LOGINเมื่อหอระเริงวสันต์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกลลวงล่มบัลลังก์ จากหญิงโลมเมืองผู้ถูกตราหน้า สู่ยอดพธูผู้กุมชะตามังกร นางคือยอดคณิกาที่มังกรหมายปอง... แต่เป็นยอดดวงใจที่บัณฑิตยอมแลกด้วยชีวิต มังกรผู้โอหังมองนางเป็นเพียงเครื่องบำเรอความใคร่ สั่งให้หน้าขานางกางออกเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ นางจึงต้องปรนเปรอเขาให้สิ้นสติอยู่ใต้ร่างเพื่อจะแอบมาเสพสมกับขุนนางหนุ่มผู้เป็นรักแท้ การลอบเล่นชู้กับคนที่มังกรตีตราไว้ มีโทษเพียงอย่างเดียวคือตาย! แต่ยิ่งเสี่ยง กามรสกลับยิ่งหวานล้ำ *นิยายเรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีการบรรยายฉากร่วมเพศ ตัวละครมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน -นางเอกเก่งเรื่องบนเตียง -หนึ่งหญิงสองชาย -กามสูตรจีนโบราณ -นางเอกสวยล่มเมือง
View Moreท่ามกลางราตรีที่แสงจันทร์กระจ่างอาบย้อมผืนนภา กลิ่นอายแห่งวสันตฤดูโชยชายละลิ่ว พัดพาเอาความหอมหวานของบุปผานานาพรรณเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ทว่ากลับไม่มีที่ใดจะอบอวลไปด้วยความรัญจวนใจเท่ากับ ‘หอชิงโหลว’ หรือที่ผู้คนต่างขนานนามว่าหอระเริงวสันต์อีกแล้ว
ในค่ำคืนนี้ หอชิงโหลวถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานบนดินเพื่อจัดงานเลี้ยงชมบุปผาวสันต์ โคมผ้าไหมสีชาดและสีทองนับร้อยดวงถูกจุดโชติช่วง ขับเน้นตัวอาคารไม้สลักเสลาให้วิจิตรตระการตาราวกับตำหนักในสรวงสวรรค์ เสียงสรวลเสเฮฮาต่อกระซิกของเหล่าขุนนางปะปนไปกับเสียงกังวานของจอกสุราเงินที่กระทบกันไม่ขาดสาย กลิ่นกำยานราคาแพงจากต่างแดนกรุ่นกระจาย ผสมโรงไปกับกลิ่นอาหารอันโอชะและเมรัยเลิศรสที่บ่มเพาะมานานนับสิบปี
ณ โต๊ะไม้พะยูงแกะสลักลายมังกรคาบแก้วซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ‘เซี่ยอวิ๋น’ ขุนนางหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมาดิน นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านท่ามกลางวงล้อมของเหล่านางโลมผู้เลอโฉม
เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ปักดิ้นเงินเป็นลายเมฆมงคลตามสาบเสื้อและปลายแขน เส้นผมดำขลับราวน้ำหมึกถูกรวบตึงครอบด้วยปิ่นหยกขาวนวล ใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์คู่นั้นดูเย็นชาทว่าแฝงเร้นด้วยอำนาจคุกคามจนผู้ที่สบตาต้องสั่นสะท้าน มือเรียวยาวถือจอกสุราไว้หลวมๆ คล้ายกับว่าโลกทั้งใบนี้ไม่มีสิ่งใดคู่ควรพอจะดึงดูดใจเขาได้เลย
“ใต้เท้าเซี่ยเจ้าคะ... เหตุใดวันนี้ท่านถึงดูห่างเหินนัก สุราจอกนี้ข้าน้อยตั้งใจรินให้ท่านด้วยตนเองเชียวนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยของ ‘เพ่ยเพ่ย’ นางโลมชั้นสูงผู้มีผิวพรรณผุดผ่องดังรวงผึ้งเอ่ยขึ้น พร้อมกับขยับกายเข้าชิดจนปทุมถันคู่อวบที่ล้นทะลักพ้นขอบเอี๊ยมบดเบียดกับท่อนแขนแกร่งของเขาอย่างจงใจ มือนุ่มนิ่มซุกซนลูบไล้ไปตามหน้าขาของขุนนางหนุ่มอย่างถือวิสาสะ หวังจะปลุกเร้าอารมณ์บุรุษใต้ชุดขุนนางอันสูงศักดิ์
เซี่ยอวิ๋นเพียงชายตาแลมองครู่เดียว ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา ในใจมีเพียงความเบื่อหน่ายที่ถาโถม
‘ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี...’ เขาค่อนขอดในใจ
สำหรับเซี่ยอวิ๋น สตรีเหล่านี้ไม่ต่างจากตุ๊กตาเคลือบแป้งที่แต่งแต้มสีสันฉูดฉาดเพื่อปกปิดความว่างเปล่าภายใน พวกนางใช้เรือนร่างและความใคร่ฉาบฉวยเพื่อแลกเศษเงินและอำนาจ ทุกจริตก้านที่แสดงออกมา ทั้งการออดอ้อนออเซาะหรือสัมผัสที่จงใจจนเกินงาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นจนชินชาและมองว่ามันไร้ซึ่งชั้นเชิง
“ใต้เท้า... สุราจอกนี้ไม่ถูกปาก หรือว่าท่านอยากเปลี่ยนมาลองลิ้มรสหวานจากริมฝีปากของข้าน้อยแทนเจ้าคะ?”
