ログイン[ตระกูลอภิมหาเศรษฐี + บอสจอมเผด็จการ + เนื้อเรื่องพลิกผัน + คุณหนูจริงและปลอม] คู่หมั้นสุดแสนกากนอกใจสาวน้อยจอมซน ซูหรานหันมาหาบาร์โฮสต์และแต่งงานด้วย สามีที่แต่งงานสายฟ้าแลบด้วยหน้าตาหล่อเหลา แต่เขากลับนามสกุลเดียวกับศัตรูคู่แค้นของเธอ คุณชายสามฟู่... ซูหรานคิดว่า มันจะต้องเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน! แต่ทุกครั้งที่คุณชายสามฟู่ปรากฏตัว สามีของเธอก็จะอยู่ที่นั่นด้วย และด้วยเหตุนี้ สามีสายฟ้าแลบก็ได้อธิบายว่า "มันคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!" และซูหรานก็เชื่ออย่างสนิทใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอพบว่าคุณชายสามฟู่และสามีสายฟ้าแลบของเธอมีหน้าตาที่หล่อเหลาเหมือนๆกัน ซูหรานกำหมัดแน่นและกัดฟัน และจ้องเขม็งราวกับมีด "มันบังเอิญอย่างนั้นเหรอ??!!" ตามข่าวลือบนโลกอินเทอร์เน็ต คุณชายสามฟู่ผู้กุมอำนาจในตระกูลฟู่ได้ตกหลุมรักผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว คนในตระกูลฟู่ปฏิเสธข่าวลือทันที "ข่าวลือ!! เป็นข่าวลือแน่นอน ทายาทของตระกูลฟู่จะไม่มีวันทำลายการแต่งงานของใครเขาอย่างแน่นอน!" แต่เมื่อหันกลับมา คุณชายสามฟู่ก็ได้พาหญิงสาวที่สะสวยและโดดเด่นคนหนึ่งเดินเข้ามา "ไม่ใช่ข่าวลือ ภรรยาของผมแต่งงานแล้วจริงๆครับ!"
もっと見るLes grilles du manoir étaient ouvertes, comme toujours. Élise ne se souvenait pas qu’on les ait jamais fermées. Pas de son vivant en tout cas. Elle était née dans cette maison, vingt ans plus tôt, par une nuit de tempête qui avait arraché trois tuiles du toit ouest – sa mère aimait raconter ce détail, comme si la nature elle-même avait salué son arrivée par un coup de tonnerre. Élise avait fini par croire qu’elle était de cette race-là : celle des orages annoncés, des bourrasques qu’on n’attend pas.
Ce soir, il n’y avait pas de tempête. Juste une chaleur molle de septembre, un crépuscule qui traînait sur les pelouses, et l’odeur sucrée des tilleuls qui bordaient l’allée. Elle coupa le moteur de sa petite voiture et resta quelques secondes les mains sur le volant, à regarder la façade. Le manoir était beau. Elle ne le voyait plus, à force, mais parfois, en rentrant, elle prenait le temps de le regarder comme une étrangère. Trois étages de pierre blonde, des fenêtres hautes, un lierre centenaire qui grimpait sur la tour ouest. Son père disait que la maison était dans la famille depuis quatre générations. Son arrière-arrière-grand-père l’avait fait bâtir avec l’argent du textile. Chaque pierre, chaque moulure, chaque cheminée racontait une histoire de fortune et de silence. Elle attrapa son sac sur le siège passager – un fourre-tout en toile pleine de livres d’histoire de l’art, de cahiers à spirale et d’un paquet de biscuits entamé – et descendit de voiture. L’air du soir avait cette douceur presque collante qui précède l’automne sans jamais le laisser entrer tout à fait. Elle fit claquer la portière. Le bruit résonna contre la façade et s’éteignit dans les massifs de buis. C’est à ce moment-là qu’elle le vit. Pas un mouvement. Pas une forme distincte. Juste une silhouette. Immobile. Debout près du pilier gauche du portail, à une trentaine de mètres derrière elle. Le temps d’un battement de cils. Elle tourna la tête, franchement, le corps en alerte. Il n’y avait plus rien. Le portail, le pilier de pierre, les grilles noires, la rue vide au-delà. Rien d’autre que la lumière jaune des réverbères qui s’allumaient un à un le long du trottoir. Élise plissa les yeux. Elle ne bougea pas. Elle attendit. Le vent fit bruisser les branches des tilleuls. Une feuille morte tomba en spirale sur le gravier. Le silence retomba. Son cœur battait un peu trop vite. Elle se força à respirer calmement. C’était la troisième fois en deux semaines. La première, c’était en rentrant de la bibliothèque. Elle avait cru apercevoir une ombre qui s’écartait du mur au moment où elle passait la grille. La deuxième, c’était en promenant le chien de sa mère – un vieux labrador presque aveugle qui n’avait rien senti, rien grondé, rien fait. Elle s’était dit que si le chien ne réagissait pas, c’est qu’il n’y avait rien. Ce soir, il n’y avait pas de chien. Et l’ombre était là. Enfin, elle avait été là. Peut-être. Elle resta une bonne minute les pieds dans le gravier, à fixer le portail. La rue était déserte. De l’autre côté, le parc du manoir d’en face – une propriété presque aussi grande que la leur, mais inhabitée depuis des années – dessinait une masse noire et silencieuse. Une voiture passa au loin, phares éteints, ou peut-être les avait-elle imaginés éteints.คิดจะใช้มุกนี้อีกแล้วเหรอ?ตีเธอหรือด่าเธองั้นเหรอ?ในเมื่อเธอขอมาแบบนี้ เช่นนั้นเธอก็จะสนองความต้องการให้เธอได้สมใจเอง!“เธอ......” มานี่ซูหรานยังพูดไม่ทันจบ ฟู่จิ้นหานก็ได้ส่งสัญญาณให้ฉินฟั่งเสียก่อนเรื่องทำร้ายคนแบบนี้ ทำไมต้องให้ซูหรานเป็นคนลงมือด้วยตัวกันล่ะ?ฉินฟั่งก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาอันรวดเร็วนั้น เขาก็ได้ตบหน้าซูอินไปหนึ่งทีเสียงเพี๊ยะดังขึ้น ไม่มีความปรานีใด ๆ ซูอินเดินเซจนแทบล้ม ยากที่จะทรงตัวเอาไว้ได้ ในหัวขาวโพลนไปหมด เหลือเพียงเสียงหึ่ง ๆ เท่านั้นใครกัน......ที่กล้าทำร้ายเธอได้ถึงขนาดนี้? !ทันทีที่ซูอินได้สติกลับมา เธอจึงมองไปที่ฉินฟั่งด้วยความโกรธฉินฟั่งได้รับการฝึกฝนมา เขาได้ฝึกฝนร่างกายจนแข็งแกร่งที่บริษัทชิงอวิ๋น แถมยังได้รับอิทธิพลจากฟูจิ้นหานที่มีความเด็ดขาดในการต่อสู้อีกด้วย เพียงแค่สายตาเดียว ความกดดันของซูอินก็ถูกลดทอนลงไปทันทีแต่จะให้ซูอินยอมได้อย่างไร?เธอเป็นถึงหลานสาวแท้ ๆ ของตระกูลเย่ ฉินฟั่งคนนี้......ก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ข้างกายฟู่จิ้นหานเท่านั้นต่อให้การตบเธอจะเป็นความต้องการของฟู่จิ้นหาน แต่มีคนมากมายอยู่ด้วยขนาดนี้ ห
