Masukดาราหนุ่มในความดูแล ที่ผิดหวังในความรัก เธอที่เป็นคนฉุดดึงเขาขึ้นมา ให้เจิดจรัส ...แต่วันหนึ่งคนในอดีตกลับย้อนเข้ามาในชีวิตของเขาอีกครั้ง... แล้วดาราหนุ่มจะทำเช่นไรกับหัวใจของตัวเอง...
Lihat lebih banyakภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน)
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่ขนานเรียกกันติดปากว่า ‘ภาคอีสาน’ นั่นเอง ในพื้นที่ของถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในชนบท ปลายฤดูหนาว มีเพียงฝูงวัวควาย ที่ชาวบ้านต่างนำออกมาเลี้ยงที่กลางทุ่งนา เพราะเป็นช่วงที่ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว
บ้างก็ขุดปูหาปลาตามหนองน้ำ และน้ำที่พอยังขอดอยู่ตามซอกหลุมเล็ก ๆ (ปลาข่อน) เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้มีชีวิตรอดไปในแต่ละวัน ส่วนคนหนุ่มสาวนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งหน้าสู่เมืองกรุงกัน เพื่อหางานทำเลี้ยงชีพต่อไป...
“บักหล่า แน่ใจแล้วบ้อลูก ว่าสิไปเรียนต่อกรุงเทพฯอีหลี” (ลูกแน่ใจแล้วใช่ไหม ที่จะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯจริง ๆ) เสียงหญิงวัยสี่สิบปีเอ่ยถาม เมื่อลูกชายในวัยเพียงสิบแปดปี ซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้าน และเป็นลูกชายคนโต ยื่นรายชื่อนักศึกษาใหม่ที่ลูกชายสอบติดมาให้ดู
คำนาง หญิงวัย 40 ปี ตอนนี้กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เมื่อผู้เป็นสามีที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อนด้วยอุบัติเหตุ นับจากนั้นมาคำนางจึงทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ให้แก่ลูก ๆ ทั้งสอง และผู้เป็นแม่ในวัยชราด้วย
คำนางมีลูกสองคนเป็นชายและหญิงที่อายุห่างกันมาก ลูกชายคนโต(ลูกชายกก) มีชื่อว่า ชนาวิชญ์ หรือ บักวิด เป็นชื่อเรียกติดปาก ของคนที่สนิทมักใช้เรียกขานกัน พึ่งจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และกำลังจะเข้าไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง เพราะสอบได้ทุนติดที่นั่น
ส่วนคนที่สองนั้น คือลูกสาว(ลูกสาวหล่า) ซึ่งมีนามว่า ชนิดา หรือที่ทุกคนเรียกขานกันในนามของ หนูนิด เด็กหญิงอายุพึ่งได้ 7 ขวบ และพึ่งจบการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล ลูกทั้งสองคนของเธออายุห่างกันตั้งสิบสองปี
เดิมทีคำนาง ตั้งใจที่จะมีลูกแค่คนเดียว เพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ลูกสาวเลยกลายมาเป็นลูกหลงที่ห่างกันกับพี่ชายเป็นรอบ
