ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้อ่าน 'รามเกียรติ์' ฉันติดใจกับความซับซ้อนของตัวร้ายมากกว่าจะมองเป็นตัวร้ายเพียงดาบเดียว — ทศกัณฐ์สำหรับฉันคือผลรวมของความทะเยอทะยาน ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และตรรกะของอำนาจที่ทำให้การตัดสินใจของเขาดูสมเหตุสมผลในบริบทของตัวเอง
ผิวเผินมองแล้วเหตุผลที่ทำให้ทศกัณฐ์ลงมือคือกิเลส ไม่มีใครปฏิเสธความต้องการทางกามารมณ์ที่เป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างการลักพาตัวนางสีดา แต่ถ้าลงลึกจะเห็นว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่นความภาคภูมิใจในฐานะกษัตริย์ของเกาะลังกา ความกลัวต่อการสูญเสียสถานะทางการเมือง และความรับรู้ว่าการแสดงอำนาจเป็นการยืนยันอธิปไตยของตน การพูดคุยของทศกัณฐ์กับวิภาราชในบางฉากแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองการกระทำเป็นเรื่องผิดชอบชั่วดีแค่ส่วนบุคคล แต่มองว่าเป็นการตอบโต้ต่อสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการท้าทายจากภายนอก
อีกมิติที่ชอบสะกิดความคิดคือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่พันธนาการคนร้ายไว้ เช่นเรื่องของสุรปักษี (หรือการถูกล้อเลียนและถูกทำร้ายศักดิ์ศรีของญาติ) ซึ่งผลักดันทศกัณฐ์ไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรง งานเขียนต้นทางอย่าง 'รามายณะ' ก็ช่วยให้เข้าใจว่าทศกัณฐ์ไม่ใช่คนไร้ปัญญา แต่เป็นนักบวช ผู้มีความรู้ และผู้ที่ยึดมั่นในธรรมเนียมบางอย่าง จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างความเป็นมนุษย์(มีความปรารถนา) กับบทบาทของผู้ปกครอง เมื่อรวมกับอคติทางครอบครัวและความ
พยาบาท ความซับซ้อนนี้จึงทำให้เขาเป็นทั้งวายร้ายและอีกด้านหนึ่งคือโศกนาฏกรรมของกษัตริย์ที่ไม่เห็นพ้องกับโลกภายนอก
ฉันมักคิดว่าสิ่งที่ทำให้ฉากปะทะสุดท้ายมีพลังไม่ใช่แค่
อานุภาพของอาวุธ แต่เป็นการปะทะกันของระบบคุณค่าและแรงจูงใจ ถ้าปลดเข็มขัดคำตัดสินแบบขาวดำออกไป จะเห็นคนที่เลือกทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นหนทางรักษาอำนาจและ
เกียรติภูมิของตัวเอง แม้มันจะพาไปสู่ความ
พ่ายแพ้ก็ตาม และนั่นแหละที่ทำให้ 'รามเกียรติ์' ยังคงตรึงใจฉันอยู่เสมอ