3 Jawaban2026-03-22 01:58:25
เริ่มจากการมองภาพรวมของข้อสอบก่อนแล้วลงรายละเอียดทีละหัวข้อ เพราะฉันเชื่อว่าการรู้ว่าอะไรจะออกบ่อยช่วยจัดเวลาฝึกได้ตรงจุดมากขึ้น
ในการใช้แนวข้อสอบเข้า ม.1 ภาษาไทย พร้อมเฉลย pdf ฉันมักจะแบ่งการฝึกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ การอ่านจับใจความ (อ่านบทความสั้น ๆ แล้วตอบคำถามหาข้อเท็จจริงและตีความ), การสรุปความ (ย่อข้อความเป็นประโยคสั้น ๆ), และการเรียงประโยค/เติมคำให้สมบูรณ์ ซึ่งมักออกเป็นข้อรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ ในข้อสอบจริง ตัวอย่างแหล่งฝึกที่ชอบใช้คือ 'นิทานพื้นบ้าน' กับ 'บทความวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก' เพราะเนื้อหาหลากหลายทำให้ฝึกจับใจความและคำศัพท์ในบริบทได้ดี
อีกกลุ่มที่ไม่ควรข้ามคือหลักไวยากรณ์พื้นฐาน เช่น ชนิดคำ (คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์), การใช้คำเชื่อม, การสะกดคำ คำควบกล้ำ และเครื่องหมายวรรคตอน ข้อฝึกแบบเติมคำนำมาให้เห็นบ่อย ๆ ฉันมองว่าการทำซ้ำกับเฉลยช่วยให้จำกฎได้เร็วขึ้น นอกจากนี้มักมีข้อสอบวรรณศิลป์เล็ก ๆ เช่น ถามความหมายสำนวนหรือการตีความกลอนสั้น จึงควรฝึกอ่านกลอนสั้นและสำนวนไทยบ้าง
สุดท้ายอย่าลืมฝึกทำข้อสอบภายใต้เวลาจริงและย้อนกลับมาดูเฉลยอย่างมีระบบ ฉันจดข้อผิดพลาดเป็นหมวด เช่น คำศัพท์ สรุปความ หรือข้อเรียง แล้วจัดตารางฝึกเพิ่มเติมเฉพาะจุดอ่อนนั้น ๆ แบบนี้จะเห็นพัฒนาการชัดขึ้นและไม่เสียเวลาไปกับการท่องที่ไม่ตรงจุด
12 Jawaban2026-07-29 15:07:18
สิ่งที่ผมแนะนำคือเริ่มจากพื้นฐานให้แน่น แล้วค่อยขยับขึ้นไปทีละขั้น
การเตรียมตัวสอบเข้าม.1 ภาษาอังกฤษสำหรับผมเริ่มด้วยคำศัพท์และการอ่านเป็นหัวใจหลัก เพราะข้อสอบมักวัดความเข้าใจคำและประโยคง่าย ๆ ผมชอบให้เด็กเริ่มจากหนังสือระดับง่าย เช่น 'Oxford Reading Tree' หรือเรื่องสั้นสำหรับเด็กที่มีรูปภาพประกอบ สลับกับการอ่านนิทานภาษาอังกฤษระดับกลางอย่าง 'Charlotte's Web' เพื่อฝึกจับบริบทและโครงสร้างประโยคต่าง ๆ การอ่านหลากหลายแนวช่วยให้เจอคำศัพท์ในบริบทจริง ไม่ใช่แค่ท่องจำ
นอกจากอ่านแล้ว การฝึกแกรมม่าแบบใช้ได้จริงก็สำคัญมาก ไม่ใช่แค่จำกฎเท่านั้น แต่ต้องทำแบบฝึกหัดที่คล้ายข้อสอบ เช่น ประโยคเติมคำ เชื่อมประโยค และฝึกแยกหน้าที่คำ (noun/verb/adjective) ผมมักจะแนะให้ฝึกฟังด้วยการดูคลิปสั้นหรือฟังนิทานเสียง 10–15 นาทีต่อวัน จะช่วยให้คุ้นกับสำเนียงและจังหวะภาษา สุดท้ายคือซ้อมข้อสอบแบบกำหนดเวลา เพื่อปรับจังหวะการทำข้อและจัดการเวลาอย่างเป็นระบบ
