1 Answers2026-06-06 15:26:39
ต้นกำเนิดของคำว่า 'เบอเซอเกอร์' ย้อนไปสู่ตำนานนอร์สและบันทึกยุคกลางของสแกนดิเนเวีย ซึ่งบรรยายถึงนักรบที่เข้าสู่สภาพคลั่งราวกับคนไร้สติก่อนการรบและถือกันว่าเหนือศัตรูด้วยพลังเหนือมนุษย์ คำว่าในภาษานอร์สเก่าเขียนว่า berserkr และมีการถกเถียงกันเรื่องรากศัพท์ว่าแปลว่า 'เสื้อติดขนหรือลายสัตว์' (bear-shirt) ที่เชื่อมโยงกับการแต่งกายด้วยขนหมี หรืออาจหมายถึงการสวมใส่แบบเปล่าเปลือย (bare-shirt) ที่สื่อถึงการไม่สวมเกราะ ความหมายเชิงพฤติกรรมยังรวมถึงคำว่า 'berserkergang' ที่หมายถึงการเข้าสู่ภาวะรุนแรง คลั่ง และไม่รู้สึกเจ็บปวด ซึ่งถูกเล่าไว้ในซากวรรณกรรมอย่าง 'Egil's Saga' และงานเรียงความต่าง ๆ ของนักประวัติศาสตร์สแกนดิเนเวียยุคกลาง
ภาพพจน์ของเบอเซอเกอร์ในแหล่งข้อมูลดั้งเดิมมักเต็มไปด้วยฉากเหนือจริง เช่น การกัดโล่ การคำราม การเหมือนเป็นสัตว์ และสามารถทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยพลังเดียวดาย นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาเสนอทฤษฎีหลายแบบเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ บางคนมองว่าเป็นพิธีกรรมชามานิกเกี่ยวกับบูชาเครื่องหมายสัตว์ เช่น หมียักษ์หรือหมาป่า ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นภาวะจิตวิทยา การกระตุ้นด้วยสารบางอย่าง หรือการฝึกฝนให้เกิดการเปลี่ยนสภาพจิตใจเพื่อเพิ่มความกล้าหาญและลดความเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีหรือการแพทย์ที่ยืนยันฉากคลั่งอย่างตรงไปตรงมานั้นยังไม่แน่นอน จึงเป็นเรื่องที่ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์กับตำนานมากพอสมควร
ในยุคปัจจุบันคำว่า 'เบอเซอเกอร์' ขยายความหมายไปไกลจากต้นแบบดั้งเดิม กลายเป็นอาร์กไทป์ที่ถูกหยิบมาใช้ในงานวรรณกรรม อนิเมะ มังงะ และเกม ตัวอย่างที่เด่นชัดคือมังงะ 'Berserk' ของ Kentaro Miura ที่นำธีมความคลั่งและการต่อสู้แบบไร้การยั้งมาถ่ายทอดในรูปแบบตัวละครที่ทั้งทรมานและทรงพลัง นอกจากนี้ซีรีส์เช่น 'Fate' ก็มีคลาสชื่อ 'Berserker' ที่แปลงความเป็นคลั่งเป็นความสามารถพิเศษ หลายเกมอย่าง 'Skyrim' หรือเกมแนวแอ็กชันทั้งหลายก็ยกย่องแนวคิดนี้ให้เป็นคลาสหรือสถานะที่แลกการควบคุมตัวเองด้วยพลังโจมตีที่สูงขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด แนวคิดเบอเซอเกอร์ในสื่อสมัยใหม่มักถูกปรับให้มีมิติเชิงจิตวิทยามากขึ้น—ไม่ใช่แค่คนดุร้ายแต่เป็นตัวละครที่มีแผลภายในหรือเรื่องราวที่ทำให้เขาต้องปลดปล่อยตัวเอง
ในมุมมองส่วนตัวเป็นสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นมากที่สัญลักษณ์จากตำนานโบราณยังมีอิทธิพลต่อสื่อร่วมสมัยได้ขนาดนี้ เพราะมันสะท้อนทั้งความกลัวและความต้องการของมนุษย์—ต้องการพลังที่เหนือขีดจำกัด แต่พร้อมต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการควบคุม นี่เป็นธีมที่ทำให้เบอเซอเกอร์ยังคงเป็นตัวละครหรือแนวคิดที่น่าสนใจและทรงพลังในทุกยุคทุกสื่อ สำหรับฉันการได้เห็นการตีความใหม่ ๆ ของเบอเซอเกอร์ในงานสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ทั้งน่ากลัวและชวนหลงใหลในเวลาเดียวกัน.
