Masukแชมเปญเป็นที่นิยมในงานเลี้ยงฉลอง…
คิมหันต์หมุนควงแก้วสีใสไปมา ฝ่ามือใหญ่ขาวจัดมองเห็นเส้นเลือดชัดเจนดูน่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็มีเสน่ห์ทางเพศอย่างเหลือล้น นิ้วของเขาเรียวยาวเข้ารูปอย่างสวยงามเสมือนงานประติมากรรมชิ้นเอก เขากำลังอารมณ์ดี ถึงไม่มากนัก แต่ก็เรียกรอยยิ้มเจือจาง จนกระทั่งเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าร่างสูงสมส่วนยังคงนั่งดื่มด่ำกับความละมุนละม่อมของแชมเปญขวดเหยียบแสน กระทั่งลิ้นเริ่มไม่รับรสความหอมหวานของมันอีกต่อไป นัยน์ตาดำเข้มข้นมากขึ้นยามท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีคราม ตะวันตกดินแล้ว ทว่าใครบางคนยังไม่โผล่หัวมาให้เห็นแม้แต่ปลายผม... คิมหันต์กดสายตาลงต่ำจ้องนาฬิกาข้อมือรอบที่เท่าไรก็ไม่อาจนับ พร้อมทั้งมองลงไปยันชั้นล่างผ่านกระจกใสพิเศษ จากตรงนี้จะสามารถมองเห็นทุกส่วนในบริเวณลานหน้าบ้านได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันคนภายนอกไม่สามารถมองเข้ามาได้เช่นกัน ผ่านไปราวห้านาทีร่างเล็กในชุดนักศึกษารีบวิ่งหน้าตื่นมาจากลานกว้างบริเวณหน้าบ้าน เธอเดินลัดเลาะไปทางสวนหย่อม และเข้าทางประตูหลังอย่างที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ คิมหันต์ยิ้มน้อย ๆ เมื่อสังเกตได้ว่าแก้วตามองไปยังลานจอดรถ เมื่อเห็นว่ารถของเขาจอดอยู่ เจ้าตัวรีบแหงนหน้าขึ้นมองมายังชั้นบน ต่างกันตรงที่เขาเห็นเธอ แต่เธอมองไม่เห็นเขา ก้านนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ พลางยกแก้วแชมเปญดื่มน้ำสีเหลืองฟางรวดเดียวจนหมด "เลิกคลาสตั้งแต่บ่ายสอง แต่ถึงบ้านหกโมงเย็น อีกครึ่งชั่วโมงเท่ากับหนึ่งทุ่ม ดี...ท้าทายฉันดี" เพราะเป็นห่วงคนที่นอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล แก้วตาจึงอาศัยตอนเลิกเรียนแวะไปเยี่ยมเพื่อนอีกครั้งในตอนบ่าย แต่ดันคุยกันจนติดลม รู้ตัวอีกทีก็ปาไปหกโมงเย็นเข้าแล้ว เธอจึงต้องรีบกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทันทีที่ถึงคฤหาสน์วิริยะกุลแก้วตาจะมองไปยังลานจอดรถอันดับแรกด้วยความเคยชินเสมอ เธอเห็นรถของเขา...นั่นก็แปลว่าเขาอยู่บ้านแล้ว เธอเงยหน้ามองไปยังชั้นสาม มองกระจกเงาดำบานใหญ่ที่อยู่ติดกับห้องนอนของคิมหันต์ ไม่สามารถมองเห็นด้านในนั้นได้ แต่กลับรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ จนต้องรีบชักสายตากลับ สองเท้าก้าวฉับ ๆ ไปยังครัวหลังทันที หลีกเลี่ยงทุกทางที่ต้องทำให้ใกล้ชิด เว้นระยะห่างทุกฝีก้าว แล้วคอยระวังตัวเองอยู่เสมอ เป็นไปได้ก็ไม่อยากพบหน้าเลย... หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แก้วตาก็มาช่วยงานป้าน้อยอีกนิดหน่อย