การแบ่งเวลาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญ แนะนำตารางสั้น ๆ สัปดาห์ละ 5–6 วัน แบ่งช่วงไว้ชัดเจน เช่น วันหนึ่งเน้นศัพท์ วันหนึ่งเน้นอ่านและจับใจความ วันหนึ่งทบทวนแกรมม่า แล้วสลับกับการทำโจทย์จำลองทุกสองสัปดาห์ การมีเป้าหมายเล็ก ๆ ให้ชนะได้บ่อย ๆ ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ตอนวันสอบจะได้ไม่ตื่นตกใจและจัดการเวลาได้ดี
11 Jawaban2026-03-21 01:10:02
ดิฉันมักจะแบ่งเนื้อหาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนแล้วค่อยจัดตารางฝึกให้เป็นระบบ เพราะการเตรียมเข้า ม.2 ม.ต้นช่วงนี้ต้องการความต่อเนื่องมากกว่าการท่องจำเพียงครั้งสองครั้ง
ความรู้พื้นฐานที่ไม่ควรพลาดคือทักษะตัวเลขและการคำนวณเร็ว เช่น บวก ลบ คูณ หาร จัดการเศษส่วน ทศนิยม และเปอร์เซ็นต์ เพราะข้อสอบมักซ่อนโจทย์คำพูดที่ต้องแปลงหน่วยหรือเปรียบเทียบสัดส่วน ถัดมาเป็นพีชคณิตเบื้องต้น ได้แก่ การแยกนิพจน์ การสร้างสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และการแก้สมการสองขั้นตอน ตัวอย่างเช่นโจทย์ที่ให้ตั้งสมการจากข้อความหรือแทนค่าตัวแปรแล้วหาคำตอบ
เราควรให้เวลาเรื่องรูปเรขาคณิตพื้นฐานด้วย การวางรูปและการอ่านแผนภาพคือกุญแจ เช่น การวัดมุม, คุณสมบัติของสามเหลี่ยม (มุมภายใน ความสูง พื้นที่), การคำนวณพื้นที่สี่เหลี่ยมและรูปวงกลมแบบง่าย ๆ และการใช้ความสัมพันธ์เช่นเส้นขนานตัดกับเส้นตรง นอกจากนี้ข้อนำร่องที่ชอบออกคือโจทย์สัดส่วนและร้อยละกับการแก้ปัญหาชีวิตจริง เช่น แบ่งส่วนผสมหรือคำนวณส่วนลด
เทคนิคการฝึกที่ฉันแนะนำคือทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลา แบ่งโจทย์เป็นหมวดแล้วทวนวิธีทำที่ต่างกัน อธิบายวิธีทำให้คนอื่นฟังบ้างเพื่อเช็กความเข้าใจ และฝึกทำโจทย์หลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะข้อคำพูด เพราะข้อสอบเข้าเน้นการคิดต่อยอดมากกว่าการท่องสูตรอย่างเดียว สุดท้ายแล้วการฝึกสม่ำเสมอและมีกรอบเวลาเพื่อวัดพัฒนาการจะช่วยให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3 Jawaban2026-03-21 13:26:19
การเตรียมตัวสอบสังคมศึกษา ม.2 ทำให้ฉันรู้ว่าการฝึกทั้งปรนัยและอัตนัยต้องบาลานซ์กันให้ดี เพราะข้อสอบสองแบบต้องใช้ทักษะต่างกันชัดเจน