2 Answers2026-07-08 01:19:21
ชื่อ 'เก่ง ลายพราง' เป็นตัวละครที่ฉันตามอ่านมาตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะเขาเป็นตัวละครที่ยากจะนิยามแบบตรงไปตรงมา — ไม่ใช่แค่นักสืบหรือนักสู้เท่านั้น แต่เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างแสงกับเงาในโลกของ 'ลายพราง' ซึ่งเป็นเรื่องราวแนวสืบสวนผสมความระทึกขวัญที่เน้นการพลิกบทและปมชีวิตส่วนตัว
หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับเก่งคือความละเอียดอ่อนในการเขียนตัวละครของผู้แต่ง ทำให้เขาดูมีทั้งความบกพร่องและความกล้าหาญพร้อมกัน: เขาอาจมีอดีตที่ถูกปกปิดหรือฝังไว้กับภารกิจบางอย่าง แต่ก็ยังสามารถแสดงความอ่อนโยนในความสัมพันธ์เล็ก ๆ กับคนรอบข้างได้ ฉากที่เก่งใช้ทักษะการพรางตัวเพื่อเข้าไปสืบข้อมูลในย่านที่อันตราย ทำให้ผมนึกถึงความตึงเครียดแบบใน 'The Bourne Identity' — แต่โทนของ 'ลายพราง' จะเน้นความเป็นชุมชนและผลกระทบทางอารมณ์ของการปกปิดตัวตนมากกว่า
มุมมองส่วนตัวของผมคือเก่งทำหน้าที่เป็นกระจกให้กับธีมหลักของเรื่อง: ความจริงที่ถูกซ่อน, การทรยศ, และการไถ่ถอน เขาไม่ใช่ฮีโร่แบบขาวสะอาด แต่ก็ไม่ใช่วายร้ายชัดเจน ฉากหนึ่งที่ยังติดตาเป็นพิเศษคือช่วงที่เก่งต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเปิดเผยความจริงกับการปกป้องคนที่เขารัก — ฉากนั้นเผยให้เห็นแก่นแท้ของตัวละครได้ชัดเจน และทำให้เรื่องราวของ 'ลายพราง' น่าติดตามแบบยากจะวางมือ ในท้ายที่สุด เก่งเป็นตัวละครที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่แค่ทักษะหรือบทบาท แต่เป็นความเปราะบางที่เขาพยายามปกป้องไว้
4 Answers2026-06-29 23:27:22
การเล่าเรื่องของตัวละครที่ถูกเรียกกันว่า 'เก่ง' ในบริบทของลายพรางมักทำให้ผมสงสัยว่ามีต้นแบบมาจากคนจริงหรือไม่
มุมมองของผมค่อนข้างเชื่อว่าไม่ใช่บุคคลเดียว แต่เป็นการผสมผสานลักษณะจากคนจริงหลายคนเข้าด้วยกัน—ทั้งการแสดงออกทางอารมณ์ พฤติกรรมการแก้ปัญหา และประวัติชีวิตที่ถูกย่อให้เข้มข้นขึ้นเพื่องานเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมเห็นบ่อยในภาพยนตร์แนวสืบสวนอย่างเช่น 'Zodiac' ที่เอาเคสจริงมาปรับแต่งให้เข้ากับจังหวะหนัง
การสร้างคาแร็กเตอร์แบบนี้ทำให้ตัวละครดูมีมิติและเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่ายขึ้น เพราะคนดูสามารถเห็นเงาสะท้อนของเหตุการณ์จริงหรือข่าวในสังคมได้บ้าง โดยที่ผู้สร้างก็ยังคงอิสระในการเติมรายละเอียดเพื่อให้เกิดความขัดแย้งและพัฒนาการของตัวละคร ผมเลยมองว่า 'แรงบันดาลใจจากคนจริง' ในเคสนี้น่าจะเป็นแนวคิดหรือเหตุการณ์จริงมากกว่าการยกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นต้นแบบตรงๆ
