หลังจากผ่านโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนไปได้ด้วยการชี้นำของ "พี่ใหญ่" บรรยากาศในการติวหนังสือก็ดูผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่แล้วความท้าทายบทใหม่ก็มาถึง เมื่อพวกเขาเปิดตำราเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
"โอ๊ย! ไม่เอาแล้ว! ฉันยอมแพ้" หวงจิงโอดครวญเป็นคนแรกเมื่อเจอกับไวยากรณ์ซับซ้อน
"ฉันก็เหมือนกัน อ่านออกเสียงยังไม่ได้เลย" ถังเยว่ฉีทำหน้ามุ่ย
มีเพียงอู๋ถิงและหานซูอวี้ที่ยังคงสงบนิ่ง หานซูอวี้มองเพื่อนใหม่ทั้งสองด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้จากโลกอนาคต ภาษาอังกฤษสำหรับเธอนั้นง่ายดายราวกับภาษาแม่ แต่สำหรับเด็กในยุคนี้มันคือยาขมหม้อใหญ่ดี ๆ นี่เอง
"ไหน เอามาให้พี่ใหญ่ดูหน่อยสิ" เธอพูดพลางหยิบหนังสือของหวงจิงมาดู "ตรงนี้ไม่ต้องคิดมากเลยนะ มันมีหลักการจำง่าย ๆ อยู่..."
&nbs
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว...ในที่สุดจดหมายตอบรับอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของกองทัพก็ถูกส่งมาถึงมือของร้อยเอกเกาเจี้ยนกั๋ว การขออนุญาตแต่งงานของเขาได้รับการอนุมัติอย่างไม่มีปัญหา เย็นวันนั้นเขานำข่าวดีนี้มาบอกกับหลิวซินและเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนคนที่เห็นต้องแสดงความสงสัย "ทางการอนุมัติแล้วนะครับ...วันจันทร์พวกเราไปจดทะเบียนกันได้แล้ว" หลิวซินยิ้มรับอย่างเขินอายระคนเต็มไปด้วยความสุข "และเพื่อเป็นการฉลองเรื่องนี้" เกาเจี้ยนกั๋วกล่าวต่อ "พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเด็ก ๆ พอดี ผมว่าเราสี่คนไปถ่ายรูปครอบครัวที่ร้านถ่ายรูปในเมืองกันเถอะครับ" ความคิดที่จะได้ถ่ายภาพครอบครัวเป็นครั้งแรกทำให้ทั้งหานซูอวี้และเกาเสี่ยวเฟยตื่นเต้นดีใจ แม้ว่าในยุคสมัยนี้การถ่ายรูปในสตูดิโอจะมีราคาไม่ถูกเลยก็ตาม&n
ในขณะที่เวลาทุกวินาทีหลังจากที่ลู่เหยาได้เข้าไปในห้องผ่าตัดนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด หลิวซินกับเฉินลี่ฮวาในตอนนี้ต่างก็ยืนนิ่งด้วยความสับสน พวกเธอจ้องมองไปที่ประตูห้องผ่าตัดสลับกับใบหน้าของหานซูอวี้ที่ยังคงยืนกำหมัดแน่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็แฝงความมั่นใจบางอย่างที่พวกเธอสองคนไม่เข้าใจ แม้พวกเธอจะยังคงสงสัยในสิ่งที่เด็กหญิงเพิ่งบอกกับลู่เหยาไปก็ตาม แต่ทว่าคนทั้งคู่กลับไม่มีแก่ใจจะถามไถ่ แม้แต่หลิวซินเองก็ยังมองลูกสาวของตัวเองด้วยความไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เธอได้ยินนั้นลูกของตนไปเอามาจากไหน และแล้ว...ในที่สุดการรอคอยท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนก็สิ้นสุดลงเมื่อไฟสีแดงเหนือประตูห้องผ่าตัดดับวูบลง พร้อมกับบานประตูที่ค่อย ๆ เปิดออก ร่างข