เริ่มจากฝึกแนวปรนัยก่อน: ให้รวบรวมข้อสอบเก่าและแบบฝึกหัดจากหนังสือเรียน แล้วทำแบบฝึกหัดแบบจับเวลาเพื่อฝึกการอ่านคำถามเร็วๆ และคัดตัวเลือกทิ้งทีละข้อ ฝึกประเภทคำถามอย่างหลากหลาย เช่น ข้อเท็จจริง (วันที่ เหตุการณ์) คำจำกัดความ (นิยามคำศัพท์เช่น 'สิทธิ' 'หน้าที่') และการตีความแผนที่หรือกราฟ เทคนิคที่ฉันใช้คือทำโน้ตคำศัพท์สั้นๆ เป็นการ์ดคำถาม-คำตอบ แล้วทบทวนทุกวัน
ส่วนการฝึกอัตนัย ฉันฝึกเขียนตอบสั้นแบบมีโครงสร้าง: เริ่มด้วยประโยคตอบตรงๆ ตามด้วยเหตุผล 1–2 ข้อ แล้วสรุปสั้นๆ ฝึกเขียนคำตอบความยาวต่างกัน เช่น 3–5 ประโยคสำหรับคำถามง่าย และ 2–3 ย่อหน้าสำหรับคำถามให้วิเคราะห์เหตุการณ์หรือเสนอแนวทางแก้ปัญหา การยกตัวอย่างจริงจากประวัติศาสตร์ไทย กรณีศึกษาชุมชน หรือกฎหมายง่ายๆ ช่วยให้คำตอบดูมีน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้ควรฝึกอธิบายภาพหรือแผนที่บอกทิศทาง เพราะบางข้อจะให้วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่หรือแผนภูมิ การฝึกพูดสั้นๆ อธิบายเหตุผลก่อนเขียนจริงก็ช่วยเรียบเรียงความคิดได้ไวขึ้น
สุดท้ายฉันจะแบ่งเวลาในห้องสอบ: ถ้ามี 60 ข้อปรนัย ให้ทำแบบเร็วก่อน 40 ข้อ แล้วค่อยกลับมาเคลียร์ที่เหลือ ส่วนข้ออัตนัยตั้งเวลาไม่เกินครึ่งหนึ่งของเวลารวมสำหรับร่างคำตอบ จากนั้นกลับมาเขียนละเอียด วินัยแบบนี้ช่วยลดความตึงเครียดและทำให้คะแนนสม่ำเสมอ
3 Jawaban2026-02-05 05:14:51
แนวข้อสอบที่ผมมองแล้วว่ามีประโยชน์มากสำหรับเด็ก ป.5 คือการผสมระหว่างแบบฝึกหัดพื้นฐานกับแบบทดสอบที่จำลองสถานการณ์จริงของโรงเรียน
ผมมักจะแนะนำให้เริ่มจาก 'แบบทดสอบคณิต ป.5 สสวท.' เพื่อฝึกทักษะคำนวณและการตีความโจทย์เชิงเหตุผล เพราะชุดนี้มีโจทย์หลากหลายระดับ ตั้งแต่บวก ลบ คูณ หาร จนถึงโจทย์ข้อความและตรรกะตามหลักสูตร ส่วนวิชาภาษาไทยควรฝึกจาก 'แบบฝึกหัดภาษาไทย ป.5' ที่เน้นการอ่านจับใจความ การเรียงลำดับเหตุการณ์ และการสะกดคำซึ่งเป็นพื้นฐานของการเขียนที่ดี สำหรับวิทยาศาสตร์ ให้เลือกแบบฝึกหัดที่มีคำถามเชื่อมโยงกับการสังเกตและการทดลองง่าย ๆ เช่น 'หนังสือกิจกรรมวิทย์ ป.5' เพื่อให้เด็กได้คิดแบบเป็นกระบวนการ มากกว่าจำเนื้อหาอย่างเดียว
หลังจากฝึกพื้นฐานแล้ว ให้ผสมด้วยข้อสอบเก่าของโรงเรียนหรือข้อสอบปลายภาค เพื่อฝึกการทำภายใต้เวลาจริงและการจัดการเวลา ผมมักจะแนะนำให้เด็กทำข้อสอบแบบจับเวลา แล้วมานั่งทบทวนข้อผิดพร้อมกัน หาจุดอ่อนที่ยังวนกลับไปผิดซ้ำ ๆ แล้วแยกหัวข้อย่อยเพื่อนำไปฝึกซ้ำ เช่น ทบทวนตารางสูตรคูณ เรื่องอ่านจับใจความ หรือการอ่านแผนที่เล็ก ๆ ของสังคมศึกษา เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การทำโน้ตคำศัพท์ การวาด Mind Map สรุปบท จะช่วยให้การฝึกข้อสอบไม่ใช่แค่การฝึกทำ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ติดตัวไปใช้ได้จริง ผมชอบเห็นพัฒนาการทีละนิดของเด็กเมื่อเขาเริ่มจับทางข้อสอบได้และรู้สึกว่าการฝึกมีความหมาย