นางโลมอีกนางนามว่า ‘เยี่ยนเอ๋อร์’ ขยับเข้ามาอีกฝั่ง นางโน้มกายลงจนกลิ่นแป้งร่ำโชยเข้าจมูก ปลายลิ้นชุ่มชื่นตวัดเลียริมฝีปากตนเองอย่างยั่วยวน หวังจะจุดไฟราคะในกายของบัณฑิตหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเคร่งขรึมที่สุดในราชสำนัก
เคร้ง! เซี่ยอวิ๋นกระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะจนเหล่านางโลมสะดุ้งสุดตัว
“พวกเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าความงามอย่างนั้นหรือ? การยัดเยียดเนื้อหนังที่ไร้ซึ่งวิญญาณ... สำหรับข้า มันเป็นเพียงขยะที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเท่านั้น”
คำพูดเชือดเฉือนทำเอาสตรีเหล่านั้นหน้าถอดสี รีบถอยกรูดออกไปด้วยความหวาดเกรงในบารมี
เซี่ยอวิ๋นถอนหายใจยาว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ที่นั่นดอกโบตั๋นกำลังเบ่งบานชูช่อใต้แสงจันทร์ พวกมันสวยงามและดูมีค่ากว่าสตรีที่รายล้อมเขาอยู่นี้นับพันเท่า
เขามาที่นี่ตามคำเชิญของเสนาบดีเฒ่าที่หวังประจบประแจง แต่กลับพบเพียงความซ้ำซากจำเจ เขาโหยหาบางสิ่งที่แตกต่าง... บางสิ่งที่สามารถสั่นคลอนหัวใจศิลาคู่นี้ได้ บางสิ่งที่ไม่ได้มีเพียงกามารมณ์หยาบโลน แต่คือ ‘ศิลปะแห่งความรัญจวน’ ที่แท้จริง
เขามองดูขุนนางคนอื่นที่มัวเมาในนารีและเมรัย บ้างซุกหน้าลงกับทรวงอกอิ่ม บ้างส่งเสียงครางต่ำอย่างลืมตัว เขาจิบสุราที่เหลือ ปล่อยให้รสขมปร่าซ่านไปทั่วลิ้น
“จะมีบ้างไหม... บุปผาที่เบ่งบานเพื่อตนเอง มิใช่เพื่อรอให้แมลงชั้นต่ำมารุมตอม” เขาพึมพำกับตนเอง
ทันใดนั้น แสงเทียนในหอชิงโหลวพลันวูบไหว เสียงจอแจรอบกายเริ่มเงียบสงัดลงทีละน้อย ทุกสายตาถูกตรึงไปยังทิศทางเดียวกัน
แรงดึงดูดบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสโสตประสาท เขาหรี่ตาลง จับจ้องไปยังรัศมีที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านม่านหมอกควันกำยาน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาไม่ใช่ใบหน้า หากแต่เป็นท่วงท่าการเยื้องกรายที่นุ่มนวลราวกับเทพธิดาเดินบนปุยเมฆ
‘ฮวาหลิง’ ก้าวออกมาจากความสลัว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างนางทำให้ความงามนั้นดูราวกับภาพวาดมงคล นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีขาวนวลซ้อนทับด้วยผ้าโปร่งบางสีม่วงคราม ยามขยับกาย ชายผ้าจะเสียดสีกันเกิดเสียงแผ่วเบาที่ฟังดูเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
เอวคอดกิ่วถูกพันธนาการด้วยสายรัดปักดิ้นทอง ขับเน้นทรวงอกอิ่มที่ดันรั้งคอเสื้อออกมาอย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณที่โผล่พ้นอาภรณ์ออกมานั้นขาวผ่องกระจ่างใส ยามต้องแสงเทียนดูราวกับหยกมันแพะชั้นเลิศที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างวิจิตร
เซี่ยอวิ๋นไล่สายตาขึ้นไปยังดวงหน้าของนาง... และนั่นคือวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนลมหายใจถูกช่วงชิงไป
