3 Answers2026-01-02 06:44:13
เราเพิ่งอ่าน 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' จบแล้ว และยังตื่นเต้นกับจังหวะความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปของสองตัวละครหลักอยู่เลย
โครงเรื่องแบบคร่าวๆ ที่ฉันได้สัมผัสคือการพบกันของคนหนุ่มน้อยที่ชื่อหมาก กับชายที่ผู้คนเรียกกันว่า 'จ้าวมังกร' — สีสันของเรื่องอยู่ที่การสอน-การดูแลที่เริ่มจากความห่วงใยธรรมดาแล้วค่อยๆ กลายเป็นความผูกพันทางใจ ฉากแรกๆ เน้นการเรียนรู้กันและกัน หมากยังไม่ช่ำชองโลกมากนัก ส่วนจ้าวมังกรมีอดีตและหน้าที่ที่ทำให้เขาดูเข้มแข็ง แต่ภายในเขาอบอุ่นและใส่ใจ
ช่วงกลางเรื่องมีบททดสอบความเชื่อใจ เช่น การที่หมากพลาดเรื่องสำคัญแล้วต้องให้จ้าวมังกรช่วยแก้ปัญหา หรือคืนหนึ่งที่ทั้งคู่ต้องฝ่าฝนกลับบ้านด้วยกัน ฉากเล็กๆ อย่างการแบ่งข้าวแล้วหัวเราะท่ามกลางสายฝน ทำให้ความสัมพันธ์เติบโตอย่างนุ่มนวล ปมเรื่องสถานะกับความคาดหวังจากคนรอบข้างก็เข้ามาเป็นอุปสรรค แต่ไม่ได้เป็นดราม่าทะลัก — แทนที่จะดราม่า ยังคงเน้นการเยียวยาและการสอนหัวใจมากกว่า ตอนจบให้ความอบอุ่นแบบหวานนุ่ม ไม่หวือหวา แต่พอจะทำให้ยิ้มได้ทั้งคืน
4 Answers2026-01-02 05:03:19
รายการตัวละครที่ติดใจคนอ่านหลายคนจาก 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' เริ่มจากคู่กลางใจที่เป็นแกนหลักเรื่องนี้เลย: พี่จ้าวมังกร กับ น้องหมากหนู ซึ่งเคมีของคู่นี้ถูกเขียนให้ต่างขั้วแต่กลับเติมกันได้ดี ตัวพี่จ้าวมังกรถูกวาดเป็นคนเย็นเข้ม มีอดีตที่หนักหน่วงและปกป้องแบบเงียบๆ ส่วนหมากหนูเป็นคนสดใสแต่ไม่อ่อนแอ เขามีพัฒนาการชัดเจนตั้งแต่ฉากพบกันแรกบนสะพานจนถึงช่วงฝึกฝนใต้แสงจันทร์
นอกจากคู่นำ ยังมีตัวรองที่ฉันประทับใจ เช่น เพื่อนร่วมทางชื่อหลิวเหมย ผู้คอยสร้างสีสันและบทสนับสนุนให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองสมบูรณ์ขึ้น และอาจารย์เซิงที่เป็นสายกลางคอยตั้งคำถามเชิงศีลธรรมให้เรื่องไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป ตัวร้ายเช่น เหยาอัน ก็ถูกใช้เป็นกระจกสะท้อนความเข้มของพี่จ้าวมังกร ทำให้ฉากปะทะมีน้ำหนักมากขึ้น
อ่านแล้วจะพบว่าทีมตัวละครเล็กๆ รอบตัวสองคนนี้ช่วยขยายโลกและทำให้ฉากบ้านป่า ตลาด หรือค่ายฝึก ดูมีชีวิต ฉันยังชอบฉากที่ทุกคนมารวมตัวในงานเลี้ยงประจำหมู่บ้าน เพราะเห็นบุคลิกที่แท้จริงของแต่ละคนชัดเจน จบตอนด้วยความอบอุ่นมากกว่าทิ้งปมค้างคา
4 Answers2026-01-02 03:23:42