5 Answers2026-07-01 13:24:48
ประเด็นนี้มักทำให้คนเข้าใจผิดว่าอังกะลุงเป็นตัวละครหรือเรื่องเล่าในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง แต่ความจริงคือมันเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาวสุเดนีสในเกาะชวาตะวันตก (West Java) ประเทศอินโดนีเซีย ร่องรอยการใช้เครื่องดนตรีชนิดนี้ถูกส่งต่อแบบปากต่อปากและผ่านการปฏิบัติงานพิธีกรรมในชุมชนมานานหลายชั่วอายุคน
ดิฉันชอบคิดว่าอังกะลุงเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมร่วม ไม่ใช่ผลงานสร้างสรรค์จากนักเขียนหรือศิลปินคนใดคนหนึ่ง แต่ถูกปั้นขึ้นจากความจำและทักษะของช่างทำเครื่องดนตรี รวมทั้งบริบททางสังคม เช่น พิธีกรรมทำนา เทศกาลท้องถิ่น และการแสดงชุมชน ปัจจุบันอังกะลุงได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีการอนุรักษ์ทั้งในชุมชนและเวทีสากล ทั้งยังกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดนได้อย่างอบอุ่น
3 Answers2026-07-19 22:39:07
ชื่อ 'เก่งลายพราง' ฟังคุ้นชอบ แต่มักเจอในหลายบริบทที่ต่างกันทั้งนิยาย เว็บตูน หรือฉบับคนแสดงแบบเป็นทางการและแฟนเมด ดังนั้น ถ้าต้องการคำตอบที่ชัดเจน จะช่วยมากถ้าบอกว่าหมายถึงฉบับไหน เช่น ละครโทรทัศน์ ช่องใด แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือเป็นละครเวที/หนังสั้นที่เห็นในงานแฟนมีต
ผมมักแบ่งกรณีแบบคร่าวๆ เพื่อจำแนกได้ง่าย: ถ้าเป็นละครทางช่องหลัก ชื่อผู้แสดงมักปรากฏในเครดิตตอนจบและหน้าเพจของช่องนั้น ส่วนเวอร์ชั่นที่ปล่อยบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง มักมีข้อมูลนักแสดงในหน้ารายการหรือคำอธิบายคลิป หากเป็นงานแฟนเมดหรือเวิร์กชอป ชื่อผู้เล่นอาจลงประกาศในโพสต์ของผู้จัดงานหรือโซเชียลมีเดียของกลุ่มคอสเพลย์
บอกมาว่าเห็นฉบับที่เป็นรายการทีวีหรือคลิปยูทูบ จะได้ระบุชื่อคนรับบทให้ตรงจุด ไม่อย่างนั้นฉันอาจให้ทางเลือกทั่วไปแทน แต่ถ้าระบุแพลตฟอร์มกับช่วงเวลาคร่าวๆ มา ฉันจะเล่าให้ชัดเจนและเต็มไปด้วยบริบทที่น่าสนใจให้เลย
2 Answers2025-10-21 21:23:37
