Mag-log inเธอโผเข้ากอดเขาแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก หาได้ร้องเพราะความเสียใจ หากแต่เป็นความดีใจและความสุขที่ท่วมท้นอยู่เต็มอก เธอมีความสุขกับการร้องไห้ในครั้งนี้มากจริงๆ“ฉันสัญญาว่าฉันจะดูแลเธอและลูกให้ดีที่สุด จะไม่ให้ใครมาทำลายครอบครัวของเราได้อีก” ชายหนุ่มให้คำมั่นสัญญากับเธออย่างหนักแน่น เขากอดเธอตอบด้วยความรักที่มีอยู่เต็มหัวใจ “นินก็สัญญาค่ะ…ฮึก…สัญญาว่านินจะดูแลคุณและลูก นินจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจหรือผิดหวังในตัวนินอีก” เธอบอกปนสะอื้นจนเขาเกือบจับใจความไม่ได้ ถึงกระนั้นก็พอเข้าใจในความหมาย “ขอบคุณนะ ฉันรักเธอที่สุดเลยรู้ไหมนิน รักมาก รักเหลือเกิน” เหมราชกระชับกอดให้แน่นขึ้นพร้อมหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความรักและความอบอุ่นจากกายของเธอค่อยๆ กำซาบเข้าสู่ส่วนลึกของหัวใจ“นินก็รักคุณค่ะ รักมากจริงๆ ขอบคุณนะคะที่รักนินขนาดนี้” ชญานินท์ผละกอดออก เลื่อนสองมือขึ้นไปประคองใบหน้าของชายหนุ่ม ก่อนจะค่อยๆ ยืดตัวขึ้นไปประกบริมฝีปากจูบเขาอย่างอ่อนโยน เหมราชเองก็เลื่อนฝ่ามือขึ้นไปประคองใบหน้าเธอกลับ แล้วบรรจงจูบตอบเธอท่ามกลางชายหาด โดยมีผืนทะเลและเหล่าสรรพสัตว์มองลงมาเป็นพยานรักในครั้งนี้ หนึ่งปีต่อมา
หลายวันต่อมาการผ่าตัดของราชาวดีผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดสักเล็กน้อยถึงจะเริ่มกลับมาเดินได้ตามปกติเหมราชโล่งใจขึ้นมากที่แม่ของเขาจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง เขาฝากการดูแลทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อ คุณย่าและแม่ของชญานินท์ให้ช่วยสลับกันคอยดูแล ส่วนตัวเขาขอมาพักผ่อนหย่อนใจกับชีวิตครอบครัวที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลสักสามสี่วัน ชายหนุ่มไม่ได้จะทอดทิ้งหรือละเลยมารดาแต่อย่างใด เพียงแค่ขอใช้เวลาอยู่กับว่าที่ภรรยาและลูกชายสุดที่รักก่อนจะกลับไปรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่กำลังรอเขาอยู่ ทั้งในเรื่องงานและการดูแลผู้เป็นแม่ “คุงพ่อ คุงแม่ ไปเล่งนั้มกันคั้บ!” เด็กน้อยเดินมาจูงมือเขาและชญานินท์ที่กำลังนั่งจิบน้ำชายามบ่ายด้วยกันอยู่ที่มุมโต๊ะหน้าบ้านพักซึ่งอยู่ติดกับริมทะเล ที่นี่เป็นเกาะส่วนตัวที่เขาและครอบครัวกวาดซื้อเอาไว้ตั้งแต่คุณย่ายังสาวๆ พื้นที่เกาะในบริเวณนี้มีอยู่ทั้งหมดสามแห่งด้วยกัน แห่งแรกเป็นแห่งใหญ่ที่สุด ซึ่งคุณย่ามอบมันให้เป็นเกาะส่วนตัวของทศราช ส่วนเกาะแห่งที่สองก็คือเกาะของเขาซึ่งมีขนาดรองลงมา และแห่งสุดท้ายเป็นเกาะของอินทราชซึ่งจะเล็กกว่าของใครๆ ถึ
