นเรื่องที่ฉันทำก่อนซ้อมจริงเสมอ — มาร์กจังหวะย่อย ระบุคิวสำคัญ และจดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไดนามิกข้ามกลุ่มเครื่องหรือจังหวะซับซ้อนที่สมาชิกอาจเข้าใจต่างกัน ส่วนในห้องซ้อมฉันแบ่งเวลาเป็นช่วง: ซ้อมเป็นเซกชั่นเพื่อแก้ปัญหาเทคนิค จากนั้นต่อด้วยการเชื่อมส่วนต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตบท้ายด้วยการซ้อมเต็มรูปแบบเพื่อปรับบาลานซ์และพลังงานของงานแสดง
ก่อนขึ้นเวทีจะมีพิธีเล็ก ๆ ของวง — วอร์มอัพที่เน้นการหายใจ การฟังซึ่งกันและกัน และการย้ำสัญญาณสำคัญที่ฉันจะใช้ในการชี้นำ ผลลัพธ์ที่ชอบคือเมื่อจังหวะกับสีเสียงหล่อหลอมเป็นภาพเดียวกัน และทุกคนรู้สึกว่ากำลังบอกเล่าเรื่องเดียวกันจากตำแหน่งของตนเอง
5 Answers2026-07-01 01:38:53
กลองทิมปานีทำหน้าที่เหมือนสะพานระหว่างจังหวะกับฮาร์โมนีในวงออเคสตรา โดยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องตีให้จังหวะเท่านั้น
ในงานขนาดใหญ่เช่น 'The Planets' เสียงทิมปานีสามารถย้ำธีมหลักหรือเปลี่ยนอารมณ์จากเงียบสงบเป็นตึงเครียดได้แทบในพริบตา ผมมักสังเกตว่าตอนที่ทิมปานีเข้ามาพร้อมกับแบรสหรือคอร์ดหนักๆ มันทำให้ความรู้สึกของพื้นที่เสียงเปลี่ยนไปทันที ทั้งยังสามารถเล่นเป็นองค์ประกอบฮาร์โมนิกได้ด้วยการปรับจูนให้เข้ากับโน้ตหลัก เป็นเครื่องมือที่นักคอนดักเตอร์ใช้สร้างพลังและความคมชัดให้กับจังหวะสำคัญ
โดยปกติผู้เล่นทิมปานีต้องมีความไวกับการเปลี่ยนจูนอย่างรวดเร็วและความสามารถในการอ่านสกอร์เพื่อรู้ว่าจะเน้นที่จุดไหน สำหรับผม การได้ยินทิมปานีที่ทุ่มเทในพาร์ทที่ออกแบบมาอย่างแยบยล เป็นหนึ่งในความสุขของการฟังวงใหญ่ เพราะมันทำหน้าที่ทั้งเป็นฐานเสียงและเครื่องมือเล่าเรื่อง ช่วยให้ชิ้นดนตรีเดินทางจากความเงียบสู่จุดพีคอย่างมีพลัง
3 Answers2026-06-14 04:35:48
การจัดคอนเสิร์ตเพลงอนิเมะโดยวงออร์เคสตราต้องคิดละเอียดตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงวันโชว์จริง ๆ เลยนะ ผมมักเริ่มจากภาพรวมของโปรเจกต์ก่อนว่าคอนเสิร์ตจะเน้นงานซาวด์แทร็กแบบออเคสตราเต็มรูปแบบหรือเป็นการจัดเรียงใหม่แบบคอนเสิร์ตพิเศษ เพราะแบบแรกจะต้องมีการจัดเตรียมสกอร์เต็ม การแปลพาร์ตเครื่องดนตรี การจัดวางตำแหน่งนักดนตรีบนเวที และเวลารีฮาร์ซัลที่ยาวกว่า ส่วนแบบหลังมักต้องมีการเรียบเรียงหรืออาร์เรนจ์ใหม่ให้เข้ากับเอกลักษณ์ของเพลงต้นฉบับ