ป้าน้อยยกถาดอาหารออกไปไม่ถึงห้านาทีก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง "คุณคิมไม่รับอาหารเหรอจ๊ะป้า" แก้วตาถามพลางสะบัดน้ำในจานไปวางเทินกันไว้ โดยที่เธอไม่ได้หันกลับไปมองจึงไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจแค่ไหน "เสร็จจากตรงนี้ ฉันวานแกยกอาหารขึ้นไปให้คุณคิมด้วยนะ" ป้าน้อยพูดจบก็วางถาดอาหารลงบนโต๊ะก่อนจะเดินออกจากครัวไปโดยไม่อยู่รอคำทักท้วง แก้วตาอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ถ้วยชามในมือแทบประคองไว้ไม่อยู่ ป้าน้อยจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงถาดอาหารภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง...พอหันซ้ายแลขวาตอนนี้ในครัวก็มีแต่เธอเพียงคนเดียว หากให้คนอื่นมารับหน้าแทนคิดไม่ออกว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง แก้วตาไม่ได้อยู่ในบทบาทที่จะออกคำสั่ง หรือวานให้ใครทำแทนเธอได้ หากเธอไม่ขึ้นไปปัญหาที่จะตามมาภายหลังคงทำให้อยู่ภายในบ้านหลังนี้ลำบากมากกว่าเดิม ทั้งที่ใจอยากจะหลบหลีก แต่ก็มีเรื่องต้องทำให้พบเจออยู่ร่ำไป… แก้วตาเป็นคนกลัวสัตว์เลื้อยคลานมาก ๆ นอกจากงู สิ่งที่กลัวรองลงมาก็คงเป็นประตูไม้แกะสลักหน้าห้องของคิมหันต์ที่ทำจากไม้สักเนื้อดีสีน้ำตาลแกะสลักลายงูเลื้อยพันเถาวัลย์ ให้ความรู้สึกงดงามวิจิตร ขณะเดียวกันก็ดูอันตรายจนน่ากลัว แค่เห็นประตูห้องก็ขาสั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ต้องเข้าไป เธอค่อนข้างมีความทรงจำไม่ดีสักเท่าไรนัก ไม่รู้ป้าน้อยคิดยังไงถึงให้เธอขึ้นมา กำปั้นเล็กยกขึ้นเคาะประตูแผ่วเบา รอไม่นานคนด้านในก็เอ่ยปากอนุญาต เธอก้าวเท้าเข้าไปในเขตพื้นที่ของคิมหันต์ ความรู้สึกแรกคือหนาว เป็นความหนาวที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ เหมือนไอความเย็นนี้จะถูกแพร่กระจายมาจากร่างสูงใหญ่ของคนที่นั่งเปลือยท่อนบนอยู่ตรงริมระเบียงห้อง มีกระจกใสเป็นกำแพงขวางกั้น เขานั่งอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา แสดงว่าตอนที่เธอกลับมาจากไปเยี่ยมตี๋เขาก็ต้องเห็นด้วยสินะ แก้วตากดใบหน้าลงต่ำไม่กล้าสำรวจเขามากไปกว่านี้ ก่อนจะนำถาดอาหารวางลงบนโต๊ะสำรองอีกมุมหนึ่งภายในห้อง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีจะสั่งอะไรเป็นพิเศษก็ตั้งใจจะออกไปอย่างเงียบ ๆ "เดี๋ยวนี้มีเรียนพิเศษด้วยเหรอ" แก้วตาหยุดเดินพอ ๆ กับหัวใจที่แทบจะหยุดเต้นไปพร้อมกัน "ไม่มีค่ะ" "ไม่มีแล้วทำไมกลับช้า" คราวนี้คนถูกถามเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง "พอดีเพื่อนแก้วถูกรถชนค่ะ แก้วเลยไป..." "ไปรักษาเพื่อน?" คิมหันต์พูดแทรกขึ้นมา เสียงเขานิ่งติดจะเย็นชา แก้วตาไม่รู้ว่าเขามีสีหน้าแบบไหน แต่ฟังจากน้ำเสียงก็คงจะไม่ได้ยิ้มอย่างแน่นอน หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเขาเสียงแผ่วเบาราวกับสายลม "แก้วแค่ไปเยี่ยมเขาค่ะ...