เคยสงสัยไหมว่าเสียงคำว่า 'โปเยโปโลเย' มาจากไหน — ในมุมมองของคนที่ชอบหยิบคำเล็ก ๆ จากญี่ปุ่นมาวิเคราะห์ ผมมองว่าเบื้องต้นมันคือการถอดเสียงของคำพ้องเสียงญี่ปุ่นอย่าง 'ぽよぽよ' (poyo poyo) ซึ่งเป็นออนอมาโตเปียแสดงถึงความนุ่ม ลอย หรือกลิ้ง ๆ ได้ง่าย คำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากงานชิ้นเดียว แต่ถูกใช้ซ้ำในหลายงานจนคนจดจำได้ง่ายสุดเมื่อเห็นตัวละครกลม ๆ ฟู ๆ หรือฉากที่ต้องการความน่ารักเช่นนั้น
การที่คนไทยมักเรียกกันว่า 'โปเยโปโลเย' น่าจะมาจากการทับศัพท์ที่เปลี่ยนพยางค์ให้คุ้นหู และหนึ่งในผลงานที่ช่วยทำให้คำนี้ติดหูคนวงกว้างคือมังงะ/อนิเมะเกี่ยวกับแมวกลม ๆ ที่มีชื่อคล้ายเสียงนี้ ถ้าจะชี้ชัดแบบไม่เผื่อแผ่ว ผมมักนึกถึงมังงะชื่อ 'Poyopoyo Kansatsu Nikki' — เรื่องราวสั้น ๆ ที่เน้นมุมน่ารักของเจ้าแมวทรงกลม 'Poyo' ซึ่งเมื่อถูกทำเป็นอนิเมะก็ยิ่งกระจายคำนี้ให้คนจดจำง่ายขึ้น แต่ก็ต้องย้ำว่าคำว่า 'ぽよぽよ' ถูกใช้อย่างเป็นอิสระในงานหลายชิ้น ไม่ได้จดทะเบียนเป็นของงานเดียว
พอคนเอาคำนี้มาปรับเป็นคำไทยอย่าง 'โปเยโปโลเย' มันเลยทำหน้าที่เป็นคำเรียกกว้าง ๆ ที่บ่งบอกลักษณะมากกว่าจะบ่งชี้แหล่งที่มาครบวงจร ในมุมผม นี่เป็นกรณีที่วัฒนธรรมคำพ้องเสียงข้ามภาษาผสมกับความนิยมของตัวละครจนเกิดเป็นคำพูดที่ทุกคนสามารถเรียกและใช้สื่อความหมายได้โดยไม่ต้องอ้างอิงแหล่งเดียว — มันอบอวลแบบคิวท์ ๆ และทำให้การสื่อสารในชุมชนแฟน ๆ มีสีสันขึ้นบ่อย ๆ
3 Answers2026-05-11 15:52:57
ตั้งแต่เห็นปกหนังสือเล่มเล็ก ๆ นั้นครั้งแรก ความเรียบง่ายของการวาดกับชื่อที่จิกแกมหยอกก็ทำให้ใจฉันพองโตได้เลย
ฉันชอบเล่าให้เพื่อนฟังว่าตัวละครที่เรียกว่า 'มิสเตอร์แสบ' แท้จริงแล้วมีรากมาจากชุดหนังสือภาพเด็กชุดหนึ่งที่สร้างโดยนักเขียนและนักวาดภาพชาวอังกฤษชื่อโรเจอร์ ฮาร์กรีฟส์ ผู้เขียนชุด 'Mr. Men' ซึ่งเริ่มเผยแพร่ในต้นทศวรรษ 1970 แนวคิดคือตัวละครแต่ละตัวแทนลักษณะนิสัยชัดเจน เช่น ขี้อาย ขี้โมโห หรือชอบแกล้งคนอื่น ซึ่งตัวที่คนไทยมักแปลว่า 'มิสเตอร์แสบ' น่าจะสอดคล้องกับตัวละครนิสัยซุกซนในชุดนั้น
นอกจากหนังสือแล้วผลงานชุดนี้ยังถูกดัดแปลงเป็นรายการโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ อีกหลายครั้ง เช่น เวอร์ชันการ์ตูนสั้นที่เรียบง่าย ทำให้คาแรกเตอร์แบบนี้ลอยไปสู่ของเล่น ของขวัญ และงานแปลในหลายประเทศ ความน่ารักของงานอยู่ที่การสื่ออารมณ์ด้วยภาพเส้นตรงและสีพื้น ซึ่งพอแปลเป็นภาษาไทยชื่ออย่าง 'มิสเตอร์แสบ' ก็เข้ากับนิสัยแสบ ๆ ซน ๆ ได้ดี