“แน่ใจแล้วครับแม่ ไปอยู่กรุงเทพฯกะดีคือกัน สิได้ลดค่าใช้จ่ายแม่ทางนี้ แล้ววิดสิหางานเฮ็ดไปนำเลย” (แน่ใจแล้วครับแม่ ไปอยู่กรุงเทพฯก็ดีเหมือนกัน จะได้ลดค่าใช้จ่ายแม่ทางนี้ด้วย แล้ววิชญ์จะหาทำไปด้วยเลย) เสียงหนักแน่เอ่ยตอบคนเป็นแม่ออกไป เพราะตั้งใจแล้วว่าจะไปหางานทำและศึกษาเล่าเรียนต่อที่นั่น
ชนาวิชญ์ หนุ่มวัยเพียง 18 ปีกว่า ที่ตอนนี้เป็นเสาหลักของครอบครัวแทนผู้เป็นบิดา ต้องหารายได้ระหว่างเรียนในช่วงปิดเทอมและในวันหยุด เพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว เพราะคิดว่าการที่ได้ไปอยู่ในเมืองแห่งความเจริญแบบนั้น จะสามารถหางานทำได้ง่าย และเงินจะดีกว่าทางนี้ เลยเลือกสมัครสอบชิงทุนตามคำแนะนำของครูที่ปรึกษาดู แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะสอบติดจริง ๆ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากพอสมควร
และตั้งใจเอาไว้แล้วว่า ระหว่างที่รอมหาวิทยาลัยเปิดภาคเรียนนั้น เขาจะเดินทางไปล่วงหน้า เพื่อหางานทำก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิด เพื่อที่จะได้มีเงินส่งกลับมาให้แม่และน้องสาวที่บ้าน
“แล้วบักหล่าสิไปมื้อใด” (แล้วลูกจะไปวันไหน) เสียงของหญิงชรา ผู้เป็นยายถามขึ้นมา
ยายนา หญิงวัยชราในวัย 70 ปี ที่ร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่ และยังเป็นคนที่ลี้ยงดูหลานชายเพียงคนเดียวมาตั้งแต่แบเบาะอีกด้วย
“ไปอาทิตย์หน้าเลยครับยาย วิดโทรฯไปบอกลุงหมานไว้แล้ว” (ไปอาทิตย์หน้าเลยครับยาย วิชญ์โทรฯไปบอกลุงหมานไว้แล้ว) เขาตอบผู้เป็นยายออกไปตามตรง
เพราะลุงหมานที่เขาเอ่ยถึง ก็คือลุงสมานที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับแม่ของเขา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ แถมอยากให้เขาเข้าไปทำงานด้วย เมื่อรู้ว่าหลานชายจะไปเรียนที่นั่น เพราะเขาปรึกษาเรื่องที่อยู่กับลุงหมานก่อน ค่อยมาบอกแม่และยาย
ส่วนเรื่องเรียน เขาไม่กังวลแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดเรียน เขาจะเข้าพักที่หอพักนักศึกษาแทน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปด้วย
*
*
*
*
สัปดาห์ต่อมา
และเมื่อถึงวันเดินทางจริง ๆ ที่ชนาวิชญ์ต้องจากบ้านเกิดไปอยู่เมืองกรุงจริง ๆ ผู้เป็นยาย จึงนำฝ้ายผูกแขนให้แก่หลานชาย และสร้อยคอทองคำ แต่เป็นลายสำหรับผู้หญิงน้ำหนักหนึ่งบาทให้แก่หลานชายไปด้วย เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่อยากจะมอบให้แก่หลานชาย