น่าแปลกที่ฉากเปิดของ 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' กลับเป็นฉากเล็ก ๆ ในตลาดเช้าที่ดูธรรมดาแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่บอกใบ้ตัวละครได้มากมาย ฉันชอบการใช้ภาพของหมากรุกหยอดเหรียญบนโต๊ะไม้ ใบหน้าของหนูที่ยังฉายความลังเล และสายตาของพี่จ้าวมังกรที่ดูเย็นแต่มีประกายบางอย่างซ่อนอยู่ ภาพนี้ทำหน้าที่เหมือนบทนำที่บอกว่าเราจะได้เห็นการเรียนรู้ทั้งด้านทักษะและด้านหัวใจ
ฉากนี้ไม่ได้แค่แนะนำตัวละคร แต่มันวางโทนของความสัมพันธ์ระหว่างครู-ศิษย์ได้อย่างแนบเนียน ทุกคำพูดสั้น ๆ ในตอนนั้นกลายเป็นมุกที่ถูกหยิบมาใช้ต่อในภายหลัง การพูดจาที่ดูแผ่วเบาแต่มีน้ำหนัก ช่วยให้ฉันรู้สึกใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่ายมากขึ้น และยังเป็นจุดที่ผูกปมเล็ก ๆ ไว้เพื่อให้คนอ่านคอยลุ้นต่อไป ฉากเปิดแบบนี้ทำให้ฉันอยากอ่านต่อทันที เพราะมันสัญญาว่าจะไม่ใช่แค่เรื่องสอนหมากธรรมดา แต่เป็นการเดินทางร่วมกันของคนสองคนที่ต่างมีความลับเล็ก ๆ ของตัวเอง
4 Answers2026-01-02 06:40:04
ข่าวดีสำหรับคนที่ติดตามนิยายเรื่องนี้: มีฉบับอีบุ๊กของ 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' ออกมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มขายหนังสือดิจิทัลในไทยอยู่บ้างในรูปแบบไฟล์ ePub หรือ PDF ตามช่องทางสำนักพิมพ์หรือร้านหนังสือออนไลน์หลัก ๆ
ฉันเองเคยได้ซื้อเวอร์ชันดิจิทัลมาเก็บไว้ เพราะสะดวกเวลาจะอ่านซ้ำกลางคืนและไม่ต้องกลัวหน้ากระดาษเป็นรอย สีสันของปกบางเวอร์ชันอาจต่างจากฉบับกระดาษ แต่เนื้อหาถือว่าเหมือนกันถ้าซื้อจากแหล่งที่เป็นทางการ การซื้ออีบุ๊กช่วยให้ผู้แต่งกับสำนักพิมพ์ได้รับค่าตอบแทนที่ถูกต้องด้วย
ถ้าชอบสะสมแบบจัดคอลเลกชัน เห็นว่าบางร้านก็มีระบบแถมพิเศษหรือปกพิเศษในชุดจำกัดด้วยนะ ฉันรู้สึกชอบที่ได้เลือกเก็บทั้งแบบดิจิทัลและกระดาษควบคู่กัน เพราะทั้งสองแบบให้ประสบการณ์ต่างกัน
4 Answers2026-01-02 04:38:12
เพลงประกอบของ 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' มีหลายชิ้นที่ฝังอยู่ในความทรงจำมากกว่าที่คิด โดยรวมจะมีเพลงเปิด เพลงปิด เพลงแทรกในฉากสำคัญ และบีจีเอ็มบรรเลงที่ใช้เน้นอารมณ์ ฉันชอบว่าทีมแต่งเพลงเลือกเครื่องดนตรีแบบผสม ระหว่างพิณจีนกับเปียโน ทำให้ฉากสอนหมากในตอนเริ่มเรื่องมีความอ่อนหวานแต่ยังคงความขี้เล่น
