Masukเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังใกล้เข้ามา ท่ามกลางวงสนทนา แขกผู้ใหญ่คนหนึ่ง…ชายชราร่างสูงในชุดทักซิโด้หางยาว ก้าวตรงมายังมุมที่หญิงสาวยืนอยู่ ดวงตาคมกริบใต้คิ้วหนาขาวโพลนสะท้อนความเฉียบขาด
“เธอคือเลขาของดยุกเฟนเฮิร์ทใช่ไหม”
ณิชาสะดุ้งเล็กน้อย รีบโค้งศีรษะนอบน้อม “ค่ะ…เป็นเกียรติที่ท่านให้ความสนใจ”
ชายชรายกแก้วไวน์ขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ “กิริยามารยาทดี สมกับที่ได้อยู่ข้างท่านดยุกเฟนเฮิร์ท ได้ยินมาว่าทำงานขยันขันแข็ง และมีฝีปากคมไม่แพ้ใครจริงหรือ?”
แก้มเธอร้อนผ่าวทันที “ดิฉันก็แค่…พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ”
คำตอบสั้นๆ แต่ถ่อมตน ทำให้ชายชรายิ้มกว้างขึ้น “เยี่ยมมาก เลขาที่รู้จักกาลเทศะและมีไหวพริบเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง”
เสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจดังขึ้นรอบโต๊ะ ขุนนางอีกสองสามคนพยักหน้าตามเห็นด้วย บางคนถึงกับหันมามองเธออย่างสนใจ
เอลเลียตที่ยืนอยู่ข้างๆ เงียบมาตลอด จู่ๆ เขาก็ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง แววตาคมดูนิ่งลึก ริมฝีปากหยักขยับเพียงเล็กน้อย
“อย่าชมจนเกินไปเลยท่าน…เลขาของผมยังมีข้อบกพร่องอีกมากนัก”
หญิงสาวชะงัก เงยหน้ามองเขาทันที แต่สายตาคมเพียงกดลงมาแน่วแน่เหมือนเตือนเงียบๆ ว่าอย่าหวังจะอธิบายอะไรเพิ่ม
ชายชราหัวเราะแผ่ว “โอ้…สายเลือดดยุกเฟนเฮิร์ทนี่ก็ยังคงเข้มงวดทุกเรื่องเช่นเคย”
บรรยากาศรอบๆ คลายลงด้วยเสียงหัวเราะ แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองแตกแยกจากผู้คนตรงนี้อย่างสิ้นเชิง ดวงตากลมโตหลุบต่ำลง กำแก้วไวน์ในมือแน่นจนสั่น
‘เขาไม่อยากให้ใครมองเห็นคุณค่าของฉันเลย…’
ร่างกำยำเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว แววตาสะท้อนความหงุดหงิดปนบางสิ่งที่เจ้าตัวไม่อยากยอมรับ
เสียงดนตรีและการสนทนาในงานเลี้ยงค่อยๆ เลือนหายไป ท้องฟ้ายามค่ำปกคลุมด้วยความมืดสนิท เหลือเพียงดวงดาวพร่างพราวไกลลิบ ร่างบางเดินกลับสู่บ้านพักเล็กด้วยก้าวอันเหนื่อยอ่อน หัวใจยังหนักอึ้งกับคำพูดของคนตัวโตในงานเลี้ยง “เลขาของผมยังมีข้อบกพร่องอีกมากนัก” ประโยคนั้นก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวจนเธอแทบไม่อาจข่มตาหลับ
…
ห้องทำงานของดยุกเฟนเฮิร์ทยังเปิดไฟสลัวอยู่ หลังจากงานเลี้ยงเลิกราเขาก็มาหลบอยู่ในห้องนี้ บนโต๊ะยังกองเต็มไปด้วยเอกสารที่สูงทับกันอยู่ เอลเลียตยืนพิงราวระเบียงด้านนอก มือหนึ่งคีบบุหรี่ที่ปลายแดงวาบสูบเข้าปอดตัวเองแล้วพ่นออกมาเป็นควันลอยในอากาศ
ดวงตาคมเข้มมองออกไปยังสวนกว้างเบื้องล่างที่มีกลิ่นของดอกกุหลาบและดอกไม้อื่นๆ ส่งความหอมลอยพัดผ่านมา แต่ภาพที่ชัดเจนในหัวกลับไม่ใช่ทิวทัศน์ตรงหน้า…หากเป็นร่างอรชรในชุดเดรสซาตินสีชมพูที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
เส้นผมสีน้ำตาลที่ถูกเกล้าอย่างบรรจง แววตากลมโตที่สั่นระริกแต่ยังพยายามยืนหยัดท่ามกลางสายตานับร้อย แก้มที่แดงเรื่อใต้แสงโคมไฟคริสตัล…