4 Jawaban2026-02-11 17:20:48
การเตรียมตัวสำหรับข้อสอบภาษาไทย ป.1 ควรเริ่มจากพื้นฐานที่ชัดเจนก่อน แล้วค่อยขยับไปสกิลเล็ก ๆ ที่ต้องใช้จริงในห้องสอบ
ผมมักเน้นสามส่วนหลักเสมอ คือ การรู้จักตัวอักษร (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์), การอ่านออกเสียงและเข้าใจความหมายง่าย ๆ, กับการเขียนคัดตัวอักษรและคำสั้น ๆ ให้เขียนสะอาดอ่านชัด จากตรงนี้ผมจะแยกย่อยเป็นกิจกรรม เช่น ให้เด็กฝึกเชื่อมพยัญชนะกับสระเป็นพยางค์ อ่านคำสองคำแล้วตอบคำถามสั้น ๆ และฝึกคัดคำที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
อีกส่วนสำคัญที่ผมให้ความสำคัญคือการฟังและพูด เด็กจะได้ฝึกฟังคำถามแล้วตอบสั้น ๆ ฝึกบอกชื่อสิ่งของ สี จำนวน และเล่าเหตุการณ์สั้น ๆ จากภาพประกอบ ผมมักใช้ภาพนิทานหรือการ์ดภาพเพื่อให้เขาเล่าเป็นประโยคสั้น ๆ เก็บทั้งความมั่นใจและความเข้าใจภาษาไปพร้อมกัน ซึ่งถ้าทำตามนี้อย่างสม่ำเสมอ เด็กจะพร้อมทั้งเรื่องทักษะและจิตใจเมื่อถึงวันสอบ
11 Jawaban2026-03-21 06:24:35
เริ่มต้นจากพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ฉันมักจะแบ่งการเตรียมข้อสอบภาษาไทย ป.1 ออกเป็นหัวข้อเล็กๆ ที่เด็กจะย่อยได้ง่าย ๆ และฝึกซ้ำทุกวัน
ตัวอย่างที่ฉันใช้คือการเริ่มที่ ‘พยัญชนะ-สระ’ ให้เด็กอ่านและเขียนพยัญชนะทีละตัว ฝึกผสมเสียงสระกับพยัญชนะเป็นพยางค์ง่าย ๆ จากนั้นก็ให้ทำแบบฝึกหัดสะกดคำสั้น ๆ เช่น เขียนคำว่า 'ก.ไก่' แบบนี้ซ้ำ ๆ เพื่อความคุ้นเคย ในขั้นต่อมาเพิ่มเรื่องการอ่านจับใจความด้วยแบบฝึกหัดสั้น ๆ (เช่น ประโยคหรือย่อหน้าสั้น ๆ แล้วให้ตอบคำถาม 1–2 ข้อ) รวมถึงแบบฝึกหัดฟังสั้น ๆ ให้เด็กฟังแล้ววงคำที่ได้ยินหรือวาดภาพตามเนื้อเรื่อง
สิ่งที่ฉันเห็นผลดีคือการฝึกเขียนคำแบบมีแบบอย่างให้คัดตาม รวมถึงการอ่านออกเสียงร่วมกันเป็นประจำ ช่วงใกล้สอบควรมีแบบทดสอบจำลองที่รวมข้อสอบแบบเรียงลำดับ (พยัญชนะ-สระ-คำ-ประโยค-การฟัง) เพื่อให้เด็กคุ้นกับเวลาจริง แต่ต้องระวังไม่ให้ฝึกหนักเกินไป วันละ 20–30 นาทีแต่สม่ำเสมอดีกว่ามากกว่าฝึกยาวครั้งเดียว จบด้วยคำชมแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ชมเรื่องการอ่านชัดเจนหรือการเขียนตัวสะอาด จะช่วยให้เด็กมีแรงใจแล้วไปต่อได้ดี
2 Jawaban2026-02-26 03:41:39
