Masuk
ราชวงศ์หมิง ปีที่สิบหกแห่งรัชกาลจักรพรรดิว่านลี่
วังต้องห้ามในกรุงปักกิ่งยังคงงดงามตระการตา กำแพงสีชาดสูงชะลูดเสียดฟ้า หลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองเรียงรายเป็นทิวแถวสะท้อนแสงหิมะบางๆ ที่โปรยปรายลงมาเบาๆ ในฤดูหนาวนี้
รัชกาลว่านลี่เคยรุ่งเรืองนักในช่วงแรกๆ เงินคลังเต็มเปี่ยมจากการค้าขายที่เฟื่องฟู การเกษตรอุดมสมบูรณ์ กองทัพเข้มแข็ง แต่หลายปีมานี้ ฮ่องเต้ทรงหมกมุ่นกับความรื่นรมย์ส่วนพระองค์มากขึ้น ขุนนางแบ่งพรรคแบ่งพวก ขันทีแผ่อิทธิพล และข่าวลือเรื่องการทุจริตแพร่กระจายเงียบๆ ราวกับลมหนาวที่พัดผ่านช่องพระราชวัง บ้านเมืองภายนอกยังดูสงบสุข แต่ภายในวัง ความตึงเครียดกำลังก่อตัวทีละน้อย
วันนี้ สำนักจัดการนางในกำลังส่งนางกำนัลชุดใหม่เข้ามารับใช้ตามตำหนักต่างๆ เพื่อทดแทนคนเก่าที่จากไปด้วยเหตุผลสารพัด
ในกลุ่มนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
“เสี่ยวอวิ๋น” อายุราวยี่สิบต้นๆ ผิวขาวซีดเย็นราวน้ำค้างบนใบมีด ใบหน้าเรียบเฉยแต่คมชัด ดวงตาสีดำสนิทลึกจนมองแล้วรู้สึกหนาวในอุระ ผมยาวดำมวยต่ำเรียบร้อย ไม่ประดับแม้แต่เครื่องประดับชิ้นเล็ก ชุดนางกำนัลสีเทาเข้มที่สวมดูสะอาดแต่เก่าแก่ ราวกับเจ้าของไม่เคยใส่ใจความสวยงามภายนอกท่วงท่าของเธอเงียบกริบ ก้าวเดินเบาแน่นอนราวแมวป่า ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ขันฉานที่เดินนำหน้าหันมามองหลายครั้ง แต่เธอกลับก้มหน้าเล็กน้อย ไม่สบตาใคร
หัวหน้าขันที หุ่นอ้วนเตี้ย หน้าตาบูดบึ้ง สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ยืนกอดอกมองกลุ่มนางกำนัลใหม่ด้วยสายตาไม่พอใจ เขาหันไปบ่นกับขันทีรองที่ยืนข้างๆ เสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“ฮึ! สำนักจัดการนางในปีนี้ เกณฑ์คัดเลือกท่าจะแย่ลงทุกที ดูสิ นางพวกนี้หน้าตาจืดชืด ไม่มีเสน่ห์สักคน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนผีดิบ ว่าจะส่งคนงามๆ มาบ้างก็ไม่เห็น ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรแล้วคงไม่โปรดหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะขาดคน ข้าคงไล่กลับไปครึ่งหนึ่งแล้ว!”