เพลงเปิดจะเป็นทำนองคึกคัก ผสมเสียงประสานสังเคราะห์กับเครื่องสาย ทำให้ขึ้นฉากมองเห็นภาพมังกรเจ้าปัญหากับเด็กฝึกอย่างชัดเจน ส่วนเพลงปิดจะช้าและเศร้าเล็กน้อย ให้ความรู้สึกนึกคิดย้อนกลับหลังฉากเรียนรู้ของตัวละคร ฉันยังจำแทร็กบรรเลงที่ใช้ในฉากฝึกซ้อมกับหมากได้ชัดเจน เพราะใช้จังหวะกลองเบา ๆ พลิกอารมณ์จากตึงเครียดเป็นคอมเมดี้ได้อย่างลงตัว
ท้ายที่สุด เพลงประกอบทั้งชุดไม่พยายามดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันคอยดึงอารมณ์ให้เข้ากับจังหวะการเล่าเรื่องมากกว่า ทำให้ฉากปลีกย่อยซับซ้อนขึ้นโดยไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ฉันมักจะเปิดฟังท่อนอินสตรูเมนทัลเมื่ออยากนึกถึงช่วงเวลาที่ทั้งตลกและอบอุ่นของเรื่อง
4 Answers2026-01-02 14:26:12
การเริ่มต้นอ่าน 'สอนหมากหนูที คุณพี่จ้าวมังกร' สำหรับฉันมักเริ่มจากบทเปิดที่ตั้งตัวละครและความสัมพันธ์ให้ชัดเจน ฉากแรก ๆ มักเป็นกรอบอารมณ์ที่ทำให้รู้ว่าโทนเรื่องจะหวาน ดราม่า หรือตลก ถาโถมเข้ามาแบบไหน ถาใดที่คุณอยากตามพัฒนาการตัวละครแบบครบทุกขั้นตอน การไล่อ่านตั้งแต่บทแรกจะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงของนิสัยและความสัมพันธ์มีน้ำหนักและเข้าใจเหตุผลมากขึ้น
อีกแนวทางที่ฉันชอบคือข้ามไปอ่านฉากที่แฟน ๆ พูดถึงเยอะที่สุดก่อน โดยเฉพาะฉากฝึกสอนครั้งแรกหรือฉากที่ความสัมพันธ์ก้าวกระโดด เพราะถ้าฉากนั้นทำงานได้ดี มันจะเป็นตัวชี้วัดว่าสไตล์ผู้แต่งถูกใจหรือไม่ แต่ต้องระวังสปอยล์สำหรับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ตอนหลังมีความหมาย
สุดท้ายถ้าคุณชอบการหลอมรวมโลกกับตัวละคร ให้เทียบการอ่านแบบเต็มเรื่องกับการอ่านแยกฉาก เช่นเดียวกับที่ฉันเคยทำกับ 'ปรมาจารย์ลัทธิมาร' บางครั้งการอ่านทั้งหมดจะให้รสสัมผัสเต็มกว่า แต่บางคนอาจชอบหยิบฉากสำคัญมาเป็นจุดเริ่มต้นแล้วค่อยย้อนกลับไปอ่านที่เหลือก็ได้ นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้แฟนฟิคสนุกสำหรับคนทุกสไตล์
2 Answers2026-07-04 17:30:57
บอกตามตรง ผมชอบเริ่มแนะนำคนใหม่ด้วยหนังสือที่ค่อย ๆ พาไปทีละขั้น เพราะมันลดความสับสนและทำให้สนุกขึ้นมาก 'Learn to Play Go, Vol. 1' ของ Janice Kim เป็นตัวอย่างที่ผมมักยกให้คนเริ่มเล่น เหตุผลไม่ใช่แค่เนื้อหาที่เป็นขั้นเป็นตอน แต่เป็นวิธีสอนที่ใช้ภาพประกอบชัด เจาะประเด็นพื้นฐานอย่างกติกา การนับแต้ม การจับหมากขั้นง่าย และปริศนา 'ชีวิตกับความตาย' แบบเบื้องต้นที่ไม่เกินความสามารถของผู้เริ่มต้น ผมชอบตรงที่มันแนะนำให้ฝึกบนกระดานขนาดเล็กก่อน เช่น 9x9 เพื่อให้เห็นผลเร็ว ทำให้รู้สึกว่าเทคนิคเหล่านั้นใช้ได้จริงเมื่อไปเล่นบอร์ดใหญ่ขึ้น