ณเรราชกระตุกแขนผู้เป็นแม่เร่าๆ ด้วยความตื่นเต้น ชีวิตนี้ของเขามีแค่คุณยายและคุณทวด ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีคุณย่าเพิ่มมาอีกคน “ไม่ใช่ฉันนะที่กำลังเป็นกำลังใจให้เธอ แต่ลูกเราก็เป็นกำลังใจให้เธออยู่เหมือนกัน” เขาบอกเสียงนุ่มพลางเลื่อนมือขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าเธอเบาๆ ชญานินท์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างไรก็ตั้งใจเอาไว้แล้ว ถึงจะสั่นเกร็งมากไปหน่อยแต่อย่างไรก็ต้องสู้“ไปค่ะ เราเข้าไปข้างในกัน” เธอบอกเขาด้วยสายตาจริงจังอย่างมุ่งมั่น เหมราชคลี่ยิ้มเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูพาสองแม่ลูกเดินเข้าไปข้างใน “แม่ดูสิครับว่าผมพาใครมาเยี่ยม” เหมราชเอ่ยทักผู้เป็นแม่เสียงสดใส พร้อมดันตัวชญานินท์และณเรราชที่อยู่ข้างหลังให้ขึ้นมายืนอยู่ข้างกายเขา “ชะ…ชญานินท์…” ราชาวดีเอ่ยเรียกอดีตลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าหวาดระแวง สำหรับเธอในตอนนี้รู้สึกกลัวชญานินท์มากกว่าที่จะเกลียด เพราะรู้ตัวดีว่าเคยทำไม่ดีใส่หญิงสาวเอาไว้มาก จึงกลัวว่าชญานินท์จะมาเอาคืนเธอจนถึงแก่ชีวิต “คุณคะ…” เธอหันไปเอ่ยเรียกสามีข้างๆ ราวกับอยากให้ปกป้อง “คุณแม่เป็นอะไรครับ กลัวนินเหรอ” เหมราชไม่สบายใจที่เห็นแม่เขามีอาการหวาดระแวง มันผิดไปจากที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก
ชญานินท์ฉีกยิ้มกว้างออกมาจนแก้มปริด้วยความดีใจ เธอพยักหน้าเร่าๆ ถี่ระรัว ขณะที่หยาดน้ำสีใสค่อยๆ รื้นขึ้นมาคลอขอบตาทั้งสองข้าง “ตกลงค่ะ…ฮึก…เรากลับมารักกันนะคะ…” เธอพูดเสียงสะอื้น“ครับ” เหมราชคลี่ยิ้มพร้อมเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปลูบใบหน้าเธอเบาๆ หลังจากนี้ไปเขาและเธอก็จะได้มีความสุขกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที “ฮือ...นินรักคุณนะ” ชญานินท์โผเข้ากอดร่างกำยำ ก่อนจะปล่อยโฮด้วยความดีใจ กว่าที่เธอและเขาจะมีวันที่รักและเข้าใจกัน มันไม่ง่ายเลยจริงๆ “ฉันก็รักเธอนะ...รักมากด้วย” แม้แต่เหมราชเองก็ยังอดน้ำตาซึมไม่ได้ การกลับมารักกันในครั้งนี้จะทำให้เขาและเธอเห็นคุณค่าของกันและกันมากขึ้น คนทั้งสองจะรู้ดีที่สุดว่าการมีอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ มันดีและมีความหมายมากเพียงใด หลังจากนี้ชีวิตรักของเธอและเขาจะไม่มีวันสั่นคลอนอีกอย่างเด็ดขาด เพราะทั้งคู่ได้ผ่านบททดสอบและความอดทนที่หฤโหดด้วยกันมาแล้ว ทว่า…นั่นอาจเป็นความรู้สึกของเหมราชแค่เพียงคนเดียว เพราะชญานินท์ยังมีบางอย่างที่ค้างคาเกี่ยวกับตัวเขาอยู่ เธอผละกอดออก สีหน้าที่ดีใจและมีความสุขเมื่อสักครู่ค่อยๆ เบาบางลงเรื่อยๆ “นินเป็นอะไรหรือเปล่า?” อยู่ๆ เธอก็มีท่าที
