LOGINน้ำตาลไม่กล้าเข้าไปเยี่ยมเซนต์ กลัวตัวเองเห็นเขาแล้วจะเผลอร้องไห้ ปลีกตัวออกมาอยู่เงียบๆ คนเดียวที่มุมหนึ่งของโรงพยาบาล เสื้อผ้าที่เคยเปื้อนเลือดตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่แล้ว
ภาพตอนเขาถูกแทงยังคงติดตา วินาทีนั้นกลัวมาก เข้าไปช่วยเขาอย่างไม่คิดชีวิตและไม่ห่วงตัวเอง เธอทนเห็นเขาเจ็บไม่ได้
“ไม่เข้าไปเยี่ยมพี่เซนต์เหรอ” เสียงของเซลีนดังขึ้นจากข้างหลัง ทำให้น้ำตาลค่อยๆ หันไปมอง
“ฉันไม่กล้าไปเยี่ยมเขา”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่รู้สิ พอเห็นเขาเจ็บแล้วมันรู้สึกไม่ดี ไม่อยากเห็นเขาเป็นอะไร ไม่อยากเห็นเขาเจ็บ…”
เซลีนมองเพื่อนสนิทด้วยความเห็นใจ ก่อนจะคว้าสองมือของน้ำตาลมากุมไว้
“ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว ถ้าไม่ได้ตาลป่านนี้พี่เซนต์คงแย่แน่ๆ” เซลีนพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้เพื่อน “เขาถามหาตาลด้วยนะ”
“จริงเหรอ?” แววตาคู่สวยไหววูบ เมื่อรู้ว่าเซนต์ถามถึงตัวเอง
“อื้ม ตอนแรกที่พวกเราเดินเข้าไป สายตาเขาเหมือนกำลังมองหาใครอยู่ ไม่ได้โฟกัสคนที่เข้าไปเยี่ยม”
“…”
“ไปเยี่ยมเขาหน่อยไหม”
“ฉันก็อยากไปนะ แต่ก็กลัวตัวเองร้องไห้อีก” เธอไม่อยากอ่อนแอให้เขาเห็นบ่อยนัก
“แต่นั่นว่าที่หวานใจตาลเลยนะ จะไม่ไปเยี่ยมเขาจริงๆ เหรอ” เซลีนพูดด้วยรอยยิ้ม
“ฉัน…”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปเยี่ยมเขากัน” เซลีนลากน้ำตาลออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบอะไรอีก
น้ำตาลมองประตูห้องพักของเซนต์ด้วยหัวใจเต้นแรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิดเข้าไปข้างใน ร่างบางเดินผ่านขอบประตูเข้าไป ดวงตาคู่สวยมองเซนต์ที่นั่งคุยกับเพื่อนสนิทอย่างสั่นระริก
เซนต์ละสายตาจากเพื่อนสนิทไปมองน้ำตาลที่เดินเข้ามาหาด้วยดวงตาแดงก่ำ คนตัวเล็กหยุดอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย พลางหลุบมองจุดที่เขาโดนแทง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองคนตัวโต
ภูริกับคริสต์ส่งสัญญาณบางอย่างผ่านสายตาแล้วปลีกตัวออกไป ปล่อยให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างรู้งาน
“เป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามออกไปในที่สุด
“ไม่เจ็บเท่าไร”
“โดนแทงขนาดนั้น ไม่เจ็บก็บ้าแล้วค่ะ”
“บอกแล้วไง แผลแค่นี้ไกลหัวใจ”
แต่สำหรับเธอไม่ใช่…
แผลแค่นี้สำหรับเขา หากโดนจุดสำคัญเพียงนิดเดียวอาจทำให้ตายได้ เธอขำไม่ออก ภาพเหตุการณ์นั้นยังคงติดตา พยายามไล่เท่าไรก็ไม่อาจเอาออกไปจากหัวได้
“เรื่องวันนี้…ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ…” เธอตอบแล้วยิ้มบางๆ
เซนต์สังเกตว่าน้ำตาลดูไม่ร่าเริงเหมือนเดิม แววตาคู่นั้นยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ จากผู้หญิงสดใสไม่คิดว่าเหตุการณ์นั้นจะทำให้เธอกลายเป็นอีกคน
