LOGINปัง…
น้ำตาลปิดประตูห้องลงเบาๆ ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วนำเก็บเข้าชั้นเรียบร้อย หยิบสลิปเปอร์คู่โปรดมาสวมใส่ จากนั้นเดินนวยนาดไปยังโซฟากลางห้องแล้วทิ้งตัวลงอย่างมีความสุข
มือเรียวเล็กยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปที่เซนต์ถ่ายให้ตอนอยู่ร้านของหวานด้วยรอยยิ้ม
เธอแอบถ่ายรูปเขาทั้งตอนขับรถรวมถึงในร้านของหวาน ไล่ดูทีละรูป กดรูปที่เขาก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะปัดออกจากหน้าจอ กดเข้าไอจีเพื่อลงสตอรี่พร้อมกับแท็กเขาไปด้วย
ไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องกลับสตอรี่ แค่อยากแท็กไปเพื่อให้รู้ว่าคนสวยคนรักเขามากแค่ไหน แน่นอนว่าลงไปแบบนี้โดนเพื่อนแซวไอจีแทบแตก
duchess_ replied to your story : แรงอ่า กูว่าไม่นาน ได้กันแน่ๆ
ดัชเชสมาคนแรก แซวแรงแต่ขอให้เป็นจริงสักวันเถอะ!
celine replied to your story : ได้ไงง เล่ามาเลยนะ
เธออมยิ้มกริ่มอย่างชอบใจเวลาโดนแซว กดเข้าไปดูว่ามีใครดูสตอรี่แล้วบ้าง ตอนนี้มีดัชเชสกับเซลีนที่กดใจสตอรี่ ส่วนอีกสามคนเป็นเพื่อนห่างๆ ไม่ค่อยสนิท แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น…
“พี่เซนต์มาดูสตอรี่!” เธอยกมือขยี้ตา เพ่งมองดูดีๆ อีกครั้งว่าใช่เขาไหม หัวใจเต้นแรงแทบกระดอนออกจากขั้วรอมร่อ มือไม้สั่นจนทำอะไรไม่ถูกแล้วตอนนี้ ไม่เพียงแค่นั้นการแจ้งเตือนว่าถูกแท็กในแชตยังถูกเปิดอ่าน
ทีแรกคิดว่าเขาคงกดผ่านแชตเข้าไปดูเพราะเธอแท็กไป แต่ไม่เลย…เพราะเขาดูสตอรี่ทุกอันที่เธอลง
เธอแทบกรี๊ดลั่นห้อง ยกขากระถืบโซฟาดีดดิ้นคนเดียวราวกับไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวก กระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะกดเข้าไปยังแชตของเขา กดช่องข้อความจนแป้นพิมพ์โชว์ขึ้นมา
น้ำตาล : ดูสตอรี่เร็วจัง
น้ำตาล : แบบนี้เรียกมีใจไหมน้า
ไม่นานข้อความก็ขึ้นว่า ‘เห็นแล้ว’ วินาทีนั้นหัวใจเต้นแรงดังตึกตัก เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแต่เป็นกานอ่านไม่ตอบ เธอลุ้นมากว่าเขาจะตอบไหม ผ่านไปนานพอสมควรไม่เห็นตอบสักทีจึงกดลูกศรมุมซ้ายกลับ
เซนต์ : แท็กมาขนาดนี้ ไม่เห็นก็แปลก
กึกก!
ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงไปชั่วขณะ เธอยิ้มหน้าบานรีบกดเข้าไปอ่านทันทีที่เห็นข้อความของเขาเด้งมา
น้ำตาล : ไม่โกรธใช่ไหมคะที่แท็กไปโดยไม่ขออนุญาต
เซนต์ : ชิน
เธออมยิ้มกริ่ม ก่อนจะส่งสติกเกอร์กลับไปแม้รู้ว่าเขาอาจจะไม่ตอบและไม่อ่านเลยทั้งสอง ข้อความขึ้นว่าเห็นแล้วอีกครั้งแต่ไร้การตอบกลับ แค่นี้เธอก็ดีใจแล้ว…
หลายวันต่อมา
เซนต์เดินออกจากร้านสะดวกซื้อ แต่แล้วสองเท้าก็ต้องชะงักลง เมื่อสายตาเหลือบเห็นกลุ่มชายสามคนในชุดนักศึกษายืนพิงมอเตอร์ไซค์อยู่ตรงหัวมุมถนน
เขาจำพวกมันได้ทันที แก๊งเด็กช่างที่เคยมีเรื่องกัน ตอนนั้นสงครามสงบลง และคิดว่าต่างคนต่างโตเป็นผู้ใหญ่แล้วคงไม่ยกพวกตีกันเหมือนตอนนั้น ทว่าสายตาของพวกมันที่มองมาทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าวันนี้อาจเกิดสงครามอีกครั้ง…
“ดูซิว่าเจอใคร” เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากปากของ กิตต์ หัวหน้าแก๊ง
“วันนี้มาคนเดียวว่ะ”
“ไม่เจอกันนาน ตีนยังหนักเหมือนเดิมไหมวะ ฮ่าๆ”
“ลองดูไหมล่ะ” เขาตอบกลับเสียงเรียบ คิดจะวางมือจากเรื่องนี้แล้วแต่ดันเจอพวกนี้มากวนประสาทหาเรื่องก่อน
“มาคนเดียวอย่าปากเก่งให้มันมาก” แววตากิตต์จากกวนประสาทเปลี่ยนเป็นน่ากลัวในเวลาต่อมา “ที่นี่ถิ่นกู ระวังจบไม่สวยเอานะค้าบ”
“หึ มึงเป็นนายกเหรอ ถึงบอกว่าที่นี่ถิ่นของมึง”
“มึงนี่มันวอนแดกตีนดีจริงๆ”
“กูอยู่ของกูดีๆ พวกมึงมาหาเรื่องกูก่อนเอง”
“ข้างๆ มีซอย เอาป่ะล่ะ”
“กูไม่อยากมีเรื่อง”
“แต่กูอยากมี”
ผัวะ!
หนึ่งในแก๊งของกิตต์ยกเท้าถีบเข้าท้องแกร่งของเซนต์จนล้มลงพื้นคอนกรีต ผู้คนละแวกนั้นแตกตื่นส่งเสียงฮือฮา เซนต์รีบลุกขึ้นอย่างไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาเล่นงานซ้ำ
เซนต์คนเดียวสามารถเอาสามคนนั้นอยู่หมัด เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ไหวพวกนั้นล่อเซนต์เข้าไปยังซอยข้างๆ พื้นที่เหลือน้อย เซนต์ถูกล้อมแต่ไม่หวั่น เท้าหนายกถีบปล่อยหมัดใส่อย่างกระฉับกระเฉง แถมยังหลบได้อย่างคล่องแคล่ว
สามคนเริ่มสู้ไม่ไหว หนึ่งในนั้นชักมีดพกออกมาหมายจะเล่นงานเซนต์ทีเผลอจากด้านหลัง แต่ทว่า…
ปึก!
ก้อนหินก้อนหนึ่งมาจากไหนไม่รู้กระแทกเข้าหัวอย่างจัง
“โอ๊ย!” ชายคนนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หันไปมองต้นตอ
“น้ำตาล…” เขาพึมพำเรียกชื่อน้ำตาลเบาๆ ดวงตาของเธอเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แต่กลับเต็มไปด้วยความกล้าและความโกรธเกรี้ยว
กิตต์อาศัยจังหวะที่เซนต์เผลอชักมีดพกออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เซนต์ทันที
“พี่เซนต์ระวัง!” เธอตะโกนดังลั่นแต่ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป…
ใบมีดแทงแทงเข้าท้องข้างของเซนต์ในจังหวะที่หันไปพอดี เลือดอุ่นๆ ไหลทะลักผ่านเสื้อยืดสีดำ เซนต์กัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บและโทสะ
“แม่ง…” เขาสบถเบาๆ ก่อนจะหมัดสวนเข้าหน้ากิตต์จนล้มกระแทกกำแพง
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกอย่างในตัวน้ำตาลเหมือนระเบิดออกมาในชั่ววินาที ความตกใจกลายเป็นโทสะ ความกลัวกลายเป็นแรงผลักดัน เธอโยนกระเป๋าทิ้ง พุ่งเข้าใส่สาวคนนั้นอย่างไม่คิดชีวิต