ไม่จำเป็นต้องแก้ไขพินัยกรรมงั้นเหรอ?ซูอินดีใจมาก รู้สึกเหมือนได้รับความมั่นใจมากขึ้นแน่นอนว่าขอแค่เธอยังเป็นลูกสาวของฉินเหยียนอยู่ คุณท่านเย่ก็จะเห็นแก่หน้าฉินเหยียน และยอมรับทุกอย่างที่เป็นเธอครั้งนี้ ไม่ว่าคุณท่านเย่จะรอดมาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ไม่ว่ายังไงพินัยกรรมของคุณท่าน เมื่อกี้ทุกคนต่างก็ได้ยินอย่างชัดเจนกันหมดแล้วคุณท่านเย่ได้มอบทุกอย่างของตระกูลเย่ให้กับเธอ แม้ว่าวันนี้เธอจะยังไม่ได้รับช่วงต่อจากตระกูลเย่ แต่เธอก็ยังเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวอยู่ส่วนคนพวกนี้......ซูอินรู้สึกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่เมื่อนึกถึงวิดีโอเมื่อกี้แล้ว ซูอินจึงหันไปมองซูหรานที่อยู่ข้าง ๆ คุณท่านเย่ทันทีในตอนนี้ เธอไม่มีเวลามามัวคิดว่าคลิปวิดีโอนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการใช้ประโยชน์จากอำนาจเสียงของคุณท่าน เพื่อช่วยลบข้อครหาและปฏิเสธว่าคนในคลิปไม่ใช่เธอน้ำสกปรกนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ต้องสาดไปที่ซูหรานให้ได้เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซูอินก็ขมวดคิ้วทันที “หนูไม่สนใจของนอกกายพวกนั้นหรอกค่ะ แต่ถ้าหากแม่ของหนูที่อยู่บนสวรรค์รู้ว่าหนูถูกใส่ร้ายด้วยคลิปวิดีโอนั้น จนทำ
น้ำเสียงนั้นดูทุ้มต่ำ แต่ก็มีความโกรธที่ไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้ปนอยู่ซูอินเงียบและไม่มีการตอบสนองอยู่นาน ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงนั้น ก็กลับมีสีหน้าที่ดูต่างกันออกไปพวกเขาเพิ่งจะได้ยินอะไรกันแน่?เย่ซินกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะกอดแขนตัวเองแน่น ราวกับพยายามขับไล่ความหนาวของเมื่อครู่นี้ที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายออกไปเธอหูฝาดไปรึเปล่านะ?เสียงนั้นน่ะ คือเสียงของคุณท่านจริง ๆ!แต่เห็น ๆ อยู่ว่าคุณท่านเสียชีวิตไปแล้ว แล้วร่างก็กำลังนอนอยู่ในโลงแก้วอีกด้วย จะมีเสียงออกมาได้อย่างไร?แต่เมื่อนึกถึงคำว่า “วิญญาณ” ขึ้นมา เย่ซินก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตัวและเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนั้น ก็กลับยิ่งทำให้เย่ซือเหยียนมั่นใจในข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ได้ และเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าการแสดงในวันนี้มีซูอินที่เป็นเป้าหมาย!เย่ซือเหยียนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เธอสังเกตเห็นว่าทั้งเย่ถิงเซินและหยางซู พวกเขาสองคนไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ มากนักต่อเสียงของคุณปู่ในตอนนั้นเธอก็รู้ได้ในทันที ว่าทั้งสองคนเองก็มีส่วนร่วมในแผนการนี้ด้วยเช่นกันส่วนซูอิน......ตอนนี้ ในหัวของซูอินมันขาวโพลนไปหมดเธอเ