ไม่ได้ไปรักษา" ประโยคท้ายสุดเหมือนคนพูดจงใจให้ตัวเองได้ยินเพียงลำพัง แต่ก็ชัดพอที่คนหูดีจะได้ยิน คิมหันต์หัวเราะในลำคอจากนั้นก็เอ่ยปากออกคำสั่ง "หยิบซองบุหรี่ให้หน่อยสิ ตรงนั้น" แก้วตามองตามเรียวนิ้วแกร่งของคิมหันต์ ดวงตาหวานซึ้งทอดสายตาไต่ระดับไปยังปลายนิ้วเรียวยาวไล่สำรวจใบหน้าของอีกฝ่าย เส้นผมเงางามถูกเสยขึ้นไว้ทางด้านหลังอย่างลวก ๆ เผยให้เห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากด้านขวาเหนือหางคิ้ว ส่งผลให้เขาดูดุดันมากเป็นเท่าตัว คิมหันต์ไม่ได้สวมเสื้อมีเพียงกางเกงชิโนสีดำเข้มที่ขับให้เรียวขาแกร่งดูสมบูรณ์แบบ บนโต๊ะมีขวดไวน์เรียงกันอยู่สองสามยี่ห้อ เธอไม่กล้าสำรวจเขาไปมากกว่านี้... ซองบุหรี่สีดำวางอยู่ใต้ลิ้นชัก แก้วตาหยิบมันมาถือไว้ ทว่าคนตัวใหญ่กลับยืนซ้อนแผ่นหลังบางเสียแล้ว เธอหันกลับมาด้วยความไม่ทันระวังตัว จมูกน้อย ๆ ชนเข้ากับแผ่นอกแกร่ง ผิวเนื้ออุ่นจากร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามมีปฏิกิริยาต่อพวงแก้มใสทั้งสองข้างอย่างยิ่ง "คะ...คุณคิม ขอโทษค่ะ" ปากพูด ร่างกายก็รีบขยับถอยออกห่าง ราวกับเขาเป็นของร้อนที่เธอไม่ควรแตะต้อง แต่สิ่งหนึ่งที่แก้วตาลืมคำนึงก็คือมุมตรงนี้มันตันแล้ว แทนที่จะได้ถอยออก กลับกลายเป็นว่าบั้นท้ายงอนงามเสียหลักชนกับขอบโต๊ะ สัญชาตญาณกลไกของร่างกายทำให้มือบางคว้าสิ่งของตรงหน้าเป็นหลักยึด และของที่ว่าก็คือการผวาโอบกอดรอบเอวหนา คิมหันต์โน้มตัวไปตามแรงดึงจากคนตัวเล็ก ท่อนแขนแข็งแรงเท้ายันอยู่กับขอบโต๊ะโดยมีร่างเล็กกอดเอวเขาไว้แน่นหนา สัมผัสนุ่ม ๆ จากเด็กในการปกครองผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้บางอย่างภายใต้กางเกงมันอึดอัดมากเป็นพิเศษ คิมหันต์กดยิ้มมุมปากปลายจมูกโด่งสูดดมเส้นผมหนานุ่มที่อยู่เหนือหน้าอกเขาเพียงไม่กี่เซ็นต์ คนตัวเล็กเมื่อได้สติก็รีบผลักเขาออก คิมหันต์เร็วกว่า เขาคว้าแขนเธอไว้ให้กอดตามเดิม เพิ่มเติมคือแรงกดของร่างกายที่แนบชิดกับร่างแบบบางจนแทบจะกลืนกินเป็นเนื้อส่วนเดียวกัน...แก้วตาในชุดนอนตัวบาง เดินออกมายังชานระเบียงของเพนต์เฮาส์พาตัวเองมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เนื้อดี ท่ามกลางความเงียบที่ตัดขาดจากความคึกคักภายนอก เธอปล่อยให้ลมเย็นของค่ำคืนโอบกอดผิวกายอย่างแผ่วเบาก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะเต็มไปด้วยประกายของดอกไม้ไฟ...