ต่อด้วยหนังสือที่เข้าใจง่ายอีกเล่มคือ 'Go for Beginners' ของ Kaoru Iwamoto เล่มนี้กระชับ เหมาะกับคนที่อยากได้ภาพรวมเร็ว ๆ และมีตัวอย่างเกมพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ผมเคยให้เพื่อนที่ไม่เคยเล่นอ่านเล่มนี้ก่อนแล้วให้ลองเล่นจริง ผลคือเขาเข้าใจมารยาทในการเล่น แนวคิดเบื้องต้นเรื่องการต่อสู้และการอ่อนตัวของรูปแบบต่าง ๆ ได้ไวขึ้น เพราะเนื้อหาเน้นการปฏิบัติไม่ปรุงแต่งจนเกินไป
เมื่อรู้สึกมั่นใจขึ้นสักหน่อย ผมมักจะแนะนำให้ขยับไปอ่าน 'Lessons in the Fundamentals of Go' ของ Toshiro Kageyama หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยึดติดกับกติกาเท่านั้น แต่ลงลึกเรื่องรูปแบบ การอ่านตำแหน่ง และแนวคิดเชิงกลยุทธ์แบบที่ช่วยยกระดับจากผู้เริ่มต้นเป็นผู้เล่นที่คิดเป็นระบบมากขึ้น ในมุมมองของผม ควรใช้เล่มนี้คู่กับการฝึกแบบทำโจทย์จริงและการเล่นแบบกำหนดเวลาเพื่อปั้นสกิลการอ่านสถานการณ์ให้เร็วขึ้น โดยสรุปคือ เริ่มจาก 'Learn to Play Go' สร้างพื้นฐาน ขยับด้วย 'Go for Beginners' เพื่อเห็นภาพรวม แล้วใช้ 'Lessons in the Fundamentals of Go' ขยายความเข้าใจให้ลึกขึ้น — แบบนี้เส้นทางการเรียนรู้จะไม่ชันเกินไปและให้ความรู้สึกคืบหน้าอยู่เสมอ
1 Answers2026-07-04 18:08:31
เริ่มจากพื้นฐานที่เข้าใจง่ายก่อนเลย: ฝึกเล่นบนกระดานขนาดเล็กอย่าง 9x9 เป็นแบบฝึกหัดแรกที่ดีเพราะช่วยให้โฟกัสเรื่องการอ่านตาย-รอดและการควบคุมมุมได้เร็วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ขนาดใหญ่ ฉันชอบแนะนำให้ผู้เล่นใหม่ลงไม้แบบช้า ๆ แล้วลองคิดสองสามขั้นตอนข้างหน้า ฝึกจับกรอบ (territory) เบื้องต้นกับการวางหินในมุม แล้วลองเล่นทั้งเกมโดยให้เวลาแต่ละฝ่ายนานพอจะคิดอย่างน้อย 1 นาทีต่อเทิร์น การเล่นหลายเกมบนกระดานเล็กทำให้เห็นรูปแบบบ่อยขึ้นและฝึกอ่านแบบจำกัดพื้นที่ได้ดี
หมั่นฝึกปัญหา 'ชีวิต-ตาย' (tsumego) ทุกวัน ปัญหาเหล่านี้เป็นแกนกลางของการอ่านและการตัดสินใจในสถานการณ์คับขัน เริ่มจากชุดปัญหาง่ายที่มีการจับมุมและเชื่อมหินให้รอดสองตา เมื่อทำบ่อย ๆ จะเริ่มมองเส้นทางการอ่านได้ไกลขึ้น อีกฝึกที่ไม่ควรข้ามคือการฝึก 'ชิโชะ' (ladder) และการอ่านแนวตั้งแนวนอน เพราะถ้ารู้จักชิโชะและแนวทางการหนี จะช่วยป้องกันการถูกจับแบบง่าย ๆ โดยเฉพาะในเกมบนกระดาน 9x9 และ 13x13 ที่สถานการณ์แบบนี้มักเกิดบ่อย