การเริ่มต้นสอนคำศัพท์พื้นฐานให้เด็ก ป.1 ควรเน้นคำที่อยู่ในชีวิตประจำวันและใช้บ่อยที่สุด เพราะการสบตาเห็นของจริงแล้วพูดคำที่สัมพันธ์กันจะฝังได้ไวกว่าเยอะ
ในมุมของผม ผมมักแบ่งคำศัพท์ออกเป็นหมวดหลักๆ เพื่อให้เด็กจับภาพได้ง่าย: หมวดสิ่งของในบ้าน (เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จาน แก้ว), หมวดอาหาร/ผลไม้ (เช่น ข้าว กล้วย แอปเปิล), หมวดสัตว์ (แมว หมา วัว ไก่), หมวดสีและตัวเลข (แดง น้ำเงิน เหลือง หนึ่ง สอง สาม), และหมวดคำกริยาง่ายๆ (กิน นอน วิ่ง เล่น). การสอนต้องเริ่มจากคำที่เป็นนามง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยผสมเป็นประโยคสั้นๆ แบบ 'แมวกินปลา' เพื่อเชื่อมคำศัพท์เข้ากับกริยาและบริบท
เมธอดที่ผมชอบใช้คือการทำให้คำศัพท์เป็นกิจกรรมสนุก: ทำแฟลชการ์ดสีสดใส ร้องเพลงคำศัพท์ สร้างเกมจับคู่คำกับรูป หรือให้เด็กแต่งห้องจำลองแล้วติดป้ายชื่อของสิ่งต่างๆ การใช้ของจริงช่วยได้เยอะ เช่น เรียนคำว่า 'แก้ว' โดยให้เด็กถือแก้วและบอกประโยคสั้นๆ เดี๋ยวนี้แอปวิดีโอสั้นและนิทานภาพก็เป็นตัวช่วยเก๋ เพราะภาพเคลื่อนไหวกับเสียงจะช่วยให้เด็กจำได้เร็วขึ้นมาก
การประเมินความจำควรเป็นแบบไม่เครียด เช่น ให้เด็กเล่าเรื่องสั้นโดยใช้คำที่เรียน หรือเล่นเกมถาม-ตอบสั้นๆ การทบทวนเป็นหัวใจสำคัญ: ทบทวนเป็นระยะสั้นๆ ทุกวัน มากกว่าทำครั้งละนานๆ จนเบื่อ และผมมักแนะนำให้ผู้ใหญ่ปรับระดับความยากทีละน้อย — เมื่อลูกจำคำได้คล่องแล้ว ให้เพิ่มคำคุณศัพท์และคำเล็กๆ เช่น 'ใหญ่' 'เล็ก' 'เร็ว' 'ช้า' เพื่อให้ประโยคมีมิติ
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าสำคัญที่สุดคือความต่อเนื่องและความสนุก ถ้าทำให้เป็นกิจวัตรตอนเช้า ก่อนนอน หรือระหว่างเล่น เด็กจะเรียนโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ สุดท้ายแล้วคำศัพท์พื้นฐานต้องเป็นประตูให้เด็กกล้าพูด กล้าตั้งคำถาม และกล้าใช้ภาษาในชีวิตจริง — นี่แหละคือเป้าหมายที่ผมให้ความสำคัญเวลาเตรียมคำศัพท์ให้เด็ก ป.1
2 Jawaban2026-02-26 14:25:00
การออกแบบแบบทดสอบอ่านสำหรับ ป.1 ควรเน้นความสมดุลระหว่างทักษะพื้นฐานกับความสนุก ซึ่งผมมองว่าควรประกอบด้วยส่วนที่ชัดเจนทั้งด้านการรู้ตัวอักษร การถอดรหัสคำ และความเข้าใจความหมายของข้อความ ห้องข้อสอบควรแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ที่เด็กสามารถทำได้แบบเป็นขั้นตอน ไม่ใช่โยนงานยาว ๆ ให้เด็กอายุน้อยต้องเครียด
