นอกจากธีมรักร่วมเพศที่เป็นประเด็นหลักแล้ว หนังยังตั้งคำถามเรื่องมิตรภาพ เพศสภาพ และวิธีที่สังคมคาดหวังให้คนเป็นไปตามกรอบ นักแสดงถ่ายทอดบทบาทได้ละเอียด มุมกล้องและการตัดต่อช่วยสร้างความเงียบที่มีน้ำหนัก ผมเห็นว่าความกล้าหาญของหนังอยู่ที่การไม่แต่งเติมฉากหวือหวาแต่เลือกให้ความสำคัญกับมิติภายในของตัวละคร ซึ่งทำให้ฉากบางฉากจ่อมลึกเหมือนฉากใน 'The Perks of Being a Wallflower' ที่ความเรียบง่ายกลับทำให้เจ็บปวดและงดงาม
ฉากที่ใช้ดนตรีเป็นตะขอเชื่อมความทรงจำของตัวละครนั้นจับใจมาก เสียงเพลงช่วยขยายความหมายของบทสนทนาและสายตาที่ไม่ได้พูดออกมา ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์อย่าง 'Call Me By Your Name' ที่ใช้บรรยากาศและเพลงสื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีฉากหวือหวา แต่การแสดงทางอารมณ์ละเอียดอ่อนและการถ่ายภาพที่ใส่ใจรายละเอียด ทำให้ตอนจบยิ่งหนักแน่นขึ้น เป็นหนังที่เมื่อดูจบแล้วยังคงวนอยู่ในหัวอีกหลายวัน