สายตาคมเข้มหลุบมองแผลตรงขาของน้ำตาลที่เริ่มจับเกล็ดหายดีแล้ว ตอนนี้แผลปริมีเลือดซึมเล็กน้อยจากการใช้แรงมหาศาลสู้ผู้ชาย ตามแขนและหลังมือมีแผลเล็กน้อย
“เจ็บตรงไหนไหม”
“มะ…ไม่ค่ะ” เธอพยายามฮึบตัวเองไม่ให้ร้องไห้ ฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่ข้างในเริ่มไม่ไหวแล้ว “ตาลขอตัวแป๊บนึงนะคะ”
หมับ…
มือหนาคว้าแขนเล็กเอาไว้ในจังหวะที่เธอกำลังหมุนตัวเดินออกไป ร่างบางชะงัก ใบหน้าสวยหวานค่อยๆ เบะเหมือนจะร้องไห้ ก่อนที่น้ำตาจะหลั่งไหลออกมาจากดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่
“ฮึก…”
“ร้องไห้ทำไม” เขาเอ่ยถาม สายตาพลางมองมองน้ำตาลที่ร้องไห้จนตัวสั่นโยน
“ตาลฮึก…ตะ…ตาลแค่กลัวพี่เซนต์เป็นอะไรไป” น้ำตาลร้องไห้เหมือนเด็กน้อยที่กลัวสูญเสียของสำคัญที่สุดในชีวิต
เซนต์เลื่อนมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาออกให้ สัมผัสอ่อนโยนจากคนตัวโตทำเธอนิ่งชะงัก หัวใจดวงน้อยกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยมองเขาผ่านม่านน้ำตา
“ฉันก็ยังไม่เป็นอะไรสักหน่อย”
“ตาลกลัวนิคะ”
“กลัวฉันตายขนาดนั้นเลยรึไง”
เธอพยักหน้าทันที ก่อนจะพูดต่อ
“ตอนเห็นพี่เซนต์โดนแทง หัวใจของตาลแทบสลาย ตาลกลัว…กลัวพี่เซนต์จะเป็นอะไรไป” เธอก้มหน้าแล้วพูดทั้งน้ำตา
ไม่อยากนึกสภาพถ้าเธอไม่แวะไปทำธุระแถวนั้นพอดี เขาคงถูกรุมแล้วเจ็บมากกว่านี้ เผลอๆ อาจจะไม่รอดเลยก็ได้ ตอนนี้ใจเธอยังสั่นไม่หายเลย
“ปลอดภัยแล้วนี่ไง” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “เรียนเทควันโดด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะ คุณพ่อให้ไปเรียนตั้งแต่เด็กๆ”
“สายไหน”
“สายดำค่ะ เป็นนักกีฬาด้วยนะ” แอบอวดเขาไปนิดนึง แค่เห็นเขายิ้มเล็กๆ ตรงมุมปากมันก็ทำให้เธอมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบทะลุอก แค่เห็นเขายิ้มให้เพียงนิดเดียว โลกทั้งใบก็เหมือนจะหยุดหมุน เธอก้มหน้าหลบ สายตาเริ่มวูบวาบเพราะกลัวเขาจะเห็นว่าหน้าแดง
“เก่งนี่” เขาพูดเบาๆ
“คะ?” เธอเงยหน้าขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“บอกว่าเก่ง”
“ขอบคุณนะคะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม
“คราวหน้าอย่าทำแบบนั้นอีก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าให้เลือกระหว่างยืนดูกับช่วยพี่เซนต์ ตาลก็จะเลือกช่วยอยู่ดีค่ะ”
เซนต์มองหน้าคนดื้อรั้นแล้วลอบถอนหายใจแผ่วเบา ยอมรับว่าน้ำตาลเก่งแถมยังมีวิชาป้องกันตัว แต่ถ้าพวกนั้นมีปืนขึ้นมาจะทำยังไง อาจไม่โชคดีเหมือนอย่างวันนี้ก็ได้…
“อะแฮ่ม! ลืมไปแล้วมั้งว่าพวกกูยังอยู่” เสียงของภูริกระแอมดังขึ้นแล้วพูดแซว หลังจากยืนดูกับคริสต์อยู่พักใหญ่ เห็นยันตอนเพื่อนเช็ดน้ำตาให้น้ำตาล
สายตาคมเข้มเหลือบมองเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องพักผู้ป่วย
“นึกว่าไม่ใช่คนเลยมองไม่เห็น”