เขาเดินทางด้วยรถตู้ เพราะส่งถึงที่ จะได้ไม่ลำบากลุงหมานมารับด้วย และมีของฝากที่คนเป็นแม่ของเขานำไปให้ลุงหมานด้วย จึงเลือกนั่งรถตู้แทนรถบัสประจำทาง
เมื่อมาถึงที่พักของลุงหมาน ซึ่งเป็นตึกแถวอยู่ในชุมชน แถมยังใกล้กับมหาวิทยาลัยของเขาพอดี และลุงหมานเปิดร้านขายข้าวแกงอาหารตามสั่ง เขาจึงทำหน้าที่เป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ช่วยงานเกือบสามเดือน โดยที่ไม่ขอรับค่าจ้างเลย เพื่อตอบแทนที่ลุงหมานและป้าสะใภ้ให้ที่อยู่อาศัยตน แต่ลุงหมานก็ให้เขาอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร แต่ลุงหมานก็หาวิธีอ้างจ่ายค่าจ้างอยู่ดี
*
*
*
สามเดือนต่อมา
แล้วเมื่อถึงวันที่มหาวิทยาลัยเปิด และเขาก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยแทน ส่วนทุกวันหยุดก็จะเข้ามาช่วยลุงหมานและป้าสะใภ้อยู่ตลอดเหมือนเช่นเดิม
และวันนี้หนึ่งเดือนเต็มแล้วที่เขาเป็นนักศึกษาอย่างเต็มตัว เขายังไม่มีเพื่อนหรือใคร เพราะเขาเป็นคนที่พูดน้อย และไม่กล้าที่จะเข้าไปหาใครก่อน
เขากำลังเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนหน้าตึกคณะฯ เมื่อเดินออกมาจากตึกในช่วงก่อนเวลาพักกลางวัน แต่สายตาดันสะดุดเข้ากับอะไรบ้างอย่างที่ล่วงอยู่ หลังจากหญิงสาวพึ่งจะลุกออกไปได้ไม่ไกลมากนัก เขาหยิบมันขึ้นมา แล้วตามเอาไปให้หญิงสาวทันที
“ขอโทษครับ นี่ใช่กระเป๋าสตางค์ของพี่หรือเปล่า พอดีผมเห็นว่ามันตกอยู่ที่พื้นตรงโต๊ะหินอ่อนที่พี่นั่งอยู่ ก่อนที่ผมจะไปนั่ง” เขาเอ่ยเรียกตามหลังหญิงสาวที่กำลังเดินออกไป ดูก็รู้ว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่ แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอทันที
หญิงสาวหยุดชะงักนิ่ง เพราะยังอึ้งที่คนร่างสูงตรงหน้าใบหน้าหล่อเหลาเอาการถึงแม้จะไม่ถึงขั้นที่ว่าฟ้าประทาน แต่ใบหน้าเจ้าเสน่ห์สามารถทำให้เธอตกอยู่ในภวังค์ได้ ก่อนที่จะพยักหน้ารับเมื่อตั้งสติได้
“ใช่จริง ๆ ด้วย ขอบคุณนะ” เธอรับกระเป๋าสตางค์มาจากมือของเขา แล้วเขาก็จากไปทันที โดยที่เธอเอ่ยเรียกไว้ไม่ทัน เพราะอยากตอบแทนเขา อย่างน้อยก็เลี้ยงน้ำเขาก็ยังดี
นับแต่จากนั้นมาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย หญิงสาวรู้สึกแปลกใจ ทั้งที่อยู่คณะเดียวกัน ทำไมไม่เจอหน้าชายหนุ่มปีหนึ่ง ผู้หวังดีคนนั้นเลย
บทส่งท้าย(จบ)หกเดือนต่อมางานมงคลสมรสเล็ก ๆ ถูกจัดขึ้นที่ลานหน้าบ้านหลังใหญ่ หลังจากที่ปาณิศาได้ให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งตอนนี้ลูกชายมีอายุได้สาามเดือนแล้ว นั่นคือ ‘เด็กชายปานวิชญ์ พิสิษฐากูล’ หรือ น้องชินงานมงคลของวันนี้ชนาวิชญ์ได้เรียนเชิญแขกผู้ใหญ่และคนสนิทเท่านั้น รวมถึงเพื่อนทั้งสองคนที่อยู่กรุงเทพฯของเขามาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยและคนที่จะต้องมาให้ได้ และเป็นสำคัญของงานเลยนั่นคือช่างภาพ คอยเก็บในบรรยากาศตลอดของงานนั่นเอง ซึ่งก็คือเพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่ง ‘วรากร’“มึงถึงไหนแล้วว่ะไอ้กร” ชนาวิชญ์โทรสายจิกกลับเพื่อนอีกครั้ง เมื่อใกล้ถึงพิธีแล้วแต่เพื่อนยังไม่ถึงสักที[ถึงปากทางเข้าแล้ว ใจเย็น ๆ หน่อยสิว่ะ งานยังไม่เริ่มเลย]“ภายใน 5 นาที ถ้ามึงยังมาไม่ถึง กูจะจ้างช่างภาพคนอื่น” ชนาวิชญ์ขู่ออกไปอย่างไม่จริงจังเท่าไหร่นัก[เชี้ย!]“วิชญ์จะเดินไปเดินมาทำไมนักหนา ปลาเวียนหัวไปด้วยแล้ว” ปาณิศาเอ่ยถามเมื่อเห็นเขาเดินไปเดินมาหลังจากแต่งตัวเสร็จรอเจ้าพิธี“วิชญ์ตื่นเต้นครับ” เสียงนุ่มเอ่ยบอกกับเจ้าสาวสุดสวยของเขาในวันนี้“มือเย็นเชียว”ก๊อก ก๊อก ก๊อก“บ่าวสาวไปเข้าพิธีได้แล้วจ้ะ ได้ฤกษ์แล้ว” คำน
มาทุกวันอยู่ได้สามเดือนต่อมาทุกคนเริ่มปรับตัวและเข้ากับคนที่นี่ได้แล้ว และก็ช่วยทำงานสวนได้เป็นอย่างดี โดยมีคนงานที่นี่คอยช่วยสอนงานให้อย่างเป็นมิตรชนาวิชญ์พึ่งพาปาณิศาไปรับประกาศนียบัตรจบจามหาวิทยาลัยมาเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แวะไปทางไหนต่อ เพราะงานที่นี่ยุ่ง และหญิงสาวท้องโตแล้วด้วย“พวกมึงไม่คิดจะมาหากูบ้างเลยหรือไงว่ะ” ชนาวิชญ์ถามเพื่อนทั้งสองที่กรุงเทพฯ เมื่อวีดีโอคลอกลุ่มหากันนานแล้วที่พวสกเขาไม่ได้เจอกันกับเพื่อนทางนั้นเลย จะมีแต่เพื่อนของชนาวิชญ์ทางนี้ที่ขยันมาแทบจะทุกวัน ไม่รู้มันจะว่างอะไรนักหนา[มึงก็รู้ว่ากูงานยุ่ง ทั้งเรียนต่อ ทั้งงานที่บริษัท] ศุภวัฒน์ที่อยู่ในชุดทำงานเรียบร้อยดูมีภูมิฐาน นั่งประจำอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เอ่ยตอบกลับมา“ครับว่าที่ท่านประธานในอนาคต แล้วมึงล่ะไอ้กร เห็นแต่เที่ยวถ่ายรูปไปวัน ๆ ไม่คิดถึงกูบ้างหรือว่ะ” ชนาวิชญ์ขานรับอย่างรับรู้ แถมยังเอ่ยแซวออกไปด้วย ก่อนจะเอ่ยถามไปคนในสายอีกคน[เดี๋ยวกูเบื่อที่นี่ กูจะไปหามึงเองแหล่ะ ตอนนี้รับงานถ่ายรูปไว้เยอะเลย] วรากรตอบออกมา เมื่อรู้ว่าเพื่อนหมายถึงตน[เสียงเอะอะอะไรกันว่ะไอ้วิชญ์แทรกเข้ามา] ศุภวัฒน
ยินดีต้อนรับสู่บ้านเกิดณ บ้านของชนาวิชญ์“ที่นี่ยินดีต้อนรับทุกคนนะคะ” ชนิดาพนมมือไหว้เอ่ยต้อนรับทุกคนด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“น้องสาวผมเองครับหนูนิด ส่วนนี้แม่ของผมเองครับดูแลที่นี่แทนผมทุกอย่าง” ชนาวิชญ์จึงเอ่ยแนะนำครอบครัวของเขาให้ทุกคนรู้จัก“สวัสดีคะ/สวัสดีครับ”“เชิญทุกคนทางนี้เลยจ้ะ...” คำนางจึงพาทุกคนเดินไปทางที่พัก ที่ลูกชายแจ้งไว้แล้วว่าจะมีคนมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน“คุณพ่ออยู่ที่...” ชนาวิชญ์จึงหันมาเอายกับว่าที่พ่อตาของเขา“พ่อขอไปอยู่ร่วมกับพวกชัยดีกว่า ไม่รบกวนลูกหรอก” แต่ปราณนต์ดันขัดเอาไว้เสียก่อนเพราะรู้ดีว่าชนาวิชญ์จะพูดอะไร“แต่พ่อครับ”ปาณิศาจึงได้ปรามเขาไว้ เพราะรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อไม่ยอมมาอยู่ที่บ้านหลังเดียวกันกับเธอหรอก ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านยอมมาอยู่ด้วยกันที่นี่“เถอะน่า พ่ออยู่ได้วิชญ์” ปราณนต์พูดเช่นนั้นก็ถือกระเป๋าเดินตามทุกคนไปทางที่พักทันที“เราเข้าข้างในบ้านไปหายายกันเถอะครับ ข้างนอกอากาศร้อน” ชนาวิชญ์จึงเอ่ยชวนเธอเจ้าไปในบ้านหลังใหญ่ เพราะช่วงนี้อากาศอบอ้าว“น้ำจ้าพี่ปลาคนสวย” เมื่อเข้ามาภายในบ้าน เมื่อเคยมาครั้งที่แรก ชนิดาก็น้ำมาเสิร์ฟให้เ
พร้อมสู้ไปด้วยกัน“พร่ำกันจบแล้ว ก็รีบพากันเก็บของออกจากที่นี่ไปสะ” เป็นเสียงของบุคคลที่เดินเข้ามาภายในบ้านอย่างถือวิสาสะ“พี่อาร์ต!!!” ปาณิศาเบิกตากว้างขึ้นมาทันที ว่าคนที่มาใหม่นั้นเป็นใคร ซึ่งเธอก็รู้จักสองพ่อลูกเป็นอย่างดี เพราะบิดาทำงานร่วมกัน“ใช่ พี่เอง เจ้าของบ้านคนใหม่ของบ้านหลังนี้ยังไง”“หมายความว่ายังไง”“ก็ตามที่ได้ยินนั้นแหล่ะ แต่ถ้าน้องปลาอยากได้บ้านคืนพี่มีวิธี”ปาณิศาลุกขึ้นยืน โดยมีผู้เป็นพ่อและชนาวิชญ์คอยช่วยประคอง เธอก้าวออกไปหาคนที่พูดขึ้นว่าจะเป็นเจ้าของคนใหม่ของบ้านหลังนี้“อย่าเข้ามาใกล้เมียผม” ชนาวิชญ์ผลักอกแกร่งให้ถอยออกห่างจากปาณิศาทันที เมื่อชายหนุ่มย่างกรายเข้ามาใกล้“หึ ไอ้ดารากระจอก ใฝ่สูงหวังจับคนรวย แต่เสียใจด้วยนะที่คนที่นายหวังจับหมดตัวเสียก่อน” ยศวรรธน์ยกยิ้มมุมปากพร้อมมองเหยียดเขาอย่างดูถูก“พี่จะมาพูดอะไรก็พูดออกมาเลย” ปาณิศาเข้าประเด็นทันที“มาเป็นเมียพี่สิ บ้านหลังนี้จะเป็นของน้องปลาทันที” เสียงเรียบนิ่งเอ่ย พร้อมใบหน้าดุร้ายมองมาที่เธออย่างเป็นผู้ชนะ“ไอ้ชั่ว!” ชนาวิชญ์กำมือแน่น พร้อมยกขึ้นหมายจะสาดใส่ใบหน้าคมของอีกฝ่ายทันที“เอาสิ ถ้ามึงกล้าต่