เขาพ่นควันออกช้าๆ ปล่อยให้มันล่องลอยไปกับความมืด ริมฝีปากหยักหนายกขึ้นเพียงน้อย แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่ใครจะเห็น
“ช่างน่าตลก…” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแผ่วต่ำแทบถูกกลืนหายไปในสายลม “เธอก็แค่เป็นหญิงสามัญชน ฉันไม่ควรสนใจเธอแบบนั้นด้วยซ้ำ”
มือที่ถือบุหรี่กำแน่นกว่าเดิม ความรู้สึกประหลาดไหลวนในอก…ทั้งขัดใจ ทั้งไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจหลบภาพเธอออกไปจากหัวได้ ราวกับยิ่งพยายามปฏิเสธ เธอก็ยิ่งฝังลึกลงในความคิดของเขา
</br>
แสงตะเกียงน้ำมันสลัวสะท้อนเงาบนผนังไม้เก่าในบ้านพักเล็ก ณิชาเปลี่ยนชุดหรูออกเป็นชุดนอนเดรสสายเดี่ยวยาวเรียบง่าย เธอนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆ ข้างหน้าต่างที่ปิดเพียงครึ่ง ดวงจันทร์สีเงินทอแสงลอดเข้ามาเป็นเพื่อนยามดึก
สมุดบันทึกปกหนังเก่าถูกเปิดออก ปากกาหมึกซึมในมือสั่นเล็กน้อย แต่ในที่สุดเธอก็เริ่มเขียนตัวอักษรแถวแรกลงไป
“คืนนี้…ฉันไม่ควรจะไปงานนั้นเลยจริงๆ”
หมึกสีดำค่อยๆ ไล่ตามปลายปากกา เธอเขียนอย่างรวดเร็วเหมือนต้องการปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นออกมา
“ทุกสายตาจับจ้องมาเหมือนฉันเป็นสิ่งแปลกปลอม แขกผู้ใหญ่บางคนยิ้ม บางคนซุบซิบ ไม่มีใครเชื่อว่าฉันเหมาะสมที่ยืนอยู่ตรงนั้น…ยกเว้นบางคนที่เอ่ยคำชมซึ่งกลับทำให้เขา…ดยุกเฟนเฮิร์ท…รีบหักล้างด้วยถ้อยคำเย็นชา”
เธอหยุดเขียนชั่วครู่ มือกำปากกาแน่น ใจยังสั่นกับเสียงของเขาในหู
“แต่สิ่งที่ทำให้ฉันหวั่นไหวที่สุด…กลับเป็นสายตาของเขา”
ดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นจากสมุด ความทรงจำผุดขึ้นอีกครั้ง…แววตาคมกริบที่มองตรงมา ราวกับจะกลืนกินเธอทั้งร่าง ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหนในงานเลี้ยง เธอรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องไว้ตลอดเวลา
แก้มแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้น เธอก้มหน้ากลับไปเขียนต่ออย่างลนลาน
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องมองฉันแบบนั้น...มันทำให้ฉันอาย และประหม่า แต่ก็ทำให้ฉัน…ไม่อาจละสายตาจากเขาเช่นกัน”
หยดหมึกเลอะตรงมุมกระดาษเพราะมือสั่น ริมฝีปากเธอเม้มแน่น ก่อนปิดสมุดลงช้าๆ เหมือนอยากซ่อนความลับนั้นแม้จากตัวเอง ร่างอรชรลุกไปเป่าไฟตะเกียง ห้องทั้งห้องพลันมืดลง เหลือเพียงแสงจันทร์นวลที่สาดผ่านหน้าต่าง เธอล้มตัวลงบนเตียงไม้ เสียงลมหนาวพัดกรูเข้ามา เธอซุกตัวใต้ผ้าห่ม พึมพำแผ่วเบาในความมืด
“ทำไมกันนะ…ทำไมถึงต้องเป็นเขา…”
หัวใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ ราวกับภาพของดยุกหนุ่มในชุดสูทยังยืนอยู่ตรงหน้าไม่ยอมเลือนหายไปเลย
เช้าวันอากาศแจ่มใส ลมอ่อนพัดกลิ่นหญ้าเปียกชื้นจากหยดน้ำค้างทั่วทั้งสวน เสียงนกร้องประสานกันดังก้องเป็นท่วงทำนองไพเราะ หญิงสาวก้าวออกจากบ้านพักหลังเล็กด้วยชุดกระโปรงผ้าฝ้ายลายคอตตอนลายดอกไม้จาง ๆ กับเสื้อแขนตุ๊กตาพองสั้นสีขาวกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลโลฟเฟอร์คู่เก่าแก่