ชญานินท์เดินเข้าไปในห้องอาหารก็พบว่าเหมราชกำลังยืนต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยใบหน้าง้ำงอ คล้ายจะเห็นริมฝีปากเขาขยับมุบมิบราวกำลังบ่นบางอย่าง ทว่าด้วยความที่เธอยืนห่างไกลออกไปจึงทำให้ไม่ได้ยิน “เพิ่งห้าโมงเย็นเอง หิวแล้วเหรอคะ” เธอเอ่ยถามพร้อมเลื่อนแขนขึ้นมากอดอก มองเขาด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู “หิวสิ คนทำงานทั้งวันนิ” เขาตอบแล้วหยิบถ้วยบะหมี่มาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะคีบเส้นเหนียวนุ่มนั้นเข้าปาก “นึกว่ากลับมาจะมีคนทำกับข้าวเอาไว้รอ ที่ไหนได้กำลังพูดจ้ออยู่กับหนุ่มอื่น” เขาทำเป็นบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ตั้งใจเพิ่มระดับเสียงให้เธอฟังได้ยิน ชญานินท์พยายามกลั้นหัวเราะกับท่าทางที่งอแงเหมือนเด็กของชายหนุ่ม “หมายถึงฉันกับคุณอินเหรอคะ” “เปล๊า…” เขาตอบเสียงสูง ก้มหน้ากินบะหมี่ต่อด้วยอาการหัวเสีย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขากำลังโกรธ แต่เธอก็ยังไม่เข้ามาง้อเขาอีก ใจร้ายที่สุด! “กินบะหมี่กล่องเดียวมันจะไปอิ่มอะไรล่ะคะ” ชญานินท์เดินเข้าไปเปิดตู้นั่นตู้นี่เพื่อหาของกินให้เขา เหมราชลอบอมยิ้ม ก่อนจะปรับสีหน้าให้เย่อหยิ่งขึ้นเพราะยังรู้สึกนอยด์เธออยู่ “เธอจะทำอาหารให้ฉันกินเหรอ?” เขาแสร้งถามเสียงเข้ม “เปล
เธอหยัดกายลุกขึ้นพรวดหวังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ทว่าอาจเป็นเพราะลุกยืนแรงไปหน่อยบวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จึงอาการเกิดหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน โชคดีที่ได้ท่อนแขนของคนข้างๆ มารองรับร่างเธอเอาไว้เลยกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังเอนกายอยู่ในอ้อมกอดของเขา “ระวังหน่อยสิคุณเดี๋ยวก็หัวฟาดพื้นตายห่าหรอก” คิวบอกคนตัวเล็กเสียงเข้ม แววตาดุดันและหัวคิ้วที่ขมวดช่วยขับให้เขาดูหล่อเท่จนจุรีพรเผลอหวั่นไหวไปชั่วขณะ “นี่คุณ…คุณ…คุณ!!” เมื่อเห็นเธอเอาแต่มองตาค้างเขาก็เลยลองเอ่ยเรียกเธอดู ปรากฏว่าเรียกเบาๆ ก็ยังดึงสติของเธอกลับมาไม่ได้ คิวจึงจำเป็นต้องขึ้นเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ “คะ! มะ…มีอะไรหรือเปล่า” พอได้สติกลับมาเธอก็ถามเขาอย่างตระหนก “ไม่มีครับ ผมแค่บอกให้คุณระวังเดี๋ยวจะล้มหัวฟาดพื้นเอา” “อ๋อค่ะ…ขอบคุณนะคะ” จุรีพรหลุบตาด้วยอาการหัวใจเต้นแรง ปกติแล้วเธอมักไม่ชอบให้ใครมาวางมาดหรือปั้นหน้ายักษ์ใส่ แต่กับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม บอกไม่ถูกว่าชอบหรืออะไร รู้แค่ว่าอยากถูกเขาดุแบบนี้อีกเรื่อยๆ คิวเองตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ทว่าพอได้มองใบหน้าคมสวยของเ