ขันทีรองหัวเราะคิกคักเบาๆ แต่หัวหน้าขันทีสะบัดมือ แล้วอ่านรายชื่อด้วยน้ำเสียงดังก้องในห้องโถงใหญ่
“เสี่ยวอวิ๋น ไปประจำตำหนักชิงเฟิง รับใช้ท่านองค์ชายสี่”
เสี่ยวอวิ๋นก้มศีรษะรับคำเงียบๆ ในใจนางรู้สึกโล่งอกเล็กน้อย องค์ชายสี่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไม่เอาถ่านและไม่สนใจการเมือง การไปอยู่ตำหนักนั้นน่าจะช่วยให้นางซ่อนตัวและสืบเรื่องราวได้ง่ายขึ้นกว่าตำหนักอื่น
ทว่า... นางหารู้ไม่ว่า สวรรค์กำลังเล่นตลกครั้งใหญ่กับนาง
เมื่อเดินตามทางเดินยาวที่ปูด้วยหินอ่อนเย็นเฉียบมาถึงประตูตำหนักชิงเฟิง บรรยากาศพลิกผันทันที ตำหนักนี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างตำหนักอื่น แต่กลับมีเสียงหัวเราะร่า เสียงขันฉานร้องกลอนเพลง เสียงดนตรีเบาๆ ลอยออกมา ประตูไม้แกะสลักเปิดช้าๆ เผยสวนภายในที่ประดับโคมแดงแม้จะเป็นกลางวัน กลิ่นสุราจางๆ ผสมกลิ่นไม้จันทน์ลอยแตะจมูก
ทันใดนั้น ประตูบานใหญ่เปิดผางออกกว้าง
บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาในชุดคลุมสีครามเข้มปักลายมังกรเงินระยิบระยับ ผมยาวปรกไหล่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย รอยยิ้มกว้างที่มุมปากทำให้ดูขี้เล่นแต่แฝงเล่ห์เหลี่ยม
ทันทีที่เงาร่างนั้นปรากฏชัดแก่สายตา... ลมหายใจของเสี่ยวอวิ๋นก็สะดุดกึก ราวกับถูกใครกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบกดสายตาลงต่ำเพื่อซ่อนความตื่นตระหนกสุดขีด ‘เป็นไปไม่ได้...’ เสียงในใจนางกรีดร้อง ใบหน้านั้น... รอยยิ้มกะล่อนแบบนั้น... ชายหนุ่มผู้สวมชุดมังกรตรงหน้า ที่แท้... เขาก็คือ องค์ชายสี่ ฉีเฟิง!
ฉีเฟิงกวาดสายตามองนางกำนัลใหม่ ดวงตาคู่คมสีน้ำตาลเข้มจ้องตรงมาที่เสี่ยวอวิ๋นทันที ราวกับเหยี่ยวที่จำเหยื่อของมันได้แม่นยำ เขายกยิ้มมุมปากสูงขึ้น รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะบอกว่า 'อ้าว... เจอตัวแล้ว แม่แมวตกน้ำ'
เวลาราวหยุดนิ่งชั่วขณะ เสี่ยวอวิ๋นรู้สึกถึงสายตานั้นราวเข็มแหลมที่แทงทะลุชุดนางกำนัลเข้ามาถึงผิว เหงื่อเย็นเยียบซึมกลางแผ่นหลัง ความคิดที่ว่าตำหนักนี้ "ปลอดภัย" พังทลายลงในพริบตา
“นางกำนัลคนใหม่มาแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มของฉีเฟิงดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเจือความขบขันอย่างปิดไม่มิด เขาเดินเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นสุราจางๆ ผสมกลิ่นไม้จันทน์ชัดเจน... กลิ่นเดียวกับในห้องอาบน้ำเปี๊ยบ “ชื่ออะไรนะ”
“ขะ... ข้าน้อยเสี่ยวอวิ๋นเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นไหว ก้มศีรษะต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อภาวนาให้เขาจำนางไม่ได้ (ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้)
ฉีเฟิงยกคิ้วสูง มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าช้าๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ชายกระโปรงของนางที่ยังดูชื้นๆ เล็กน้อย ดวงตาของเขาวาบแวบด้วยความสนุกสนาน
“เสี่ยวอวิ๋น... ชื่อธรรมดา แต่คนกลับ... ไม่ธรรมดา เลยสินะ” เขาเน้นคำว่า 'ไม่ธรรมดา' ด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย ราวกับกำลังล้อเลียนวีรกรรมที่นางเพิ่งก่อไว้