ภูริชี้หน้าเซนต์อย่างคาดโทษ ไม่ได้ถือสากับคำพูดของเพื่อนเพราะปกติแซวกันแรงกว่านี้ แต่ภาพเมื่อครู่ที่เซนต์เช็ดน้ำตาให้น้ำตาลถูกพวกเขาบันทึกเอาไว้เรียบร้อย อีกทั้งภูริยังอัปรูปนั้นลงสตอรี่ส่วนตัวแล้วใส่แคปชั่นว่า…
‘กูมาทำอะไรที่นี่ค้าบเนี่ย’
•••
เซลีนวานน้ำตาลอยู่เฝ้าเซนต์จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบตกลงอย่างไม่อิดออด ตรงกันข้ามเธอเต็มใจมากเพราะจะได้อยู่ใกล้ชิดเขา
กรองแก้วขอบคุณน้ำตาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเดิมเอ็นดูอยู่แล้วกลายเป็นรักเลย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คนรอบข้างของเซนต์เชียร์ให้ลงเอยกับน้ำตาล จากเดิมเชียร์อยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าไม่มีใครเหมาะสมกับเซนต์ไปมากกว่าน้ำตาลอีกแล้ว
น้ำตาลบอกแม่บ้านเอาเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นมาให้เพราะตั้งใจอยู่เฝ้าเซนต์ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย เธอเดินออกมาเอาของเองกับมือ แวะซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงพยาบาลเพราะรู้สึกหิวเล็กน้อย และได้สั่งลูกชิ้นทอดเอาไว้ล่วงหน้า
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เดินออกจากร้านสะดวกซื้อมารับลูกชิ้นทอดที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ สายตามองเด็กผู้หญิงคนนึง ที่กำลังยืนมองเด็กอีกคนกินไอศกรีมอ้างหน้า ทั้งสีหน้าและท่าทางบ่งบอกชัดว่าอยากกินแต่คงไม่มีเงินจะซื้อ
น้ำตาลชะงัก ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง หยิบทั้งขนม นมกล่อง และไอศกรีม มือเล็กยื่นเงินสดให้พนักงานแล้วรับถุงหิ้วมา เธอก้าวออกจากร้านเดินตรงไปยังเด็กน้อย แล้วยื่นถุงหิ้วในมือทั้งหมดให้
“พี่ให้ค่ะ”
“ให้หนู…เหรอคะ?” เด็กน้อยเอ่ยถามตาแป๋ว พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างไม่มั่นใจ
“ใช่ค่ะ พี่ซื้อให้” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ดูเหมือนน้องเขาแอบกลัวเธอนิดหน่อย “พี่เป็นคนดีนะ พี่อยากให้ขนมหนู”
เด็กน้อยลังเล ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือรับถุงขนมจากน้ำตาล
“ขะ…ขอบคุณค่ะ” เด็กน้อยยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาแม่
เธอมองตามด้วยรอยยิ้ม จังหวะที่คุณแม่น้องหันมาแล้วยกมือไหว้เธอก็รีบรับไหว้ทันที สังเกตเหมือนแม่น้องหิวด้วยเลยเดินไปหาคุณลุงขายลูกชิ้นทอดอีกครั้ง
“ลุงคะ หนูเอาลูกชิ้นทอดอีกสิบไม้ แล้วฝากลุงเอาไปให้แม่ลูกสองคนนั้นได้ไหมคะ”
“ได้สิหนู สวยแล้วยังใจดีอีกนะ” คุณลุงขายลูกชิ้นทอดชม
น้ำตาลยิ้ม ก่อนจะควักเงินสดจ่ายแล้วเดินออกไป พลางโบกมือบ้ายบายเด็กคนนั้น
เด็กหญิงหันมายิ้มกว้างแล้วโบกมือตอบแรงๆ จนถุงขนมสั่น น้ำตาลอดที่จะอมยิ้มให้กับความไร้เดียงสานั้นไม่ได้
ห้องพักผู้ป่วย
แอดดด
คนตัวเล็กเปิดประตูเข้าไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเนเน่มาเยี่ยมกับเซนต์พร้อมกับเพื่อนสนิทอย่างมุก ทั้งหมดมองมาที่เธอพร้อมกัน
“นั่น…” เนเน่แปลกใจที่เห็นน้ำตาลอยู่ที่นี่