ฝึกเรื่องเชื่อม-ตัดและรูปทรงพื้นฐานด้วยการตั้งสถานการณ์สมมติ เช่น วางหินสองชิ้นแล้วฝึกหาวิธีเชื่อมให้แข็งแรงหรือหาจังหวะตัดให้ขาดจากกัน เรียนรู้ว่ารูปทรงไหนแข็งแรง รูปแบบไหนเป็นกับดัก เช่นการทำ 'สามเหลี่ยมว่าง' ที่มักเป็นรูปร่างแย่ ฝึกการใช้ฮาเนะและการเดินสองจุดเพื่อทำรูปร่างที่ดี นอกจากนี้ควรฝึกการนับคะแนนเบื้องต้นและการตีความ 'สา-เซะ-เกะ' (sente/gote) แบบง่าย ๆ เพื่อรู้ว่าเมื่อไหร่ควรบุกหรือป้องกัน
เมื่อสะสมพื้นฐานแล้ว ให้ขยับมาที่เกมขนาด 13x13 และลองทบทวนเกมของตัวเองอย่างใจเย็น เล่นเกมช้ากว่าเดิมแล้วหมั่นย้อนดูจุดตัดสินใจที่ทำผิดหรือพลาดโอกาส ถ้ามีคู่มือหรือหนังสือแนะนำควรเลือกเล่มที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เช่น 'Graded Go Problems for Beginners' ที่เน้นปัญหาระดับง่ายถึงกลาง และ 'Lessons in the Fundamentals of Go' สำหรับทฤษฎีพื้นฐาน การดูเกมของผู้เล่นระดับสูงหรือเล่นกับบอทที่ตั้งระดับต่ำจะช่วยให้เห็นแนวคิดต่าง ๆ อย่างของการบุก การป้องกัน และการเล่นเปิดเกม โดยรวมแล้วการฝึกสม่ำเสมอแบบมีเป้าหมาย (เช่น วันละ 10 ปัญหา tsumego + เกม 2-3 กระดานเล็ก) ให้ผลชัดเจนกว่าการเล่นแบบไม่มีจุดโฟกัส
สรุปแบบเป็นกันเอง: ฝึกจากกระดานเล็ก, ทำปัญหาเป็นประจำ, ฝึกเชื่อม-ตัด-รูปทรงพื้นฐาน และทบทวนเกมตัวเองบ่อย ๆ นี่คือชุดฝึกที่ผมคิดว่าได้ผลจริง การเห็นพัฒนาการเล็ก ๆ ทีละน้อยทำให้สนุกและอยากเล่นต่อเรื่อย ๆ
2 Answers2026-07-04 02:11:29
ครั้งแรกที่สัมผัสกับหมากล้อมผ่านหน้าจอก็คือเมื่อได้ดู 'Hikaru no Go' และหลังจากนั้นเกมกระดานนี้ก็ไม่เคยดูเป็นเรื่องไกลตัวอีกเลย
ผมกล้าพูดว่าซีรีส์นี้เป็นประตูที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยที่อยากเรียนรู้หมากล้อมแบบสนุกและเข้าใจง่าย เพราะมันเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้กติกา การนับแต้ม การจับกิน และแนวคิดพื้นฐานอย่างการสร้างตา-การป้องกันชีวิต (life and death) โดยไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่าถูกสอนเป็นบทเรียนแห้ง ๆ ฉากการฝึกแก้ปัญหา tsumego, การอ่านชิโจ (shicho) หรือการอธิบายความหมายของคำว่า 'ตา' กับ 'ตาย' ถูกใส่มาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นมาก