เธอเดินไปตามเส้นทางที่ทอดลึกเข้าไปในสวนป่า ความเงียบสงบของธรรมชาติทำให้หัวใจค่อยๆ คลายความอึดอัดที่กดทับจากเมื่อคืน กลิ่นดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก เสียงน้ำไหลจากลำธารเล็กังอยู่ไม่ไกล
‘นี่แหละ…ที่ที่ฉันควรจะอยู่จริงๆ’ เธอคิดในใจพลางยิ้มบาง
ระหว่างทางสายตาสะดุดเข้ากับต้นโอ๊กใหญ้ที่ตั้งตระหง่าน แผ่กิ่งก้านออกกว้าง ใบเขียวสลับทองสะท้อนแดดยามเช้า ร่างเล็กยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง มือเล็กคว้าแขนไม้ใหญ่ไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งตรงกิ่งแข็งแรงที่โอบอุ้มร่างเธอไว้ได้อย่างมั่นคง
จากมุมนั้น เธอมองออกไปเห็นวิวป่าเขียวขจี สายลมพัดกระโปรงให้พลิ้วไหว ผมน้ำตาลลอนยาวสะบัดเบาๆ ตามแรงลม แสงแดดลอดผ่านใบไม้กระทบแก้มขาลนวลราวภาพวาด
เธอเอนตัวพิงลำต้นใหญ่ หลับตาลงชั่วครู่ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ราวกับปล่อยความกังวลทั้งหมดให้หายไปกับสายลม
ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “…อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีใครตัดสินฉัน”
เสียงหัวใจที่เมื่อคืนยังสั่นระรัวด้วยความอับอาย ค่อยๆ กลับมาเต้นอย่างสงบในอ้อมกอดของธรรมชาติ แต่ไม่นานเสียงกีบม้าดังแว่วเข้ามาใกล้ หญิงสาวที่นั่งพิงต้นโอ๊กใหญ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากห้วงความสงบ เธอเหลือบมองลงไปจากกิ่งไม้สูง และทันเห็นร่างสูงในชุดขี่ม้าสีดำขับเน้นความสง่า ขี่ม้าเข้ามาหยุดตรงโคนต้นพอดี
เอลเลียต ยกคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองร่างเล็กที่นั่งอยู่เหนือหัว เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย
“เลขาของดยุกควรนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ไม่ใช่ห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้เหมือนเด็กหนีเรียน” เสียงทุ้มก้องสะท้อนใต้ร่มไม้
ร่างแบบบางชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนัก ดวงตากลมโตวาวขึ้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางอย่างท้าทาย
“ที่ไหนๆ ก็กลายเป็นโต๊ะทำงานของท่านดยุกได้หมดสินะคะ…แม้แต่ใต้ต้นไม้”
ร่างใหญ่เลิกคิ้วขึ้นทันที ไม่คิดว่าเธอจะกล้าสวนกลับน้ำเสียงกวนประสาทแผ่วหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ปากกล้าดีนี่…ไม่กลัวหรือว่าคำพูดแบบนี้จะทำให้เธออยู่ที่นี่ไม่ได้นาน”
หญิงสาวก้มลงสบตาเขาเต็มๆ ริมฝีปากยกขึ้นน้อยๆ อย่างดื้อรั้น “ถ้าจะถูกไล่ออกเพียงเพราะพูดความจริง…ก็คงไม่ต่างอะไรกับอยู่ในกรงทองที่ไม่ต่างจากคุก”
คำพูดนั้นบาดลึก เงียบงันครู่หนึ่งจนมีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ และเสียงกีบม้าที่ขยับเบาๆ แววตาคมกริบของเอลเลียตฉายประกายบางอย่างที่อ่านยากออกมา…ทั้งขุ่นเคือง ทั้งขำขัน และ…บางทีอาจมีแววชื่นชมแฝงลึกอยู่ด้วย