หน้าตาที่ดูไร้เดียงสาและอ่อนแอของซูอินแข็งทื่อทันทีชั่วขณะหนึ่ง เหมือนว่าหน้ากากนั้นของเธอจะถูกเจาะจนทะลุ สีหน้าเธอดูไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ “พี่ซู พี่หมายความว่ายังไง?”“ฮึ หมายความว่ายังไงงั้นเหรอ? น้องอินอิน เธอคงไม่คิดว่าทุกคนจะโง่กันหมดหรอกใช่ไหม? ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันเจอเธอ ฉันก็เดาได้แล้ว ว่าเธอเป็นคนยังไง ต่อหน้าก็แสร้งทำตัวไร้เดียงสาและอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง ใจกลับดำมืดเต็มไปด้วยแผนการ คุณสนุกกับการใช้หน้ากากที่เธอสร้างขึ้นมาหลอกลวงทุกคน ฉันก็เลยเล่นตามน้ำกับเธอไป แกล้งทำเป็นเชื่อในความดีและความไร้เดียงสาของเธอ”เสียงของหยางซูดังกึกก้องทั่วทั้งศาลาไว้ทุกข์ซูอินฟังแล้วก็รู้สึกบาดหูเป็นพิเศษในตอนนี้ ใบหน้าที่เคยแสดงความไร้เดียงสาของเธอก็เริ่มมีความโกรธปรากฏขึ้นมานิดหน่อยที่อยางซูจะบอกก็คือ ทุกสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเธอ มันเป็นเพียงแค่การแสดงอย่างนั้นน่ะเหรอ?แล้วที่เมื่อวานเขารับปากเธอว่าจะใช้เส้นสายเรียกทนายอู๋มาล่ะ มันเพื่ออะไรกัน?มีคนอื่นอยู่ด้วย ซูอินจึงไม่สะดวกที่จะถามออกมาแต่เมื่อเธอจ้องไปที่ตาของหยางซู กลับทำให้หยางซูเข้าใจในทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไร และคิดจะ
สายตาของซูหรานยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม เธอไม่อยากที่จะพลาดการแสดงออกใด ๆ ของสามีตัวพ่อเลยแม้แต่วินาทีเดียวคำว่า “คุณชายสามฟู่” ทำให้ฟู่จิ้นหานแทบหายใจไม่ออก รู้สึกประหม่าอย่างเห็นได้ชัดในขณะนั้นเอง เขาถึงขั้นทำใจเอาไว้แล้วด้วย ว่าถ้าหากซูหรานเดาตัวตนของเขาออกจริง ๆ เขาก็จะหงายไพ่ของเขาออกไปตรง ๆ เลยใ
ซูหรานสลัดความคิดของเธอทิ้งไป หลังจากไปเข้าห้องน้ำเพื่อใส่ยาแล้ว เธอก็กลับรู้สึกรำคาญใจขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้องเพื่อไปรับอากาศ ทันทีที่เปิดประตู ร่างสูงก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอสามีตัวพ่อเหรอ?เขายังคงสวมเสื้อผ้าตัวเดียวกันกับเมื่อคืน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขาไม่ได้นอนมาทั้งคืนรึเปล่า หนวด
ใบหน้าของซูหรานเปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย แต่จู่ ๆ เธอก็เสียอาการ“คุณ......คุณ......คุณ......”นี่มันคำพูดน่าขนลุกอะไรกันเนี่ย?ซูหรานลูบแก้มที่ร้อนผ่าว พร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยากมากกว่าเธอจะสงบจิตสงบใจลงได้ แล้วพูดออกไปตรง ๆ “ใครคิดถึงคุณกัน?”“คุณ......”รอยยิ้มของฟู่จิ้นหานกว้างจนไม่
ฟู่จิ้นหานยืนอยู่ตรงประตู แววตาของเขาจับจ้องไปทางซูหรานดวงตาสีเข้มคู่นั้น ราวกับมีความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ข้างในความรู้สึกที่ทั้งน่าอึดอัดและทรงพลังเหล่านั้นได้พุ่งทะลุไปยังซูหรานผ่านการจ้องมองของเขา จนทำให้ซูหรานรู้สึกเหมือนเห็นภาพซ้อนจนอธิบายไม่ถูก และมันยังทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนน






評価
レビューもっと