เช้าวันต่อมา... บรรยากาศในบ้านพักของครอบครัวสองแม่ลูกเต็มไปด้วยความสดใสและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลิวซินที่ได้ปลดเปลื้องความกังวลในใจออกไปแล้วดูมีชีวิตชีวาและยิ้มแย้มเป็นพิเศษ เธอกำลังยืนทำอาหารเช้าอย่างมีความสุขอยู่ในครัวเล็ก ๆ ของตนเองก่อนจะวางทุกอย่างลงบนโต๊ะกินข้าวขนาดครอบครัว วันนี้บนโต๊ะอาหารมีทั้งโจ๊กข้าวสวยร้อน ๆ และเครปจีนใส่ไข่กับต้นหอม (เจียนปิ่ง) ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่วห้อง เกาเสี่ยวเฟยที่มาอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อคืนก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะด้านข้างหานซูอวี้ด้วยท่าทีร่าเริง ภาพของคนสามคนที่นั่งกินข้าวเช้าพูดคุยหยอกล้อกันนั้น ดูไม่ต่างอะไรจากครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุขครอบครัวหนึ่ง แต่แล้ว...ความสงบสุขนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
แผ่นหลังของลู่เหยาหายเข้าไปในห้องผ่าตัด ทิ้งให้ทุกคนที่เหลือ...ทั้งหลิวซินและเฉินลี่ฮวา...ต่างยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วนหานซูอวี้...เธอได้แต่ยืนกำหมัดแน่นจนมือของเธอสั่น...ตอนนี้เธอได้ทำในสิ่งที่เธอทำได้ไปหมดแล้ว ที่เหลือ...ก็คงต้องภาวนาให้พ่อบุญธรรมเชื่อในคำพูดที่ดูเหมือนจะเหลวไหลของเธอ...และภาวนาให้คุณลุงเกา...ปลอดภัย บรรยากาศภายในห้องผ่าตัดเย็นเยียบและตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงสัญญาณชีพจากจอมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะที่อ่อนและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าเวลาของคนไข้บนเตียงกำลังเหลือน้อยลงทุกที "ความดันตกไปที่ 85/50 แล้วครับหัวหน้า!" วิสัญญีแพทย์รายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด หวงเจิ้งหรงไม่ได้ตอบรับ เขากัดฟันแน่น สมาธิทั้ง
คืนนั้นเนื่องจากเกาเจี้ยนกั๋วต้องไปปฏิบัติภารกิจลับที่ค่ายทหารและจะไม่ได้กลับบ้าน ด้วยความเป็นห่วงและไม่วางใจที่จะให้เด็กชายวัยสิบขวบต้องอยู่คนเดียว หลิวซินจึงได้รับอาสาดูแลเกาเสี่ยวเฟยให้เอง เธอบรรจงจัดที่นอนให้เด็กชายอย่างดีในห้องของหานซูอวี้ ก่อนจะเล่านิทานให้เขาฟังจนกระทั่งเขาหลับไป ส่วนหานซูอวี้ในคืนนี้ก็ย้ายมานอนกับแม่ในห้องของท่าน หลังจากดับไฟแล้วเหลือเพียงแสงจันทร์สลัว ๆ ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามา ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนเพียงเท่านั้น "แม่คะ..." หานซูอวี้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "วันนี้ที่เสี่ยวเฟยเรียกแม่ว่าแม่...แม่รู้สึกยังไงคะ?" 
ในระหว่างที่สามคนแม่ลูกกำลังง่วนอยู่กับการทำชุดเสียงเคาะประตูหน้าห้องของพวกเขาก็ดังขึ้น ก๊อก ๆ ๆ เสียงที่ดังขึ้นนี้ทำให้ทั้งสามคนชะงักการกระทำของตน ก่อนที่หานซูอวี้จะเป็นคนเดินไปเปิดประตู ภาพที่เธอเห็นคือเกาเจี้ยนกั๋ว พ่อบุญธรรม และแม่บุญธรรม กำลังยืนยิ้มอยู่หน้าประตู แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือ ในมือของพวกเขาไม่ได้มีแค่ม้วนผ้าสวยงามเพียงเท่านั้น "พวกเรากลับมาแล้ว" เฉินลี่ฮวาเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง "และก็มีของมาฝากเยอะแยะเลย" ว่าแล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันขนของเข้ามาในห้องพักขนาดเล็กของสองแม่ลูก เริ่มจากม้วนผ้าเนื้อดีสีสันสดใสที่เกาเจี้ยนกั๋วบรรจงวางลงบนโต๊ะ "พอดีผมไปปรึกษาพี่สะใภ้เรื่องเสื