โดยรวมแล้ว ถาพลักษณ์ของ 'มิสเตอร์แสบ' ที่คนไทยคุ้นเคยจึงมาจากการแปลและการนำเสนอจากชุด 'Mr. Men' ของฮาร์กรีฟส์ ที่ถูกปรับให้เข้ากับภาษาและรสนิยมท้องถิ่น แต่อรรถรสยังคงความเป็นงานภาพสำหรับเด็กที่ตรงไปตรงมา น่าขบขัน และคงอยู่ในความทรงจำเวลาเห็นตัวการ์ตูนหน้าเรียบ ๆ นั่นแหละ
3 Answers2025-11-08 13:52:40
ชื่อ 'Sasaki to Pii-chan' อาจฟังดูเป็นชื่อญี่ปุ่นธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเป็นงานมังงะแนวสั้นที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง 'ซาซากิ' กับเพื่อนตัวน้อย 'พีจัง' อย่างอบอุ่นและไม่ยากเย็น
เนื้อหาในต้นฉบับมักเป็นช็อตสั้นๆ ที่โฟกัสความน่ารัก ความขำ และมุมมองชีวิตประจำวันที่เบาสบาย ทำให้ภาพลักษณ์ของคู่ ซาซากิ กับ พีจัง ติดตาได้เร็วเหมือนฉากจากมังงะสี่ช่อง ฉันชอบการใส่อารมณ์แบบละเอียดลงไปในเฟรมสั้น ๆ — บางครั้งแค่หน้าตาของพีจังก็บอกอะไรได้มากกว่าคำพูด และซาซากิก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะหรือยิ้มตาม
เมื่อมองจากบริบทของผลงานประเภทนี้ มันจะถูกเล่าผ่านมุมมองชีวิตประจำวันมากกว่าจะเป็นพล็อตยาว ๆ ฉันเห็นความใส่ใจในการวาดอารมณ์ตัวละครและจังหวะตลกแบบมังงะสั้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคู่คู่นี้ถึงถูกพูดถึงบ่อยในวงแฟนๆ ของงานสไตล์ slice-of-life เสมือนงานอย่าง 'Yotsuba&!' ที่เน้นช็อตเล็ก ๆ แต่ทำให้คนอ่านอิ่มเอมใจ
5 Answers2026-07-15 14:17:59
เนื้อเรื่องล่าสุดของ 'เก่งลายพราง' พาเรื่องไปไกลกว่าที่คิดด้วยการผูกปมการเมืองกับชีวิตส่วนตัวของตัวเอก
ผมชอบการเริ่มต้นที่ไม่ใช่แอ็คชันล้วน แต่เป็นฉากสัมภาษณ์งานที่ดูธรรมดาแล้วค่อย ๆ เผยแผนการลอบแฝงตัวเข้าไปในองค์กรใหญ่ เส้นเรื่องหลักคราวนี้ไม่ได้โฟกัสแค่การปลอมตัวเป็นคนอื่น แต่ขยายเป็นการตั้งคำถามเรื่องสิทธิในการเลือกตัวตนและความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง บทเขียนอธิบายวิธีการลายพรางทั้งเทคนิคและจิตวิทยาได้ละเอียด ทำให้ฉากเจรจาที่ดูเรียบง่ายกลายเป็นสนามสู้เชิงสติปัญญา
การพลิกบทที่ผมชอบมากคือการเปิดเผยว่าศัตรูตัวจริงคือคนใกล้ชิดซึ่งเคยช่วยเหลือกันมาก่อน เสียงบรรยายตอนนั้นพาให้อารมณ์ขม ๆ ผสมความสงสัยเหมือนฉากการจับสำนวนใน 'Sherlock' แต่มีความเป็นดราม่าครอบครัวมากกว่า ตอนจบตอนล่าสุดทิ้งปมเรื่องความจงรักภักดีของกลุ่มเพื่อน ทำให้ผมรอภาคต่อด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ จริง ๆ
1 Answers2026-07-14 16:00:49