นอกจากส่วนการสอนพื้นฐานแล้ว 'Hikaru no Go' ยังให้รสชาติของการแข่งขันและพัฒนาการทางจิตใจผ่านความสัมพันธ์ระหว่างฮิคารุกับไซ (วิญญาณผู้เล่นจากยุคโบราณ) และคู่แข่งสำคัญอย่างอากิระ ฉากแมตช์ใหญ่ ๆ จะเผยทั้งเทคนิคและกลยุทธ์ เช่น แนวคิดเรื่อง 'อิทธิพล' (influence) กับ 'ดินแดน' (territory) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหมากล้อมไม่ใช่แค่การเอาหินมากกว่า แต่เป็นศิลปะแห่งการคุมพื้นที่และการอ่านเกมล่วงหน้า ส่วนภาษาที่ใช้ในเรื่องค่อนข้างเป็นมิตรต่อผู้ชมไทย—ไม่ซับซ้อนจนเกินไป และผู้ชมหลายคนมักจะหยิบกระดานขึ้นมาลองตามฉากที่ดู
ถ้าจะให้แนะนำแบบตรง ๆ: ดูแบบตั้งใจจดจ่อกับจังหวะการเล่นในแต่ละตอน ลองจดคำศัพท์ที่เจอและหยิบหินมาวางตามฉากที่ชอบ แล้วจะเห็นว่าการเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่าให้ความเข้าใจลึกกว่าการอ่านกฎอย่างเดียวเสมอ เรื่องนี้ยังมีซีนทางวัฒนธรรมของหมากล้อมที่ช่วยให้เข้าใจว่าสังคมผู้เล่นมีมารยาทและคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างไร สุดท้ายแล้ว มันเป็นแอนิเมะที่ทั้งให้ความบันเทิงและทำให้คนอยากหยิบกระดานจริง ๆ ขึ้นมาเล่นต่อ — นี่คือเหตุผลที่ผมยังแนะนำอยู่เสมอ
3 Answers2026-05-19 12:34:48
ฝึกโปเกม่อนมังกรให้พร้อมสู้บอสต้องเริ่มจากการออกแบบบทบาทที่ชัดเจนก่อนว่าอยากได้มังกรสายไหน — ตัวทำดาเมจกายภาพ ตัวทำดาเมจพิเศษ หรือตัวตั้งสถานะและบัฟ/เดบัฟ ฉันมักเริ่มจากการเลือกNatureและแจก EV ให้สอดคล้องกับบทบาท เช่น ถ้าใช้ 'Dragonite' แบบ physical sweeper จะเน้น Attack/Speed (252/252) และ Nature แบบ 'Adamant' หรือ 'Jolly' แล้วตามด้วยการเลือกท่าเช่น 'Dragon Dance' + 'Outrage'/'Return' + ท่าโจมตีครอบคลุมประเภท (เช่น 'Earthquake' หรือ 'Fire Punch') และท่าเติมพลังอย่าง 'Roost' เพื่อความอยู่รอด
นอกจากสเตตัสและท่าแล้ว การเตรียมของก็สำคัญมาก — ไอเท็มอย่าง 'Leftovers' ให้ความอึด, 'Weakness Policy' เหมาะกับมังกรที่ทนกระสุนแล้วสวนกลับ, ส่วน 'Choice Band' จะเพิ่มพลังโจมตีแลกกับการล็อกท่า ฉันมักทดลองของหลายแบบกับคู่แข่งจำลองเพื่อดูว่าทีมขาดอะไรก่อนจะขึ้นสู้บอสจริง การจับคู่ออกจากประเภทก็ควรคิดล่วงหน้า เช่น คู่หูที่รับไฟ/น้ำ/ดินได้ดีจะช่วยมังกรของเราเอาชนะบอสธาตุที่ต้านมังกร
ฝึกในสถานการณ์จริงสำคัญไม่แพ้กัน — ลองสู้บอสระดับหัวหน้าฟาร์มหรือ Raid ที่มีสไตล์การโจมตีต่างกัน เพื่อปรับการเทรนเรื่องสปีด การตัดสินใจสลับตัว และการใช้ไอเท็ม ฉันมักบันทึกรีเพลย์เพื่อดูจังหวะผิดพลาดบ่อย ๆ แล้วแก้ไขทีละจุด ผลคือมังกรของฉันไม่เพียงแค่มีสเตตัสดี แต่ยังเล่นเป็นด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผ่านบอสได้มากขึ้นในทุกครั้งที่ขึ้นสู้