1) แบบแรกคือเพลงจากคอมโพสเซอร์ประจำเรื่อง: บทเพลงแบบนี้มักจะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับธีมภาพยนตร์ทั้งเรื่อง และบางครั้งจะกลายเป็น motif ที่ซ้ำในหลายฉาก ตัวอย่างที่เห็นชัดคือธีมใหญ่จาก 'The Lord of the Rings' ซึ่ง Howard Shore สร้างโลกของเพลงได้อย่างต่อเนื่อง
2) แบบที่สองคือเพลงไตเติ้ลจากศิลปินที่นำเพลงของตัวเองมาประกอบภาพยนตร์ การเลือกแนวดนตรีจะขึ้นกับการตลาดและอารมณ์หนัง เพลงประเภทนี้มักถูกปล่อยเป็นซิงเกิลก่อนหนังฉายเพื่อโปรโมต เหมือนกรณีเพลงบางเพลงจากหนังเพลงอย่าง 'La La Land' ที่กลายเป็นตัวแทนอารมณ์ภาพยนตร์
เครดิตท้ายเรื่องของ 'Thor' นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าโลกของหนังเชื่อมกันอย่างจริงจังและตื่นเต้นมากขึ้น
ฉากคาเมโอที่เด่นที่สุดใน 'Thor' คือการปรากฏตัวของ Nick Fury ซึ่งแสดงโดย Samuel L. Jackson — เขาโผล่มาในซีนหลังเครดิตเพื่อชวน Dr. Erik Selvig ให้มาทำงานกับองค์กรที่ใหญ่กว่า สิ่งนี้ให้ความรู้สึกว่าเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่า และเป็นจุดเชื่อมตรงไปยังภาพยนตร์อื่น ๆ
ผมชอบวิธีที่ซีนเดียวสามารถเปลี่ยนระดับการเล่าเรื่องได้ ทั้งในเชิงแฟนเซอร์วิสและการวางพื้นฐานสำหรับเรื่องราวต่อไป การที่ Samuel L. Jackson โผล่มาแบบไม่คาดคิดยังช่วยกระตุ้นความอยากดูเครดิตจนครบอีกด้วย — เป็นคาเมโอที่ทำงานได้ดีทั้งเชิงเนื้อหาและอารมณ์