ร่างเล็กพุ่งเข้ากลางวง มือเรียวหมุนศอกกลับอัดเข้าขมับชายคนหนึ่งจนล้มคว่ำในพริบตา ตามด้วยหมัดตรงเข้าหน้าท้องอีกคนจนจุกงอตัว
“โอ๊ย! อีบ้า!” แต่ยังไม่ทันตั้งหลัก เธอหมุนตัวเตะเสยปลายคางอย่างแม่นยำ
เขาฝืนความเจ็บเข้าไปช่วยอีกแรง ดึงคนที่กำลังเข้าไปหาน้ำตาลออกแล้วเหวี่ยงเข้ากำแพงดังปึก! หมัดหนักๆ ปล่อยใส่ใบหน้าของมันจนคิ้วแตก คราวนี้ซัดอีกรอบจนปากแตกไม่มีชิ้นดี แต่ด้วยแผลสดจากการถูกแทงทำให้เขาไม่มีแรงมากนัก
“กล้าดียังไงมาทำร้ายเขา!” เธอเหวี่ยงหมัดสุดแรงเข้าที่ขากรรไกรของกิตต์จนเลือดกระเด็น ในอดีตเธอเป็นนักกีฬาเทควันโดสายดำ เคยแข่งชนะมาแล้วหลายครั้ง ตอนแรกแอบสงสัยพ่อให้เรียนไว้ทำไม ตอนนี้อยากขอบคุณพ่อที่ส่งเธอเรียนเทควันโด
พวกนั้นพากันวิ่งหนี ตอนแรกหมดแรงกับการสู้เซนต์จนงัดไม้ตายออกมาคือการใช้อาวุธ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนมาช่วย ถึงเป็นผู้หญิงแต่สามารถจับพวกเขาทุ่มลงพื้นจนกระดูกหลังแทบหัก ใครจะอยู่ก็อยู่ไปเถอะ นาทีนี้ตัวใครตัวมัน…
น้ำตาลรีบปรี่เข้าไปดูเซนต์ที่นั่งกุมแผลพิงกำแพงอยู่ มือเล็กพยายามช่วยห้ามเลือด ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวเองมากดแผล
“พะ…พี่เซนต์ฮึก ดะ…เดี๋ยวตาลพาไปหาหมอนะ” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตามากมายไหลพรากลงมาด้วยความเป็นห่วงปนตกใจ ทั้งเสื้อผ้าและมือตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเลือด
เซนต์มองใบหน้าสวยหวานที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือเช็ดออกให้อย่างอ่อนโยน สัมผัสได้ชัดเจนว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงเขามากแค่ไหน
ภาพตอนน้ำตาลวิ่งเข้ามาช่วยอย่างไม่คิดชีวิตทำเขาตกใจเป็นอย่างมาก ใครจะเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะสามารถเอาชนะผู้ชายสามคนได้
ถึงจะเก่งแค่ไหนแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี…
“ร้องไห้ทำไม…” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฮึกๆ ตาลกลัว กะ…กลัวพี่เซนต์เป็นอะไรไป” เธอพูดไปพลางสะอื้นตามไปด้วย
“แผลแค่นี้เอง ไกลหัวใจ” สายตาคมเข้มมองน้ำตาลด้วยแววตาที่อ่อนลง
“ไม่ไกลเลย ฮึก…ไปหาหมอกันนะคะ”
เซนต์พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะฝืนความเจ็บจากบาดแผลพยุงตัวเองขึ้นโดยมีน้ำตาลช่วยประคองอีกแรง แขนแกร่งพาดไหล่เล็ก มือเรียวเล็กสอดประคองที่เอว ในขณะที่มืออีกข้างยังคงกดแผลห้ามเลือด
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าคมคาย อันที่จริงเขาไม่เป็นอะไรมากเลยแต่เธอกระวนกระวายไปเอง สายตาหลุบมองเธอที่พยายามประคองเขาสุดแรงที่มี
ตัวเล็กแค่นี้…แต่ใจใหญ่เกินใครทั้งหมดที่เขาเคยรู้จัก
โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
น้ำตาลพาเซนต์มายังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด หญิงสาวยืนรอหน้าห้องฉุกเฉินอย่างใจจดใจจ่อ ดวงตาคู่สวยยังคงเอ่อร้นด้วยน้ำตา ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างกายจนแทบหายใจไม่ออก