“หึ…” ชายหนุ่มลงจากอานม้า จูงดึงสายม้าให้ขยับเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่หญิงสาวนั่งห้อยขาจ้องมองเขาลงมาด้วยดวงตาคู่สวยนั้น ก่อนที่เอลเลียตจะปล่อยสายเชือกดึง แล้วเดินวนรอบต้นไม้ใหญ่เหมือนนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อ “สามัญชนอย่างเธอ…ไม่เคยทำให้ฉันเบื่อเลยจริงๆ”
ณิชาหน้าร้อนผ่าว แต่ยังคงฝืนสบตากับเขาอยู่บนกิ่งไม้ รู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำชม…หากแต่เป็นการท้าทายรูปแบบใหม่ที่เธอจะต้องรับมือ
ค่ำคืนนั้นเงียบสงบ คฤหาสน์เฟนเฮิร์ทมืดมิดไปด้วยความสงบยามราตรี เสียงนาฬิกาโบราณดังก้องบอกเวลาเที่ยงคืน โรสเดินผ่านโถงยาวอย่างระมัดระวัง เท้าเบาเหมือนแมวล่าเหยื่อ มือถือโคมตะเกียงเล็กๆ ไว้ข้างหนึ่ง ส่องแสงสลัวๆ ไปตามทาง เงาของเธอยาวไปตามผนังหินอันโอ่อ่า เธอสวมใส่ชุดคนรับใช้สีดำ ห่มผ้าคลุมไหล่สีดำทับอีกชั้นเพื่อพรางตัวในความมืด ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกมัดรวบไว้เรียบร้อย ไม่ให้หลุดรุงรัง วันนี้เธอต้องแอบเข้าไปในห้องทำงานของณิชาให้ได้ โรสเก็บรวบรวมข้อมูลมาหลายสัปดาห์ คอยฟังจากคนรับใช้คนอื่นๆ สังเกตพฤติกรรม จดจำรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเลขาคนสนิทของเอลเลียต หากเธอล้วงข้อมูลจากนาธานไม่ได้…ณิชาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่เธอจะได้ข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ โรสพยายามเดินหลบมุมกล้องและทหารเวรในบริเวณนั้นอย่างสุดความสามารถ เธอหยุดหน้าประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานหนึ่ง มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังก่อนจะลองบิดลูกบิด ไม่ล็อก เธอผลักประตูเปิดออกเบาๆ เสียงบานพับส่งเสียงเล็กน้อย ทำให้เธอชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูไว้เบาๆ ห้องทำงานเล็ก แต่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีชั้นหนังสือต
ทั้งสองคนเดินต่อไปอย่างช้าๆ คุยกันเรื่อยเปื่อย เกี่ยวกับงานสอน เกี่ยวกับนักเรียน บรรยากาศดูอบอุ่น แต่แล้วธีออนก็เงียบไปชั่วครู่ ใบหน้าดูจริงจังขึ้น“ณิชา…” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่มีความหวัง “…เอ่อ…ผมแค่อยากถามว่า…คุณ…คิดได้หรือยังเกี่ยวกับเรื่องที่ผมถาม?”ณิชารู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร เรื่องการขอแต่งงานเธอยิ้มเล็กน้อย พยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย “นี่คุณธีออนคะ เพิ่งผ่านมามาไม่กี่วันเองนะคะ” เธอพูดเสียงหยอกล้อ “รีบขอคำตอบจังเลยนะคะ”ธีออนยิ้มแห้งๆ หัวเราะเบาๆ ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยด้วยความเก้อเขิน “ก็…ขอโทษนะ” เขาพูด “แต่ผมก็…กลัวว่าคุณจะไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน เลยอยากให้คุณรีบตอบตกลงนะครับ”ร่างบางมองธีออนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “ไปเป็นของคนอื่น? หมายความว่าอย่างไรคะ?”“ก็…” เขาลังเลชั่วครู่ “…คุณเป็นหญิงสาวที่ดี มีความสามารถ สวยงามแบบนี้ ผมกลัวว่าสักวันหนึ่ง หากมีใครมาเจอคุณณิชาเข้าจริงๆ เขาคงจะหลงคุณเหมือนที่ผมเป็น”ธีออนพูดพลางยิ้มบางๆ แต่ในแววตากลับมีทั้งความอ่อนโยนและหวั่นไหวปะปนกันอยู่ณิชานิ่งไปเล็กน้อย สายลมยามบ่ายพัดเส้นผมเธอให้ปลิวไหว เธอก้มหน้าลง มองปลายเท้าตัวเองที่
ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องทำงานของเอลเลียต บรรยากาศในห้องเงียบสงัด เอลเลียตนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งถือปากกา แต่ไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลย สายตาจ้องไปที่เอกสารหน้าหนึ่งบนโต๊ะ แต่สมองไม่ได้อ่านในหัวมีแต่ภาพของณิชา และคำรายงานของนาธานเมื่อหลายวันก่อนที่ธีออน ขอเธอแต่งงาน ตอนนี้เธออาจจะกำลังพิจารณาแต่งงานกับธีออนอยู่...มือที่ถือปากกากำแน่นขึ้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น“ท่านครับ...”“เข้ามาได้ครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนาธานเดินเข้ามา ถือแฟ้มเอกสารในมือ “ท่านครับ มีรายงานเกี่ยวกับแมรี่ครับ”เอลเลียตเงยหน้าขึ้น สายตาคมขึ้นทันที “เป็นอย่างไรบ้าง?”นาธานเดินเข้ามาใกล้ “คนของเรารายงานว่า...เมื่อเย็นนี้ขณะที่เธออยู่ในห้องพัก...ได้ยินเสียงของเธอคุยกับใครบางคน คาดว่าเธอน่าจะติดต่อหาใครสักคนจากข้างนอกครับ”“แน่ใจหรือ?”“แน่ใจครับ” นาธานตอบ “แต่ก็ได้ยินเสียงของเธอไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่ เพราะเสียงพูดเบามาก”“เธอโทรหาใคร?”“ยังไม่รู้ครับ” นาธานส่ายหน้า แต่ผมคิดว่า...เธอคงโทรหาคนของกลุ่มกบฏ รายงานสถานการณ์หรือขอคำแนะนำ"ร่างสูงกำยำเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก “เธอกำลังเคลื่อนไหว...” เขาพึม
หลังจากแมรี่ออกจากห้องโถงไป บรรยากาศในห้องก็ยังคงเงียบสงบปนคึกคักปกติ เสียงหัวเราะและการพูดคุยของคนรับใช้ดังขึ้นอีกครั้ง ร่างอรชรนั่งจิบชาอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้สนใจเรื่องราวรอบข้างมากนัก ความคิดของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของตัวเองในขณะที่ห้องทำงานส่วนตัวของกษัตริย์เฟนเฮิร์ท บรรยากาศเงียบสงัด แสงแดดยามบ่ายสาดลอดผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามา ทอดเงายาวลงบนพื้นพรม เอลเลียตนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งเท้าคาง สายตามองไปที่เอกสารหน้าหนึ่งบนโต๊ะอย่างไม่ตั้งใจเสียงเคาะประตูดังขึ้น“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นประตูเปิดออก นาธานเดินเข้ามาด้วยท่าทางสุขุม พร้อมกับถือแฟ้มเอกสารสีดำในมือ เขาโค้งคำนับเล็กน้อย“ท่านครับ ผมมารายงานผลการตรวจสอบประวัติครับ”เอลเลียตเงยหน้าขึ้น สายตาคมขึ้นทันที “เป็นอย่างไรบ้างครับ?”นาธานเดินเข้ามาใกล้ วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ “ผมได้สอบปากคำทุกคนที่เข้ามาใหม่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งหมดสิบเจ็ดคน”“แล้ว...”“ทุกคนตอบประวัติตรงตามที่เขียนมาในใบสมัครกันหมดครับ” นาธานตอบ “ผมได้สอบถามเรื่องครอบครัว ภูมิลำเนา งานเก่า ทุกคนให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับเอกสาร และคนของ