คิมหันต์ไม่ใช่คนโรแมนติกและเขาคงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลปีใหม่ ดังนั้นแก้วตาจึงไม่อยากคาดหวังว่าเขาจะกลับมาเพื่อเคาท์ดาวด้วยกันหลายครั้งเธอคิดว่าตัวเองกำลังโลภ ยิ่งเขาให้มากเท่าไร หัวใจก็ยิ่งเผลอเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น มันเลยทำให้เธอกลัวกลัวว่าสักวันหนึ่ง เขาจะมองว่าเธอเรียกร้องไม่รู้จักพอ... แก้วตาจึงกลืนเก็บทุกความรู้สึกเอาไว้ และย้ำกับตัวเองว่า ต่อให้วันนี้เขาไม่ได้กลับมา ก็ไม่เป็นอะไรเลย...เธอเลิกมองท้องฟ้าแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าข้างใน ทว่าทันใดนั้นเองก็ต้องหยุดชะงัก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไหววูบ เมื่อหันกลับมาเผชิญหน้ากับเงาสะท้อนบนประตูกระจกบานเลื่อนบรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทเสียจนได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจตัวเองได้อย่างชัดเจน และในเสี้ยววินาทีที่ดวงตาคู่คมสบกับเธอ แก้วตาก็เหมือนถูกดึงเข้าไปในวังวนอั
สัตว์นักล่าบางชนิด มักเลือกปล่อยให้เหยื่อตัวเล็กหลงเชื่อว่าตัวเองเป็นอิสระทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกย่างก้าวที่เดินไปก็ยังคงวนเวียนอยู่ภายใต้อาณัติของมัน...คิมหันต์เรียกสิ่งนั้นว่า'โคจรของสัตว์ที่ถูกทำให้เชื่อง' เขาทำแบบเดียวกันกับแก้วตาเพื่อพิสูจน์ว่า ต่อให้มีทางเลือกอื่นเธอก็จะวนกลับมาอยู่ในรัศมีของเขาเหมือนเดิมดวงตาคมปราบจ้องมองทุกอิริยาบถของเด็กดีด้วยความนิ่งเฉยอย่างคนที่คาดเดาทุกอย่างไว้หมดแล้วดังนั้น เขาจึงไม่แปลกใจกับคำบอกเล่าของแก้วตา และปล่อยให้หลงเชื่อว่าเธอเป็นคนเลือกเส้นทางเอง แม้ความจริงแล้วทุกการตัดสินใจของเธอ ล้วนมีเขาเป็นคนกำหนดทั้งสิ้นปลายนิ้วแกร่งลูบผ่านสันจมูกของคนตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ้มในอ้อมอกแกร่ง ลากขึ้นไปตามแนวโค้งของขอบคิ้ว ก่อนจะประทับริมฝีปากไปยังเปลือกตาที่ปิดสนิท เพราะสำหรับคิมหันต์น่ะ... ต่อให้ต้องเฉือนเนื้อตัวเองนับพันครั้ง ก็ไม่มีวันปล่อยแก้วตาไปได้จริง ๆ หรอก***หน้าหนาวเวียนกลับมาอีกครั้ง และแก้วตาก็ตระหนักได้ว่า การใช้ชีวิตอยู่กับคิมหันต์นั้นก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเลย...แม้เขายังงานยุ่งเหมือนเดิม กลับดึก และแทบไม่มีเวลา แต่เธอก็เข้าใจว่า สิ่งที่เ
