LOGINสำหรับ ‘เฮริค มิลลส์ตัน’ ผู้หญิงคือเกมท้าทายที่ต้องชนะ แต่สำหรับ ‘รติกาล’ นักธุรกิจหนุ่มหล่อร้ายคนนี้ ก็แค่คนรวยอีโก้สูงที่ไร้สมอง! “ฉันเพิ่งรู้ว่าคนรวยมีเงินซื้อได้ทุกอย่าง... แต่กะอีแค่ยาบำรุงสมอง กลับไม่มีปัญญาซื้อ!” คำพูดท้าทายฟาดกลางแสกหน้าจนชายหนุ่มสติขาดผุด มือหน้าง้างค้างกลางอากาศด้วยความโกรธจัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณดิบ... “ดี! ในเมื่ออยากลองดีนัก ต่อจากนี้ก็อย่าขัดใจฉันแล้วกัน!” แควก! เสื้อตัวบางถูกกระชากขาดวิ่นจนเห็นผิวเนื้อนวลเนียน กระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กสมบัติชิ้นสุดท้ายของเธอถูกเหวี่ยงทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนที่คำด่าทอจะถูกกลืนหายเมื่อเรียวปากหนาฉกวูบลงมาปิดปากเธอไว้ บดขยี้และกัดเม้มอย่างคนหิวกระหาย... ราวกับจะกลืนกินเธอลงไปทั้งตัว!
View Moreพ.ศ.2565
ร่างสมส่วนชายไทยพร้อมก้าวย่างเร่งรีบไปตามริมฟุตปาธใบหน้าเครียดขรึมคอยหลีกหลบผู้คนที่เดินสวนไปมา ฝ่ามือหนากำเข้าแล้วปล่อยซ้ำๆ ยามเห็นสิ่งตรงหน้า ที่สายตาเขาจับภาพได้ มันสะเทือนไปถึงหัวใจจนปวดแปลบเหมือนคนกำลังถูกจี้ด้วยมีดคมแล้วทิ่มแทงไล่หลัง
กรามหนาขบเข้าหากันตลอดเส้นทาง สายตาหรี่แคบมองแผ่นหลังชายหญิงที่เดินคลอเคลียเคียงคู่กันเหมือนคู่รัก...มันไม่แปลกสักนิดหากผู้หญิงที่เขาเดินตามเป็นคนอื่น
ผู้คนเริ่มหนาตา รถราบนท้องถนนเริ่มขวักไขว่เมื่อเป็นเวลาเลิกงาน ช่วงจังหวะเพียงนิดเขาหลบหญิงสูงวัยนางหนึ่ง หากแต่ปะทะกับร่างผอมบางอีกคนกระเด็น
“หะ/อุ้ย!” เสียงของเขาและหล่อน ดังอย่างตกใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อฝ่ายชายหันสายตากลับมา ไม่ต้องบอกว่าร่างหนาสมส่วนที่สูงร้อยแปดสิบกว่ากับหญิงสาวร่างบอบบางเพรียวลม ใครจะเจ็บกว่ากัน เมื่ออีกฝ่ายลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนทางเท้าใบหน้าเหยเก ที่เรียกสายตาของคนสัญจรให้หันมอง แต่ไม่มีใครหยุดสนใจซักถาม
“ให้ตายสิ... ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ” เมื่อรู้ตัวว่าผิดแม้ไม่ได้ตั้งใจ มนัสไม่รีรอ เอ่ยคำขอโทษทันที และด้วยความตกใจจนลืมตัว ร่างสูงใหญ่โน้มตัวก้มลง ยื่นมือเพื่อเป็นเข้าไปช่วยประคอง หากอีกฝ่ายเอียงหลบอย่างหวงตัวและนั่นทำให้เขารู้ตัวว่ามันไม่เหมาะจึงดึงมือกลับ
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ลุกขึ้นไหวไหม?” เขาร้อนใจหนัก สายตาคมเข้มหรี่แคบพยายามเค้นหาคำตอบด้วยสายตาตนเองไปพร้อมๆ กัน
แม้ไม่มีคำตอบมาทันทีแต่มนัสรับรู้ได้ว่าหล่อนต้องเจ็บไม่หยอกเมื่อมือเรียวลูบข้อเท้าข้างขวา สีหน้าบิดเบี้ยวพร้อมเสียง ซี้ด... สูดลมเข้าปาก
“ขอโทษจริงๆผมไม่ทันระวังครับ” คนตรงหน้าก็ห่วง หากสายตาของมนัสก็ไม่อาจตัดใจจากหนุ่มสาวก่อนจะชะเง้อคอมอง เพื่อให้รู้ว่าทั้งคู่กำลังเดินไปทิศทางไหน แต่สุดท้ายสิ่งที่ตามมาก็หายไปจากวงจรสายตาจนได้!
เมื่อไม่มีสิ่งใดทำให้ใจไขว้เขวได้อีก มนัสจึงหันมาสนใจสาวสวยในชุดกางเกงยีนเสื้อยืดธรรมดาที่นั่งแหมะอยู่บนพื้นอย่างจริงๆ จังๆ
รติกาลแหงนหน้ามองคนที่เอ่ยขอโทษไม่หยุดปาก “ไม่เป็นไรค่ะ” ตัดใจบอกไปทั้งที่ใจหงุดหงิดแต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
สายตาที่มองสบทำให้มนัสรู้สึกผิด ตากลมใสไร้แววตำหนิหรือคาดโทษ หากแต่เขารับรู้ได้ถึงความกังวลและอ่อนใจ จนเขารู้สึกผิดขึ้นหลายเท่าตัว
“ไม่ไหวใช่ไหม...ผมขอโทษด้วยจริงๆ” อีกครั้งที่เขาเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและแน่วแน่ แต่ครั้งนี้คำขอโทษที่มาพร้อมกับความต้องการที่อยู่ในใจ
ร่างบางถูกช้อนอุ้มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว หากจะวี้ดว้าย ยิ่งอายผู้คน รติกาลจึงลดระดับน้ำเสียงให้แผ่วลง
“คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี่นะ” เธอพยายามบอกและดิ้น หากแต่พอขยับ ข้อเท้าก็เจ็บแปลบจนน้ำตาเล็ด
“เท้าเคล็ด อย่าฝืนเดินต่อเลยครับ” มนัสเตือนด้วยความเป็นห่วง ตากลมใสที่เต็มไปด้วยความกังวลจ้องตอบ แต่รติกาลสัมผัสได้ว่าการกระทำของเขาจริงจังและใส่ใจอาการของเธอมากกว่าคิดฉวยโอกาสกับเธอ แต่กระนั้น ความหวาดระแวงก็ไม่ได้ลดไปจากความรู้สึกของรติกาล
“ปล่อยฉันลงเดียวนี้เลยนะ” เธอพยายามสลัดตัวเองออก ครั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายต่อต้าน มนัสจึงกระชับวงแขนแน่นขึ้น
“ขอโทษนะครับเห็นทีจะไม่ได้” เขาบอกพลางก้าวฉับๆ อย่างกับตัวหล่อนไร้น้ำหนัก
รติกาลอยากดิ้นรนให้พ้นจากการโอบอุ้ม แต่เสียวแปลบตรงข้อเท้าเมื่อพยายามจะสลัดตัวเองแรงๆ
“จะพาไปไหน” น้ำเสียงของหล่อนไม่สม่ำเสมอ พร้อมใบหน้าเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพราวด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงซ่านด้วยความเขินอาย เมื่อผู้คนที่เดินผ่านมามองอย่างสอดรู้สอดเห็นหากแต่ไม่มีใครสนใจถามไถ่ อดคิดไม่ได้ว่าหากผู้ชายคนนี้เป็นคนร้าย หล่อนไม่แย่หรอกหรือ
สายตากรอกไปมาของสาวสวย ทำให้มนัสยิ้มกริ่ม เขารู้ตัวเองดีว่ากำลังทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกลัวขึ้นสมอง จึงเอ่ยบอกไปว่า
“อย่ากลัวผมเลย ผมจะทำอะไรคุณได้ คนเยอะแยะ รถผมจอดอยู่ไม่ไกล เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ”
เหตุผลที่ได้ฟังจากน้ำเสียงเป็นมิตรและเป็นกันเอง ทำให้รติกาลเริ่มลังเล เธอจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้หรือ
“ไม่เป็นไร คุณปล่อยฉันลงก่อนเถอะ อายเขา” เสียงแผ่วเบาหากแต่หนักแน่น แต่กระนั้นอีกฝ่ายหาได้ใส่ใจ ยิ้มหน้าตายตอบกลับมา เขาจงใจทำให้คนในอ้อมแขนอ่อนใจ แต่กลับทำไมสำเร็จ เมื่อคนในอ้อมแขนเกร็งตัวจนเขารู้สึกว่าอุ้มลำบากหากหล่อนทำตัวแข็งกับท่อนไม้ และคิดว่าหล่อนคงร่วงลงจากวงแขนเขาเป็นแน่ ขืนทำตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนี้...
“ถ้าคิดว่าผมอุ้มคุณแล้วอายชาวบ้าน ผมว่าคุณเปลี่ยนจากทำตัวเป็นท่อนไม้ แล้วทำตัวตามสบาย ผมจะได้อุ้มคุณสะดวกไปถึงรถไวๆ จะดีกว่านะครับ” เขาบอกพร้อมรอยยิ้มขำ รติกาลเหลือบตามองคนพูด หน้างอ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เธออยากเถียง แต่ก็ไม่อาจอ้าปากเถียงออกไปได้ เขาเลยส่งยิ้มทางสายตาและคำพูดเป็นการยืนยันอีกครั้ง
“จะอายทำไม เหตุผลที่ผมอุ้มคุณ ใครไม่รู้ แต่ผมรู้ดี ที่สำคัญคุณก็รู้อยู่ว่า ตัวเองไหวหรือเปล่า” รอยยิ้มอบอุ่น ไม่ได้เสแสร้งยังอยู่เต็มใบหน้าหล่อนั้น แต่รติกาลไม่อาจยินดีตอบรับความรู้สึกที่อีกฝ่ายแสดงออกมาได้ เธอจึงกัดฝันทำหน้าบึงตึงตอบกลับ แต่จะให้สะบัดตัวออกจากอ้อมแขนคงไม่ไหว เพราะข้อเท้าของเธอแค่เขาขยับเดินเป็นจังหวะ ก็ปวดแปลบจนน้ำตาเล็ดแล้ว
สุดท้ายสาวสวยวัยใกล้ยี่สิบปี ที่ทำงานจนตัวเป็นเกลียวส่งตัวเองเรียนภาคค่ำเสาร์-อาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ต้องทำงาน ก็นั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้าห้องตรวจ โดยข้อเท้าถูกพันผ้าไว้อย่างแน่นหนา รออีกคนรับยาจากหน้าเคาน์เตอร์
“รติกาล ชื่อเพราะดี” เขาเอ่ยเหมือนจะย้ำให้ตัวเอง เจ้าของชื่อที่เขาพร่ำถามตั้งแต่นั่งมาด้วยกันในรถจนแล้วจนรอดหล่อนก็ไม่บอกเหมือนคนหวงชื่อ จนเขายอมเสียมารยาทแอบดู หันมาสบตาสีหน้าเรียบเฉย เขายิ้มรับหน้าเจื่อนๆพร้อมชูถุงยาให้เจ้าของชื่อได้เห็นถนัดขึ้น ‘เขารู้เพราะมันเขียนอยู่หน้าซองยา’
“เฮ้อ สีหน้าคุณทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเลย” มนัสยังมีความวิตกหลงเหลืออยู่มาก
“เอ่อ...ก็นะ เป็นแบบนี้ เถ้าแก่คงไล่ออกจากงานแน่ ไหนเวลาที่ต้องไปเรียนอีก” น้ำเสียงเหมือนพ้อกับตัวเองลอยๆ ของรติกาล ทำให้มนัสรู้สึกใจหายกับสิ่งที่จะตามมากับความหมายที่เขาแปลได้
“คงไม่ถึงกับไล่ออกมั้งครับ สองสามวันคงไปทำงานได้ ไม่ได้เจ็บจนถึงขนาดต้องถือไม้เท้าซะหน่อย” มนัสบอกตามสภาพการณ์ รติกาลเหลือบมองคนเอ่ยที่ทำเป็นรู้ดี แล้วหันมองข้อเท้า สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหากแต่ไม่ถนัดหนัก เพราะเท้าที่พันด้วยผ้าไว้ทำให้เธอพยุงตัวได้ไม่ถนัด มนัสที่ยืนอยู่ใกล้เข้ามาพยุงอีกครั้งแล้วเอ่ยอย่างนุ่มนวล
“ขอโทษนะครับ...” สองมือหนาสอดที่เอวคอด รติกาลมองหน้าสีหน้าลำบากใจ หากแต่ไม่เอ่ยว่าอะไร
“ให้ผมไปส่งนะ” เขาอาสาอีกครั้ง คำตอบที่ได้คือการพยักหน้าของเธอ
จบที่เราเอาให้สุดเมื่อวางร่างบอบบางในวงแขนได้เฮริคไม่รอช้า สายตาจับจ้องเรือนร่างอรชรก่อนจะค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกอย่างเบามือ รูปร่างที่ยังคงส่วนเว้าส่วนโค้งหากแต่เต่งตึงขึ้นงดงามจับตา แม้จะเคยเห็นและแนบชิดหากแต่ทุกครั้งแค่เห็นก็เรียกเลือดในกายเขาให้สูบฉีดได้อย่างดี มือหนาลูบไล้ไปตามผิวเรียบเนียน ก่อนจะก้มลงทาบทับประกบริมฝีปากบางที่เผยออ้า กดจูบดูดดื่มเนิ่นนานก่อนจะละห่าง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้สูดอากาศเข้าปอด ส่วนริมฝีปากหนายังคงทำหน้าที่ขบเม้มไปตามซอกคอเสลางามเนียน ก่อนจะไต่ไปรอบวงหน้าขาวนวล ที่เริ่มแดงเรื่อ และส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา เขายิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะผละห่างจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเอง หากแต่นัยน์ตาสีฟ้าสดฉ่ำเยิ้มจ้องมองเรือนร่างที่แดงเรื่อด้วยความปรารถนาไม่ห่างตา เสียงครางรัญจวนใจ เรียกให้เขาต้องกลับไปหาร่างที่ครางกระเส่าโดยไว มาเฟียหนุ่มไม่รอช้าก้มลงทาบทับกดริมฝีปากหนาดูดดึงริมฝีปากบางอวบอิ่มที่เผยอรอก่อนจะซอกซอนลิ้นร้อนชื้นเข้าหาโพรงปากหวานและค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกช้าๆ หากเมื่อฉ่ำใจโดยไม่ให้ขาดช่วง ลากไล้ริมฝีปากผ่านลำคองามระหง หยุดตรงยอดบัวชมพู
รักสุดท้าย ท้ายที่สุด“คะ” รติกาลขานรับ เอี้ยวเสี้ยวหน้าหันมองนิดหนึ่ง เหมือนเป็นคำถามอีกฝ่ายว่ามีอะไรหรือ “พาสปอร์ตได้แล้วนะ เตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางนะครับ” รู้สึกดีใจที่เขาพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ยกเธอเป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่ก็อดใจหายเมื่อคิดว่าเธอต้องจากแผ่นดินเกิดไปไม่รู้วันกำหนดกลับ “เป็นอะไรเงียบเชียว ไม่ดีใจเหรอ ผมจะพาคุณไปกราบไหว้พ่อแม่และจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี” “ดีใจค่ะ” เธอตอบด้วยความตื้นตันใจ “แต่งช่วงนี้ดีที่สุดแล้วรู้ไหม เพราะเจ้าตัวน้อยจะได้ไม่อึดอัดเมื่อคุณแม่สวมใส่ชุดเจ้าสาว” คนเป็นพ่อวาดฝันให้คุณแม่ น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างกับตนเองเป็นคนสวมชุดรุ่มร่ามซะเอง “ไม่ตลกค่ะ” ว่าพลางหันมาเผชิญหน้า สองแขนโอบรอบคอแกร่ง ก่อนจะเขย่งปลายเท้า ฝังจุมพิตเบาๆบนริมฝีปากหนา การกระทำของเมียสาวทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด แต่ก็แค่กอดกระชับตอบ โดยปล่อยให้เมียรักได้แสดงอะไรต่อไป โดยเขาเป็นฝ่ายรับฟัง... “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่ชุดว่าจะใส่แล้วสวยหรือไม่สวย แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการเข
ใช้กายใช้ใจหากแต่ความเงียบเหมือนไฟสุมทรวงให้กายเขาร้อนระอุ ด้วยความผิดที่ตนเองเป็นคนกระทำ เขายอมรับว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุทั้งหมด แต่เขาจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเปิดใจรับคำขอโทษจากเขา นั่นคือสิ่งที่เขาคิดหนัก หากคนที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเขาเป็นสิ่งน่ารังเกียจอยู่แบบนี้ เขาเองคงทนไม่ได้ “ที่รัก...” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอ่ยเรียกพร้อมสอดแขนแกร่งไปบนเอวคอด หยุดนิ่งฟัง เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ออกอาการต่อต้านการกระทำของเขา “ผมขอโทษ ผมไม่น่าวู่วาม ผมน่าจะถามด้วยเหตุผล ฟังคุณพูดให้เข้าใจอีกนิด ยกโทษให้ผมนะ” เขาไม่กระดากหากจะเป็นฝ่ายง้อแม่ของลูก แต่วันนี้ถึงจะไม่รู้ข่าวดีเขาตั้งใจเดินลงมาง้อหล่อน แต่บังเอิญเดินผ่านหน้าห้องครัวและได้ยินการพูดคุยแม้จะไม่ถนัดแต่เขาก็รู้แค่ว่าผู้หญิงของเขาไม่สบาย แค่นั้นก็ทำให้เขาแทบยืนไม่ติด ถึงไม่อุ้มท้องลูกของเขา เขาก็ตั้งใจง้อเธออยู่ดี... “รู้ไหมว่าผมดีใจแค่ไหน ที่สุดท้ายข้อสันนิษฐานของคุณก็เป็นจริง... ผมดีใจที่สุด” น้ำเสียงและสีหน้าแสดงถึงปลาบปลื้ม ก่อนจะแนบใบหน้าไปกับแผ่นหลังบอบบาง โดยที่อีกคนยังคงนอนนิ่งเงียบเหมือ
เรื่องดี ๆที่กำลังจะเข้ามาอาการของสาวโสดเรียกเสียงหัวเราะของผู้คนในครัวได้เป็นอย่างดี “ไม่ท้องก็ไม่ท้อง ว่าแต่จะเอาไปให้ใคร แล้วทำไม ไม่มากินในห้องครัวล่ะ เผื่อไม่อิ่มจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา” แม่ครัวใหญ่ออกความคิดเห็น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร “ริซ่าไม่ได้เอาไปกินหรอก รู้ทั้งรู้ว่ายังไม่ได้แต่งงาน ชิ จะท้องได้ไง” คนโสดยังงอนไม่หาย แม่ครัวใหญ่หน้าจ๋อยรีบเอ่ยต่อ เพราะยังไงเรื่องนี้ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี “อ้าว แล้วจะเอาไปให้ใคร อย่าบอกนะว่า...ภรรยาเจ้า...” แม่ครัวคนสนิทหยุดคำพูดไว้ไม่กล้าสรุป เพราะช่วงนี้ท่าทางของเจ้านาย ทุกคนสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า... ‘อกหักรักเป็นพิษ’ คำสรุปของแม่ครัวทำให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะมองหน้ากัน แล้วเอ่ยเสียงดังอย่างไม่ได้นัดหมาย “คุณเฮริคจะมีน้องแล้วหรอ ว้าว ดีใจจัง!” เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากห้องครัว ทำให้เฮริคที่เดินผ่านทางนี้ประจำหยุดชะงักฟัง “จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ แต่จะเอาไปให้คุณกาลเขา สงสัยอย่างที่ป้าบอก เราจะได้มีเจ้านายน้อยเพิ่มอีกคนแล้วมั้ง” ริซ่าเอ่ยทีเล่นทีจริงตามอาการที่เจ