ยามเย็นที่พระราชวังเฟนเฮิร์ท แสงสีส้มของอาทิตย์ตกกระทบกระจกบานสูงสะท้อนเป็นประกายอ่อนเหนือพื้นหินอ่อนในโถงใหญ่ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังเป็นจังหวะเนิบช้า เมื่อร่างสูงสองร่างกำลังเดินไปที่ห้องรับรองแขกเรย์มอนด์เคาะประตูห้องตรงหน้า เสียงตอบกลับดังขึ้นเพียงสั้น ๆ“เข้ามา”เอลเลียตนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ในท่าไขว่ห้าง เขามองทั้งคู่ที่เดินเข้ามาในห้อง “กลับมาเร็วกว่าที่คิด”“ก็หมู่บ้านนั้นเล็กจนแทบไม่มีอะไรให้ถามเยอะนะ” เซบาสเตียนตอบเรย์มอนด์เดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ยื่นรายงานแผ่นบางที่เขาเขียนด้วยลายมือของตัวเอง “โอเบอร์ดอร์ฟไม่มีนามสกุลคอลลินส์ ไม่มีใครรู้จักแมรี่เลยสักคนเดียว”เอลเลียตเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่มีเลย?”“ไม่มี” เรย์มอนด์ย้ำร่างกำยำเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แสงสีทองอ่อนจากโคมเหนือศีรษะสะท้อนเงาบนใบหน้าของเขาเป็นแสงเฉียงลงมา“งั้นเธอไม่ได้มาจากโอเบอร์ดอร์ฟจริง”“ไม่แน่ใจ” เรย์มอนด์พูด “แต่ถ้าเธอสร้างเรื่องขึ้น เธอทำได้แนบเนียนมาก ไม่มีร่องรอยเลย”“เหมือนเธอเกิดจากอากาศ” เซบาสเตียนเสริม “หรือไม่ก็...มีคนปั้นตัวตนให้เธอขึ้นมา”ชายหนุ่มนิ่งงัน เสียงนาฬิกาบนผนังเดินไปช้า ๆ
ในห้องทำงานส่วนตัวของเอลเลียต ร่างสูงกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะ สวมเชื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำตาล แขนเสื้อพับถึงข้อศอก ผมยุ่งเล็กน้อยราวกับลูบผ่านมือบ่อยครั้ง เขากำลังอ่านรายงานอย่างตั้งใจเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นหู“ท่านดยุก อยู่ไหม?” เสียงทุ้มต่ำผสมน้ำเสียงล้อเล่นดังลอดเข้ามาเอลเลียตเงยหน้าขึ้น มุมปากยกเล็กน้อย “เข้ามา”ประตูเปิดออก มาร์ควิสเลอแกรนท์เดินเข้ามาเป็นคนแรก ตามหลังเขามาคือมาร์ควิสเมอร์ริก ร่างสูงใหญ่ ผมสีดำขลับ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีเขียว“ท่านพระราชา” เรย์มอนด์เอ่ยขึ้นพร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงหยอกเล่น“หยุดเลย...” เอลเลียตส่ายหน้าไปมา “ว่าแต่ได้รับจดหมายจากนาธานกันแล้วสินะ”“ใช่...” เซบาสเตียนตอบ “ว่าแต่เธอจะเป็นภัยคุกคามจริงหรือ?”“ไม่แน่ใจ แต่นาธานคงอยากให้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน เขาบอกมาแบบนั้น” เอลเลียตตอบกลับหลังจากนึกถึงคำพูดของนาธาน ที่เข้ามารายงานเรื่องนี้ให้ฟังเมื่อวานก่อน“ดูเหมือนนาธานจะสงสัยว่าเธอใช้ชื่อปลอม ประวัติปลอม เลยอยากให้เราไปสืบที่หมู่บ้านที่เธออ้างว่ามาจากที่นั่น”“นั่งลงกันก่อนสิ” ร่างกำยำผายม