แม้แต่ตอนที่คิมหันต์ยืนแต่งตัวหน้ากระจก แก้วตาก็ยังรู้สึกว่า เขาช่างเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์อันเหลือล้น เส้นไหล่ที่ขยับตามจังหวะมือ ข้อมือแข็งแรงที่ดึงเนคไทให้เข้าที่ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างให้เธอต้องหยุดสายตามองตามทุกอิริยาบถกว่าจะรู้ตัวอีกที เงาสะท้อนในบานกระจกก็สบเข้ากับดวงตาของเธอแล้ว คิมหันต์หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางก้าวเดินมายังปลายเตียงน้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม “อยากได้อะไรล่ะ”คนตัวเล็กเลิกคิ้วขึ้นสูง เธอไม่ได้อยากได้อะไรสักหน่อย ก็แค่อยากมองเขาเท่านั้นเอง แก้วตาตั้งใจจะเอ่ยปฏิเสธ ทว่าก็ต้องเก็บกลืนคำพูดนั้นเอาไว้ เมื่อไตร่ตรองดูอีกที เธอเองก็มีสิ่งที่ต้องการเหมือนกันเช่น... หลายวันมานี้ เธอรู้สึกแปลกประหลาดกับพฤติกรรมการกินของตัวเอง ที่ไม่ได้หิวแต่ก็ไม่ใช่ไม่หิวเลย บางมื้อกินไปสองสามคำก็วางช้อน แต่พอตกดึกกลับรู้สึกหวิวในท้องขึ้นมา ทั้งที่พยายามคิดเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าตัวเองอยากกินอะไร“คือ…” ลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แก้วอยากไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตแถวคอนโดค่ะ จู่ ๆ ก็รู้สึกอยากกินอะไรบางอย่าง แต่นึกไม่ออกก็เลยอยากลองไปเดินดูด้วยตัวเองน่ะค่ะ”พูดจบก็แอบชำเลือง
แก้วตารู้สึกไม่สบายตัว…อาการของเธอชัดเจนขึ้นหลังพยายามลุกจากเตียง ร่างเล็กยังไม่ทันทรงตัวดี โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนต้องกลับไปตามเดิม เธอสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ พยายามประคองสติเอาไว้ แต่อะไรบางอย่างกลับตีตื้นขึ้นมากลางอก มันพะอืดพะอม ปั่นป่วนลงไปถึงท้องน้อยสุดท้ายก็ทนไม่ไหว แก้วตาปิดปากตัวเองไว้แน่น ตั้งใจจะวิ่งเข้าห้องน้ำ ทว่าก็ช้าไปเมื่อของเหลวอุ่น ๆ เอ่อล้นออกมาจากริมฝีปาก เปรอะเปื้อนทั่วฝ่ามือเล็กกลิ่นเปรี้ยวตีขึ้นจมูก คนตัวเล็กน้ำตาคลอเบ้า ความอับอายแล่นวาบขึ้นมา เมื่อเห็นคราบสกปรกเลอะทั้งพื้นด้านล่างและเสื้อผ้าของตัวเองเธอสูดหายใจเข้าออกลึกยาว ก่อนจะรีบเดินไปหยิบทิชชูเปียกมาเช็ดคราบเหล่านั้นอย่างลุกลี้ลุกลนแต่กลิ่นไม่พึงประสงกลับไม่ได้จางหายไปง่าย ๆ ถ้าอยู่คนเดียวก็คงดีกว่านี้ ทว่าคิมหันต์ก็ยังนอนหลับอยู่บนเตียงเนี่ยสิ เธออายเขาเหลือเกิน แค่คิดน้ำตาก็ไหลอาบแก้มแล้ว“ฮึก...”ไม่อยากให้เขาต้องมาเห็นเธอในสภาพนี้เลย...กระทั่งเสียงยวบยาบดังขึ้นจากเตียงด้านหลัง เงาของเขาก็ทาบทับร่างของเธอทันที แก้วตานั่งอย่างหมดสภาพบนพื้นห้อง มือทั้งสองข้างขยุ้มทิชชูเปียกไว้แน่น