เอาจริงนะ ในนิยายต้นฉบับเก่งลายพรางถูกเขียนให้มีอายุประมาณสิบแปดปีเมื่อตอนเรื่องเริ่มขึ้น และมีพัฒนาการไปจนถึงประมาณยี่สิบปีตอนที่เรื่องดำเนินมาถึงช่วงสำคัญของพล็อต เหตุผลที่ผู้เขียนเลือกวัยนี้ค่อนข้างชัดเจนเพราะมันอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้ตัวละครมีพื้นที่ให้ทั้งความซุกซน ความไม่แน่นอน และการต้องแบกรับความรับผิดชอบ สิ่งนี้สะท้อนผ่านการตัดสินใจหลายจุดในเรื่อง ตั้งแต่การจัดการความสัมพันธ์กับเพื่อน การเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ไปจนถึงการเลือกเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายนัก
พออ่านรายละเอียดในฉากต่าง ๆ จะเห็นชัดว่าคำบรรยายและบทสนทนาพยายามเน้นเรื่องการเติบโต ทั้งทางอารมณ์และทักษะการดำรงชีวิต เช่น ฉากที่เก่งลายพรางต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญมากกว่าความชำนาญ หรือฉากย้อนอดีตที่เล่าเรื่องวัยรุ่นกับครอบครัว แค่วิธีการที่ผู้เขียนบรรยายก็ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นเด็กเล็กอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัว นอกจากนั้นการที่เขาได้รับความไว้วางใจจากตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องในบทบาทบางอย่างก็เป็นสัญญาณว่าบทบาทอายุของเขาถูกกำหนดให้อยู่ในช่วงปลายวัยรุ่นถึงต้นผู้ใหญ่
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวน่าสนใจคือการใช้ช่วงอายุนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเรื่องราวและความสัมพันธ์ ระยะวัยสิบแปดถึงยี่สิบปีมักจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความอยากลองและความกังวลต่ออนาคต ซึ่งเก่งลายพรางถูกวางให้ต้องตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญกับชีวิต เช่น เลือกคนที่ไว้ใจได้ การแบ่งเวลาให้กับความฝัน และการเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของการกระทำ การเห็นตัวละครผ่านพ้นความท้าทายเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกผูกพันและเชียร์เขามากขึ้น เพราะมันเป็นช่วงวัยที่คนอ่านหลายคนเคยผ่านมาและเข้าใจความซับซ้อนภายในใจ
สรุปแล้วภาพรวมของอายุในนิยายต้นฉบับช่วยเสริมทั้งธีมและอิมแพ็กต์ของตัวละครได้อย่างดี ฉันรู้สึกว่าวัยนี้ทำให้เก่งลายพรางมีความน่ารักในแบบผู้ใหญ่ไม่เต็มตัวและแข็งแกร่งในแบบที่ยังคงเปราะบางไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ชอบที่สุดเพราะทำให้การติดตามการเติบโตของเขาตั้งแต่ต้นถึงปลายเรื่องน่าติดตามและเต็มไปด้วยอารมณ์