เคยขอพรและภาวนาขอให้เขาปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเจออะไร พอเห็นเขาเจ็บแบบนี้หัวใจของเธอก็พลอยเจ็บตามไปด้วย ในชีวิตเคยกลัวอยู่อย่างเดียว คือ การไม่มีพ่อแม่อยู่บนโลกใบนี้ แต่เหตุการณ์นั้นมันทำให้เธอกลัวไม่มีเขาอยู่ด้วยเพิ่มเข้ามา
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ
“อย่าเป็นอะไรนะคะ…” เธอพูดเสียงสั่น ขณะที่สายตาไม่ยอมละไปจากประตูห้องฉุกเฉินแม้แต่วินาทีเดียว
“น้ำตาล! พี่เซนต์เป็นไงบ้าง” เซลีนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา โดยมีครินทร์และกรองแก้วตามมาติดๆ
“ตะ…ตอนนี้กำลังทำแผลอยู่ข้างใน”
“ละ…แล้วนี่แกโอเคไหม เจ็บตรงไหนไหม” เซลีนถาม พลางจับแขนเพื่อนสำรวจทั่วตัวด้วยความเป็นห่วง
น้ำตาลส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา ก่อนจะปล่อยโฮแล้วสวมกอดเซลีนทันที
“ฮึกฮือ~ ฉะ…ฉันกลัว กลัวเขาเป็นอะไรไป”
“พี่เซนต์ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก เชื่อเซย์สิ” เซลีนพูดพร้อมกับลูบหลังเพื่อนเบาๆ เธอเองก็เป็นห่วงพี่ชายไม่ต่างกัน
ตอนได้รับสายจากน้ำตาลตกใจมากรีบมาที่นี่ทันทีพร้อมกับแม่และครินทร์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่ชายมีเรื่องชกต่อย แต่เป็นครั้งแรกที่ถึงขั้นโดนแทงแล้วเข้าโรงพยาบาล
นี่คือสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดในชีวิต…
ครินทร์ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง สายตามองไปยังประตูห้องฉุกเฉินนิ่งๆ ในอดีตเขาเคยมีเรื่องกับเซนต์แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นหามส่งโรงพยาบาล ตอนนี้ในหัวมีแต่ความเป็นห่วง
ส่วนกรองแก้วกุมมือแล้วชะเง้อมองประตูห้องฉุกเฉินด้วยความร้อนใจ ดวงตาทั้งสองเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา พอรู้ว่าลูกชายโดนแทงอยู่โรงพยาบาล หัวใจคนเป็นแม่แทบแตกสลาย
“แม่ขอบใจหนูมากนะที่ช่วยเซนต์…” กรองแก้วเข้าไปกุมมือน้ำตาลแล้วพูด “แม่ขอบคุณมากจริงๆ
ใครจะเชื่อว่าผู้หญิงตัวแค่นี้ทั้งกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวไม่กลัวอะไร เข้าไปช่วยเซนต์ที่ถูกคนสามคนรุมอยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ…” เธอตอบแผ่วเบา ก่อนจะถูกดึงเข้าไปกอด น้ำตาเธอพรั่งพรูออกมาอีกครั้งเหมือนเขื่อนแตก
ผ่านไปไม่นานภูริกับคริสต์ก็มาเสริม ทุกคนต่างเฝ้ารอหน้าห้องฉุกเฉินอย่างใจจดใจจ่อ สักพักประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก
“คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่หมอคงต้องให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาลสองวันก่อน ถ้าอาการดีขึ้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หมอจะให้กลับบ้านได้ครับ” หมอพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“ขอบคุณนะคะคุณหมอ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ…”
ความรู้สึกโล่งใจถาโถมเข้ามาแทนที่ความกลัว เหมือนหัวใจที่ถูกบีบแน่นมาตลอดคืนเพิ่งได้คลาย น้ำตาแห่งความโล่งใจร่วงลงอีกครั้ง
เขาปลอดภัยแล้ว…
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม

![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