ขันฉานรอบข้างหัวเราะคิกคักตามเคย นึกว่าองค์ชายเพียงแค่พูดเล่น แต่เสี่ยวอวิ๋นรู้ดีว่าความหมายนั้นคืออะไร นางกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ เล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อข่มความอับอายและความกังวล ‘เขาจำได้... เขาจำได้แน่นอน! นี่ข้าจะจบเห่ตั้งแต่วันแรกรึนี่’
ฉีเฟิงยิ้มมุมปาก ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวราวกับยอมให้เธอผ่านไปก่อน แต่สายตายังคงจับจ้องนางไม่วางตา
“เอาเถอะ วันนี้เจ้าตามข้าไปทุกที่ก็แล้วกัน ข้าจะดูว่า... เจ้าจะทนอยู่ในตำหนักนี้ได้นานแค่ไหน... แม่นางเสี่ยวอวิ๋น”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำท้าทายมากกว่าคำสั่งธรรมดา เสี่ยวอวิ๋นก้าวเข้าไปในตำหนักชิงเฟิงด้วยใบหน้าเรียบเฉยดั่งเดิม แต่ภายในอก หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความระทึก หิมะยังโปรยปรายลงมาเบาๆ ราวกับกำลังไว้อาลัยให้กับความสงบสุขของนางที่เพิ่งปลิวหายไป นางเคยเจอองค์ชายสี่มาแล้ว ?
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ
เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเท้าของเสี่ยวอวิ๋น นางกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่เงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าแต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยร่างของใครบางคน"ดึกดื่นป่านนี้ แม่นางเสี่ยวอวิ๋นยังไม่หลับไม่นอน หรือว่าตื่นเต้นกับที่นอนใหม่จนข่มตาไม่ลง?"น้ำเสียงยียวนที่คุ้นหูดังขึ้นจากราวระเบียงหน้าโรงเตี๊ยม องค์ชายสี่ หรือคุณชายฉีเฟิงนั่งห้อยขาอยู่ตรงนั้นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือหญ้าแห้งก้านหนึ่งแกว่งเล่นไปมา ราวกับว่าเขานั่งรอเวลานี้มานานแล้ว เขาหันมามองท่อนไม้ไผ่ในมือนาง พลางเลิกคิ้วสูงทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเสแสร้ง "โอ้โห... ถือไม้เล่มยาวลงมาด้วย จะเอาไปตีสุนัขที่ไหน หรือกะจะเอามาตีโจรดอกเหมยแถวนี้กัน?"เสี่ยวอวิ๋นชะงักฝีเท้า นางถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ปิดบังความรำคาญ "ข้าจะเอาไปไล่แมลงรำคาญ... ที่ชอบส่งเสียงหึ่งๆ"ฉีเฟิงหัวเราะร่า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนม เขาดีดตัวลงจากราวระเบียงมายืนขวางหน้านางอย่างคล่องแคล่ว แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลด คอตก ไหล่ห่อ ดูน่าสงสารราวกับลูกหมาตกน้
ภายในห้องพัก "หงส์เหิน" ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูหรูหราเกินจริงไปมากเมื่อเทียบกับสภาพห้อง ผนังไม้เก่าคร่ำคร่ามีรอยปลวกแทะ ฟูกนอนที่ดูแข็งกระด้าง และหน้าต่างบานพับที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ลมพัดผ่านเสี่ยวหลิงเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้องอย่างไม่เป็นสุข นางบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนแทบจะขาดวิ่น ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุดราวกับนกกระจอกแตกรังเสี่ยวอวิ๋นนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ท่วงท่าสง่างามขัดกับสภาพห้อง นางค่อยๆ วางถ้วยชาที่มีรอยบิ่นลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ่อนเสี่ยวหลิงนั้น เดิมทีเป็นเพียงเด็กสาวจากบ้านป่าควนเขาที่ถูกกรมสนมคัดตัวเข้ามาฝึกฝนในวังหลวงตั้งแต่วัยเยาว์ ชีวิตของนางไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต หรือกอบกู้แผ่นดินแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ให้ทนอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดได้ คือภาพฝันถึงวันที่นางจะได้ปลดภาระ กลับไปสู่อ้อมกอดของบิดามารดาผู้แก่ชราที่รอคอยอยู่บ้านเกิด นางวาดหวังไว้เพียงว่าจะเก็บเงินสักก้อน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ความบ้าบิ่นล้างผลาญของฉีเฟิงในวันนี้ กลับทำให้นางรู้
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเหลียงเหว่ยคำร่ำลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นที่สุดในรอบห้าสิบปีของวัดเส้าหลินนั้น... มิใช่สมญานามที่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือการจับฉลากภาพความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำด่านสุดท้ายก่อนลงจากเขา พลองทองแดงสิบแปดด้ามที่หุ้มด้วยลมปราณอันเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จุดตายทั้งสิบแปดจุดบนร่างกายเขาพร้อมกันในเวลาเดียว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหนี ไร้ซึ่งโอกาสให้หายใจ ในวันนั้น เขาไม่ได้รอดมาได้ด้วยการหลบหลีกแต่เขารอดมาได้ด้วยการ ยืนหยัดและทำลายพายุพลองเหล่านั้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณที่แกร่งกว่าเหล็กไหล!เมื่อเทียบกับความกดดันดุจภูผาถล่มทับในวันนั้น... หมัดคู่ของจ้าวเหมิงในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเพียงก้อนกรวดที่ร่วงลงมาจากหน้าผาเท่านั้นเหลียงเหว่ยลืมตาโพลง! ประกายตาสาดแสงเจิดจ้าราวกับราชสีห์ตื่นจากจำศีล เขาไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กลับก้าวเท้าถอยหลังเพียงหนึ่งช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก เกร็งลมปราณพุทธคุณคุ้มครองกายจนเสื้อผ้าป่องพองออก สองมือกระชับฝักดาบแน่น แล้วฟาดสวนขึ้นไปในแนวเฉียงด้วยท่วงท่าที่
"ปลอกข้อมือเหล็กดำ... ลวดลายอักขระมาร..." เหลียงเหว่ยพึมพำเสียงต่ำ สายตาจับจ้องไปที่ท่อนแขนแกร่งของฝ่ายตรงข้าม เขารู้จักอาวุธชนิดนี้ดี มันคืออาวุธสังหารระยะประชิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายศาสตราวุธและบดขยี้กระดูกของคู่ต่อสู้โดยเฉพาะ"ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้หนึ่งในวังหลวงมานาน.." เหลียงเหว่ยเอ่ยต่อ น้ำเสียงเรียบเย็น "ยอดฝีมือผู้สังหารศัตรูด้วยมือเปล่า ฉีกกระชากบดกระดูกเหยื่อราวกับกระดาษ... 'หัตถ์อสูรทวงวิญญาณ' จ้าวเหมิง... เป็นท่านนี่เอง""มิกล้า มิกล้า..." จ้าวเหมิงแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจดังคำพูด รังสีสังหารเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวเย็นยะเยือก "ข้าแค่หวังเพียงขอได้ต่อยตีแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กับพี่เหลียงให้สมใจสักครั้ง... แต่ดูท่าทางดาบของท่านจะหนักน่าดู งั้นข้าคงไม่ต้องยั้งมือกระมัง?เหลียงเหว่ยขยับมือข้างถนัดไปจับที่ด้ามดาบขนาดมหึมาที่สะพายอยู่กลางหลัง มันคือดาบตัดหัวม้า ดาบยาวทรงพลังที่มีด้ามจับยาวกว่าดาบทั่วไปเกือบเท่าตัว ใบดาบหนาหนัก เหมาะสำหรับใช้ฟันขาทำลายกองทหารม้าในสนามรบ แม้จะยังไม่ได้ชักออกจากฝัก แต่เพียงแค่เขากระชับมันมาถือไว้ในม


![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