ส่วนแรกที่ผมมักให้ความสำคัญคือการรู้รูปแบบตัวอักษรและเสียง เช่น ให้เด็กจับคู่พยัญชนะกับเสียง ให้แยกพยางค์ หรือเล่นเกมเติมสระแบบง่าย ๆ เพื่อประเมินพื้นฐานการถอดรหัส การออกข้อสอบแบบมีภาพประกอบช่วยให้เด็กไม่รู้สึกกดดัน ตัวอย่างข้อเช่น ให้ลากเส้นต่อภาพกับประโยคสั้น ๆ หรือเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้นที่มีความหมายชัดเจน
ในส่วนความเข้าใจ ควรมีนิทานสั้น ๆ ประกอบข้อสอบเพื่อวัดทั้งการเข้าใจสาระสำคัญและการสรุปใจความ เช่น เลือกประโยคที่ถูกที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง เลือกลำดับเหตุการณ์ หรือบอกเหตุผลสั้น ๆ ว่าทำไมตัวละครทำอย่างนั้น การให้เด็กเล่าเรื่องสั้น ๆ หลังจากอ่าน (retell) แบบบันทึกคะแนนเชิงคุณภาพจะช่วยเห็นพัฒนาการด้านภาษาพูดและคำศัพท์ได้ชัดขึ้น
นอกจากนี้เกณฑ์การให้คะแนนควรชัดเจน แยกระหว่างข้อที่เป็นทักษะพื้นฐานกับข้อวัดความเข้าใจเชิงลึก ทำให้ครูหรือผู้ประเมินสามารถให้ฟีดแบ็กที่เฉพาะเจาะจง เช่น ต้องฝึกการถอดรหัสเพิ่ม หรือต้องขยายคำศัพท์ในหมวดสัตว์และสิ่งของ รอบการทดสอบไม่ควรยาวเกินไปและควรมีรูปแบบทั้งแบบอ่านออกเสียงและแบบเขียน เพื่อเก็บข้อมูลครบทั้งความคล่องและความเข้าใจ งานนี้ให้ความสำคัญกับการทำให้เด็กรู้สึกว่าสอบคือกิจกรรมเรียนรู้ ไม่ใช่บททดสอบที่ต้องกลัว การได้เห็นเด็กยิ้มขณะเล่าเรื่องจึงเป็นผลลัพธ์ที่ผมให้คุณค่ามากที่สุด
4 Jawaban2026-03-21 14:13:24
เราไม่เคยเบื่อที่จะเห็นนักเรียนเตรียมตัวสอบสาธิต ม.1 เพราะแต่ละคนมีจังหวะการเรียนต่างกันและข้อสอบมักวัดพื้นฐานหลากหลายด้าน ทำให้การฝึกต้องเป็นระบบและครอบคลุม
เริ่มจากวิชาหลักที่ต้องให้เวลามากที่สุดคือคณิตศาสตร์ — ฝึกเรื่องการบวกลบคูณหารเศษส่วน การแก้สมการเชิงเส้น การคิดอัตราส่วนและร้อยละ รวมทั้งเรขาคณิตพื้นฐานอย่างพื้นที่และมุม เพราะข้อสอบมักชอบโยงคำถามให้นักเรียนแปลงสถานการณ์เป็นสมการง่าย ๆ นอกจากนั้น ภาษาไทยก็สำคัญมาก: ฝึกการอ่านจับใจความ ตอบคำถามจากบทความ เขียนย่อหน้าเล่าเรื่องสั้น ๆ และฝึกคำศัพท์หลัก-คำสะกดผิดบ่อยๆ
วิชาอังกฤษกับวิทยาศาสตร์มักถูกมองเป็นรอง แต่ถ้าต้องการคะแนนรวมสูงควรฝึกทั้งสองด้าน—ภาษาอังกฤษให้เน้นการอ่านจับความหมายและประโยคคำถามพื้นฐาน ส่วนวิทย์ให้ฝึกหลักการง่าย ๆ เช่น การแยกประเภทสิ่งมีชีวิต แรงพื้นฐาน หน่วยพื้นฐานและการทดลองง่ายๆ สุดท้ายอย่าลืมทำข้อสอบเก่าและจำกัดเวลาไว้บ้าง เพื่อปรับความเร็วและความแม่นยำ การเตรียมใจไม่ตื่นเต้นในห้องสอบก็สำคัญ พยายามนอนให้พอและทำแบบทดสอบจำลองเป็นประจำ แล้วจะรู้สึกมั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