“น้ำตาลมาอยู่เฝ้า” เซนต์ตอบออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม
“อ๋อ แต่จริงๆ เรากับมุกก็ว่างนะ พวกเราอยู่เฝ้าเซนต์ได่ เพื่อนกันน่าจะไม่เกร็งเท่าคนอื่น” เนเน่เน้นย้ำคำว่า ‘คนอื่น’ ให้น้ำตาลได้ยิน สายตาพลางปรายมองคนที่นั่งอยู่โซฟาเพียงนิด
“ใช่ๆ เดี๋ยวเรากับเนเน่อยู่เป็นเพื่อน”
“ไม่เป็นไร”
“ปล่อยน้องเขาไปพักเถอะ อีกอย่างน้องเขาเป็นคนอื่น แต่เรากับเนเน่เป็นเพื่อน เซนต์จะได้ไม่อึดอัด”
น้ำตาลกำมือแน่นกับคำพูดกระแหนะกระแหนจากสองคนนั้น แกล้งทำเป็นไม่สนใจ หยิบไม้ขึ้นมาจิ้มลูกชิ้นแล้วนำเข้าปากพลางเขี่ยโทรศัพท์เล่นตามไปด้วย
จะคิดว่าเป็นเสียงนกเสียงกาก็แล้วกัน…
“น้ำตาลไม่ใช่คนอื่น และฉันก็สบายใจที่จะให้น้ำตาลอยู่เฝ้า”
คำตอบของเซนต์เอาเนเน่และมุกนิ่งอึ้ง ส่วนน้ำตาลที่กำลังจิ้มลูกชิ้นเข้าปากก็นิ่งชะงัก ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเจ้าของคำพูดเมื่อครู่อย่างไม่อยากเชื่อว่าเขาจะพูดแบบนั้น
“พวกเธอสองคนกลับไปเถอะ ฉันไม่อยากรบกวน”
“แต่ว่า…”
“ฉันอยากพักผ่อน” เขาสวนขึ้นทันควัน สายตาปรายมองเนเน่นิ่งๆ
“งะ…งั้นไว้พรุ่งนี้เรามาเยี่ยมใหม่นะ” เนเน่พูดแล้วฝืนยิ้ม ก่อนดึงมุกออกไปอย่างเสียหน้า อีกทั้งสายตาของเซนต์เมื่อครู่ยังดูน่ากลัวมากไม่ใช่น้อย
เนเน่กับมุกเดินออกไป จังหวะเดินผ่านหน้าน้ำตาล หญิงสาวพลางกัดลูกชิ้นเข้าปากแล้วเคี้ยวกินอย่างอารมณ์ดี แถมยังส่งยิ้มไปให้อย่างผู้ชนะหนึ่งที
หลังจากสองคนนั้นกลับไป น้ำตาลก็นั่งกินลูกชิ้นต่อเพราะหิวข้าว หยิบผักสดขึ้นมากินตามอย่างเอร็ดอร่อย พอสองคนนั้นไม่อยู่รู้สึกลูกชิ้นอร่อยขึ้นมาทันตา แม้กระทั่งกินผักเฉยๆ ยังอร่อย
“มีเพื่อนแบบนี้น่าอึดอัดแย่เลยนะคะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงติดหัวเราะ แต่แฝงความขุ่นเล็กๆ
“ไม่ได้อยากมีเพื่อนผู้หญิง” เขาตอบกลับเสียงเรียบ
“แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีล่ะคะ” เธอถามต่อ มือยังคงจิ้มลูกชิ้นเข้าปาก
“เพราะงานกลุ่ม โดนอาจารย์จับกลุ่มให้เอง เลยได้สองคนนั้นมาอยู่ด้วย”
“อ๋อ…” เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจกลับรู้สึกอุ่นขึ้นมาแปลกๆ เพราะคำตอบก่อนหน้านั้นยังดังก้องในหัว
เธอเม้มปาก ลังเลว่าจะถามดีไหม สุดท้ายก็ห้ามความอยากรู้ของตัวเองไม่ได้
“แล้ว…ที่บอกว่า ตาลไม่ใช่คนอื่น พี่เซนต์สบายใจที่จะให้ตาลอยู่เฝ้า หมายความว่ายังไงเหรอคะ”
“…หมายความตามนั้น” เขานิ่งลงไปพักใหญ่ ก่อนจะขยับริมฝีปากตอบคำถามของน้ำตาลในที่สุด
หัวใจดวงน้อยไหววูบอีกครั้ง มือเล็กที่จับผักอยู่เผลอบีบจนหักออกจากกัน ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง คราวนี้น้ำตาลเงียบไม่พูดอะไร ก้มหน้ากินลูกชิ้นแก้เขินต่อเงียบๆ โดยมีสายตาของเซนต์คอยมองมาเป็นระยะ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวว่าถูกแอบมอง
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







