การแปลสั้น ๆ ของ 'เดี๋ยวมันก็ผ่านไป' ที่ฉันชอบคือ 'This too shall pass' และมันใช้ง่ายเวลาต้องให้กำลังใจคนที่กำลังลำบาก
เวลาที่ต้องอธิบายความแตกต่างเล็กน้อย ผมมักจะแยกเป็นสองแบบ: แบบเป็นกลางกับแบบเป็นกันเอง แบบเป็นกลางจะใช้ประโยคอย่าง 'This will pass' หรือ 'This won't last forever' ซึ่งให้ความรู้สึกค่อนข้างสุภาพและมั่นคง ส่วนแบบเป็นกันเองก็จะเป็น 'It'll pass' หรือ 'You'll get through this' ที่ฟังอบอุ่นและใกล้ชิดกว่า
ตัวอย่างการใช้จริงที่ผมมักพูดกับเพื่อน: 'It'll pass, give it some time' หรือเมื่อต้องการให้กำลังใจเชิงให้ความหวังมากขึ้นจะพูดว่า 'You will get through this, I believe in you' คำเหล่านี้ต่างกันทั้งน้ำเสียงและน้ำหนักของความมั่นใจ ถ้าต้องการให้แค่ปลอบใจแบบละมุน ๆ ก็ใช้ 'Hang in there, this will pass' แต่ถ้าอยากย้ำว่าคนตรงหน้ามีศักยภาพก็ใช้ 'You'll get through this' แทน
ท้ายสุดผมคิดว่าคีย์อยู่ที่น้ำเสียงและบริบท ถ้าพูดกับคนไม่สนิทให้เลือกคำสุภาพหน่อย ถ้าพูดกับคนสนิทก็ใช้สำนวนสั้น ๆ ที่เป็นกันเอง ความจริงคำแปลพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดก็คือ 'This too shall pass' หรือ 'It'll pass' ทั้งสองตอบโจทย์ความหมายได้ชัดเจนและใช้ได้ในหลายสถานการณ์
มีประโยคภาษาอังกฤษสั้น ๆ ที่ฉันชอบหยิบมาใช้เวลาปลอบเพื่อนว่า 'It'll pass' — เสียงสั้น ๆ แต่มั่นใจพอที่จะให้คนฟังรู้ว่ามีวันที่ทุกข์จะผ่านไปได้
เวลาพูดคำนี้ ฉันมักย้ำจังหวะให้สั้นและอบอุ่น ไม่ลากเสียงยาวจนกลายเป็นการปลอบแบบไหลลื่น การออกเสียงแบบลดเสียงกลางประโยคแล้วลงท้ายนิด ๆ ทำให้ฟังเป็นการให้กำลังใจจริงจัง ไม่ใช่ปัดความรู้สึกของอีกฝ่าย ตัวอย่างเช่น เมื่อเพื่อนเพิ่งเสียงานหรือโดนแฟนทิ้ง ผมจะพูดว่า "Hey, it'll pass — just take one day at a time." ประโยคสั้น ๆ แบบนี้ช่วยให้คนฟังมีพื้นที่หายใจ ไม่รู้สึกว่าต้องเข้มแข็งทันที
อีกสิ่งที่ฉันใส่ใจคือน้ำเสียงและการตามด้วยประโยคเสริม เช่น "I'm here if you want to talk" หรือ "You'll get through this" เพื่อไม่ให้ประโยคสั้น ๆ ดูเป็นการมองข้าม ปรับให้เหมาะกับความสัมพันธ์ด้วย: กับเพื่อนสนิทใช้คำที่ไม่เป็นทางการหน่อย แต่กับคนที่ยังไม่ค่อยสนิทอาจเติมคำว่า "I believe in you" เข้าไปแทน การใช้ภาษาเรียบง่าย แต่ใส่น้ำเสียงจริงใจ จะทำให้ 'It'll pass' กลายเป็นคำปลอบที่อบอุ่นและไม่ใช่การลดความสำคัญของความเจ็บปวด