เมื่อร่างสูงสมส่วนเดินออกมาจากประตูลิฟต์ ร่างกายที่เคยเปื้อนเลือดก็ถูกชำระล้างอย่างหมดจดแล้ว คิมหันต์เดินตรงมายังห้องนั่งเล่น และสิ่งแรกที่ปรากฏก็คือเรือนร่างผอมบางของหญิงสาวที่เขาเอาแต่นึกถึงทั้งวัน คิ้วเข้มขมวดพลางถอนหายใจแผ่วเบา ดูเหมือนว่าต่อให้เขาย้ายโซฟาออกไป เธอก็คงลงไปนอนบนพื้นพรมข้างล่างแทนเพื่อรอเขากลับมาคิมหันต์เดินมาหยุดตรงหน้าเธอ สายตากดต่ำจ้องริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเผยออกเล็กน้อยยามเจ้าตัวหลับใหล ก่อนจะเลื่อนสายตตามายังซีรีย์โรแมนติกเรื่องหนึ่งที่คนตัวเล็กเปิดค้างไว้บนหน้าจอทีวีในหน้าจอนั้น ตัวละครพระเอกกำลังคุกเข่าขอนางเอกแต่งงาน กระทั่งฝ่ายหญิงพยักหน้าตกลงพร้อมกับหยาดน้ำตาของความยินดีความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในสมอง...เขาที่ดำรงชีวิตอยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว สามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดีช่างเลือนลางเหลือเกิน คิมหันต์นึกภาพตัวเองในอนาคตไม่ออกเลย มองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างด้วยซ้ำช่างน่าขำสิ้นดีที่เผลอไปคิดอะไรงี่เง่า แววตาของเขาหม่นแสง ราวกับยอมรับความจริงที่ฝังลึกใต้จิตสำนึก ชีวิตที่เรียกว่าความสุขแบบนั้น ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเขาหรอก คนอย่างเขาที่ก่อเรื่องสกปรกมานับไม่ถ้ว
คำเตือนเนื้อหา (Content Warning)เนื้อหาต่อไปนี้มีความรุนแรง การทำร้ายร่างกายผู้อื่น อาจกระทบความรู้สึกผู้อ่านบางท่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน... คิมหันต์ที่นั่งรออยู่ในรถเงียบ ๆ เลื่อนสายตาไปยังนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ก่อนจะผลักประตูลงจากรถชายฉกรรจ์ซึ่งลงมาจากรถซีดานอีกคันหนึ่ง ต่างก็ทยอยเดินเข้ามาใกล้เขาอย่างระมัดระวัง“เตรียมพร้อมแล้วครับ”คิมหันต์ไม่ตอบอะไร เขาเพียงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วเหลือบตามองสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวที่ทำจากแผ่นโลหะเก่ากับลานโล่งที่ดูเหมือนท่าเรือ ชายที่ยืนรอรับคำสั่งรีบขยับตัววุ่นวาย ไม่นานประตูเหล็กหนาแน่นเบื้องหน้าที่ขึ้นสนิมจนสีลอกเป็นหย่อม ๆ ก็ค่อย ๆ เปิดออกแกร๊ก… เอี๊ยด…เสียงบานพับขึ้นสนิมส่งเสียงโหยหวนชวนหดหู่ ขณะที่เขากำลังสวมถุงมือหนังสีดำอย่างใจเย็น ลูกน้องคนสนิทก็ขยับตัวเข้ามาอย่างรู้หน้าที่ สอดบุหรี่แท่งหนึ่งแตะลงบนริมฝีปากได้รูปของเจ้านาย ก่อนจะยกไฟแช็กขึ้นจุดให้ขณะเดียวกันกระเป๋าโลหะสีดำก็ถูกยกออกมาจากท้ายรถซีดาน คิมหันต์เห็นเช่นนั้นจึงก้าวเข้าไปในโกดัง ช่วงขาของเขาก้าวยาว ๆ อย่างผ่อนคลาย ทว่าแฝงด้วยความน่าเกรงขามไว้เต็มเปี่ยม ชายที่ถือกร