ใบหน้าของฮวาหลิงเรียวเล็กเป็นรูปไข่ เครื่องหน้าทุกส่วนรับกันอย่างไร้ที่ติ คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศรพาดผ่านดวงตาเนตรหงส์ที่หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยดูลึกลับ นัยน์ตาของนางดำขลับเป็นประกายวับวาวราวกับอัญมณีใต้ก้นสระน้ำใส ริมฝีปากอิ่มตึงแต้มสีชาดดูฉ่ำหวานหยาดเยิ้ม... ราวกับรอคอยให้ผู้ใดเข้าไปลิ้มลองรสชาติ สองแก้มเนียนลออมีสีระเรื่อจางๆ ดุจดอกท้อแรกแย้ม
บนมวยผมสูงศักดิ์ประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายบุปผา มีระย้าทองคำทิ้งตัวลงมาคลอเคลียข้างใบหู นางโอบอุ้มพิณผีผาไม้กฤษณาไว้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเรียวสวยดูอ่อนละมุนจนน่าหลงใหล
“นั่นหรือ... ฮวาหลิง...”
เสียงพึมพำชื่นชมจากเหล่าขุนนางดังแว่วมาเพียงแผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของเซี่ยอวิ๋นกลับไร้ซึ่งสำเนียงใดอื่น เขามองดูนางที่เยื้องกรายลงบันไดมาทีละขั้น เท้าเรียวเล็กดุจกลีบบัวในรองเท้าผ้าปักลายมุกวิจิตรโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาให้เห็นเพียงรำไร ท่วงท่าของนางมิได้จงใจยั่วยวนดั่งนางโลมชั้นต่ำที่เขาเพิ่งขับไล่ไป ท่วงทำนองการก้าวเดินนั้นทรงพลัง จนทำให้ลำคอของเขาแห้งผากและร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาของนางทอดต่ำ จดจ่ออยู่เพียงเส้นทางเบื้องหน้า ท่าทางที่ดูสูงส่งและห่างเหินเกินจะเอื้อมถึงนั่นเอง กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นอันป่าเถื่อนที่สุดสำหรับบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าเช่นเขา
ฮวาหลิงไม่ใช่เพียงสตรีคณิกา... แต่นางคือดอกโบตั๋นล้ำค่าที่เบ่งบานท่ามกลางดงหญ้าป่า เป็นรัศมีจันทร์กระจ่างที่สาดส่องลงมายังโลกที่มืดบอดและน่าเบื่อหน่ายของเขา
ยิ่งนางดูสะอาดสะอ้านและสูงค่าเพียงใด สัญชาตญาณดิบภายในกายเขาก็ยิ่งร่ำร้องโหยหา... อยากจะครอบครอง บดขยี้ และทำลายความสงบนิ่งนั้นให้ย่อยยับลงคาทาง
ฮวาหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ในที่สุดดวงตาดั่งเนตรหงส์ก็ประสานเข้ากับดวงตาคมปลาบของเซี่ยอวิ๋น
มันเป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวอึดใจ ทว่ากลับยาวนานราวชั่วนิรันดร์ในห้วงคำนึงของเขา นางเคลื่อนกายไปประทับบนแท่นไม้ มือเรียวบางประดุจลำเทียนขาวผ่องประคองคอพิณผีผา ปลายนิ้วที่ตัดแต่งเล็บอย่างงดงามจรดลงบนสายไหม
นางเริ่มกรีดนิ้วร่ายมนต์บทเพลง... ท่วงทำนองนั้นมีชื่อว่า ‘วสันต์คะนึงหา’ มันมิใช่เพลงที่พรรณนาถึงความงามของบุปผาในสวนหลวง หากแต่คือเสียงคร่ำครวญของกลีบดอกไม้ที่กำลังสั่นระริก รอคอยการรุกล้ำจู่โจมจากหมู่มวลภมรอย่างกระสันถึงขีดสุด
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร
ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ
เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ
เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง