เวลาอธิบายความแตกต่างของคำแปล ผมมักแยกระหว่างคำที่ใช้ในเชิงวาทกรรมกับเชิงปรัชญา: 'maxim' มักสั้นและเป็นหลักการพื้นฐาน ส่วน 'adage' จะเน้นความเก่าแก่และได้รับการเชื่อถือยาวนาน ตัวอย่างที่ผมชอบยกคือ 'Rome wasn't built in a day' ซึ่งสื่อว่าความสำเร็จใหญ่ต้องใช้เวลา เมื่อผมคุยกับนักเรียนหรือเพื่อนที่ท้อกับงาน ผมมักพูดประโยคนี้เพื่อเตือนให้อดทน อีกอันคือ 'Don't bite the hand that feeds you' เตือนอย่าดูถูกคนที่ช่วยเหลือเรา และ 'Too many cooks spoil the broth' หมายถึงถ้ามีคนมากเกินไปในการตัดสินใจ งานอาจพังได้ ฉะนั้นการเลือกใช้คำพังเพยไม่เพียงแต่ต้องรู้ความหมาย แต่ต้องรู้บริบทและอารมณ์ของบทสนทนาด้วย
เราเคยใช้คำพังเพยในบทสนทนาเพื่อเปรียบเปรย เช่น เมื่อคนพูดถึงความอยากได้ของคนอื่นมักจะพูดว่า 'The grass is always greener on the other side' แปลได้ว่า มองว่าของคนอื่นน่าสนใจกว่า ซึ่งใช้เตือนให้ยั้งคิดก่อนอิจฉา นอกจากนี้ควรระวังการใช้คำพังเพยที่อาจมีอคติทางวัฒนธรรม เพราะบางสำนวนในภาษาอังกฤษอาจไม่สะท้อนความหมายเดียวกันในภาษาไทย ถ้ารู้จักความหมายลึก ๆ และเลือกใช้ให้เหมาะ สำนวนสั้น ๆ เหล่านี้จะช่วยสื่อความได้อย่างมีพลัง
ดิฉันมักเลือกตัวอย่างสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น 'No pain, no gain' หมายความว่า ถ้าไม่พยายามก็ไม่ได้ผล เหมาะจะพูดปลุกใจคนที่กำลังฝึกฝน อีกคำคือ 'Honesty is the best policy' เตือนให้ซื่อสัตย์เป็นแนวทางที่ปลอดภัยในระยะยาว ตัวอย่างการใช้แบบประโยคสั้น ๆ เช่น "ถ้าคุณอยากมีผลลัพธ์ ช่วยจำไว้ว่า no pain, no gain" ซึ่งจะให้ความรู้สึกกระตุ้นและตรงไปตรงมา
ผมมักอธิบายให้คนรู้ว่า 'proverb' คือประโยคสั้น ๆ ที่สรุปภูมิปัญญาเชิงปฏิบัติ เช่น เตือนสติหรือให้คำแนะนำ ตัวอย่างที่ชอบใช้สอนคือ 'A stitch in time saves nine' แปลตรงตัวว่า หากเย็บตอนแรกจะประหยัดงานทีหลัง ซึ่งในภาษาไทยใกล้เคียงกับสำนวนว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" อีกอันคือ 'Don't count your chickens before they hatch' หมายถึงอย่าไปวางใจในสิ่งที่ยังไม่เกิด เหมือนคำไทยว่า "อย่าพึ่งตัดสินใจก่อนผลออก" ส่วน 'When in Rome, do as the Romans do' ใช้เมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมหรือกฎที่ต่างออกไป