ด้านลอจิสติกส์และเทคนิคนั้นต้องใส่ใจทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และการซิงก์ภาพกับเสียง ถ้าโปรแกรมมีการฉายซีนจากอนิเมะร่วมด้วย ต้องขอสิทธิ์การใช้ภาพ (sync) แยกจากสิทธิ์การแสดงเพลงสด และเตรียมคลิกแทร็กสำหรับออร์เคสตราเพื่อให้การซิงก์แม่นยำ นอกจากนั้นการวางไมโครโฟนสำหรับเครื่องดนตรีบางชิ้น การจัดไมโครโฟนสำหรับนักร้องรับเชิญ รวมถึงการมิกซ์เสียงหน้าเวทีและระบบเสียงแบบ FOH เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามแต่สำคัญคือประสบการณ์ผู้ชมและทีมงานหลังเวที ฉันให้ความสำคัญกับการออกแบบไฟ เวที ภาพโปรเจกชัน ข้อความบนใบโปรแกรม และการซ้อมเต็มรอบ (dress rehearsal) เพื่อเช็กคิวไฟ คิวภาพ และคิวเพลง ตอบโจทย์ทั้งแฟนของเพลงและแฟนของอนิเมะ ทำงบประมาณล่วงหน้าให้รัดกุม หาสปอนเซอร์ จัดจองสถานที่ที่มีอะคูสติกดี และเตรียมทีมจัดการความปลอดภัยกับพนักงานต้อนรับ วันคอนเสิร์ตที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว มันทำให้เพลงจากอนิเมะที่คนรักกลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งฮอลล์ซาบซึ้งไปพร้อมกัน—นั่นแหละเสน่ห์ของคอนเสิร์ตแบบนี้
2 Answers2026-02-26 15:08:26
เสียงแรกที่กระแทกใจคือเสียงสายที่ลากยาวแล้วซึมเข้ามาเป็นเมโลดี้หลักในวงเครื่องสายปี่ชวา เสียงนี้มักมาจากเครื่องสายชนิดลาก เช่น rebab ซึ่งเป็นไวโอลินรูปแบบอินโดนีเซียที่ใช้คันชัก เล่นด้วยเทคนิคการลากสายที่ทำให้เกิดการเลื่อนโน้ตและการประดับแบบคร่ำครวญ เสียงของเครื่องนี้มีความอบอุ่นปนแหบเล็กน้อย เมโลดี้จะไม่เฉียบคมแบบไวโอลินตะวันตก แต่จะนุ่ม ลื่น และมีการขยับตัวโน้ตเป็นสำคัญ ทำหน้าที่เป็นตัวชี้การเคลื่อนเรื่องราวดนตรีในการแสดงเงา 'wayang kulit' หรือในงานพิธีแบบราชสำนัก
ชิ้นถัดมาที่ได้ยินชัดเจนคือเครื่องสายที่ถูกใช้แบบดีด เช่น siter และ celempung ซึ่งเป็นซิทาร์/ซิเตอร์ระบบพื้นบ้านของชวา เสียงจากการดีดจะเป็นประกาย ผิวเสียงค่อนข้างแห้งและมีความใสในช่วงสูง ทำหน้าที่คลอจังหวะและสร้างแพ็ตเทิร์นสั้น ๆ ซ้อนไปมาซึ่งทำให้พื้นเสียงกระชับขึ้น ระหว่างชิ้นลากกับชิ้นดีดนั้นเกิดความตัดกันของเท็กซ์เจอร์อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อมีการลากสายยาว ๆ เข้ามา เสียงดีดจะเป็นเหมือนแสงสะท้อนที่ทำให้เมโลดี้ชัดขึ้น ขณะเดียวกันก็เติมจังหวะและเนื้อสัมผัสให้กับชิ้นดนตรี
นอกจากสองประเภทหลักนี้ วงอาจมีเครื่องสายอื่น ๆ ที่ให้ความถี่ต่ำหรือสูงต่างกัน เช่นซิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ให้เสียงทุ้มกว่า หรือสายเล็กที่ทำหน้าที่เป็นเมโลดี้รอง การจัดวางเสียงในวงถูกออกแบบมาให้เกิดความสมดุลของความยาวโน้ตและการขึงจังหวะ เมื่อนำไปผสมกับเครื่องลมและเครื่องตีที่มักอยู่ร่วมกัน ผลลัพธ์คือซาวด์สเปกตรัมที่อบอุ่น ละมุนและมีเสน่ห์แบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในมุมมองส่วนตัว ผมชอบความสามารถของวงเครื่องสายปี่ชวาที่ทำให้ท่วงทำนองเล็ก ๆ ดูมีน้ำหนักและบอกเล่าเรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด มันเป็นเสียงที่ค่อย ๆ ทำให้คนฟังคล้อยตามไปกับความเปลี่ยนแปลงของจังหวะและท่วงทำนอง