LOGINวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านม่านสีขาวบางเข้ามาในห้องผู้ป่วย กลิ่นยาผสมกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ลอยอวลในอากาศ เสียงฝีเท้าหมอและพยาบาลดังขึ้นก่อนประตูถูกเปิดออก
“สวัสดีครับคุณอินทร์คชา วันนี้อาการเป็นยังไงบ้าง” หมอเจ้าของไข้เอ่ยทักพลางเปิดแฟ้มเวชระเบียนที่ถืออยู่ในมือ
“ดีขึ้นมากครับ” เซนต์ที่เอนพิงหัวเตียงอยู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ยังปวดแผลอยู่ไหมครับ”
“นิดหน่อยครับ”
หมอพยักหน้าอย่างพอใจ เขาเดินเข้ามาใกล้เตียง ใช้ถุงมือยกชายเสื้อผู้ป่วยขึ้นเพื่อตรวจดูแผลอย่างระมัดระวัง พยาบาลที่ยืนข้างๆ จดบันทึกตามที่หมอสั่ง เสียงปากกาขีดลงบนกระดาษดังแผ่วเบา
“ไม่มีอาการอักเสบ ถือว่าฟื้นตัวเร็วมาก เดี๋ยวอีกสองวันหมอคงให้กลับบ้านได้แล้ว” หมอพูดพลางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้
น้ำตาลที่ยืนอยู่ปลายเตียงข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร มือเล็กประสานไว้ด้านหน้าแน่น ดวงตาคู่สวยมองตามทุกการเคลื่อนไหวของหมอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกลัวว่าจะได้ยินคำที่ไม่อยากได้ยินอีกครั้ง เธอไม่ละสายตาไปจากเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“มีคนเฝ้าไข้ดูแลดีขนาดนี้ หมอว่าแผลคงหายเร็วแน่ๆ” หมอพูดติดยิ้มพลางหันไปมองน้ำตาล
น้ำตาลยิ้มบางๆ ให้คุณหมอเจ้าของไข้เซนต์ที่หันมาแซว
“เดี๋ยวยังไงช่วงนี้อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำนะครับ ถ้าเป็นไปได้เช็ดตัวไปก่อน” ประโยคนี้คุณหมอหันไปมองน้ำตาล ซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
หมอเจ้าของไข้เดินออกไปหลังจากเสร็จหน้าที่ น้ำตาลเดินไปเปิดผ้าม่านออกกว้างๆ ให้เซนต์มองเห็นวิวข้างนอก เก็บจานข้าวไปวางไว้มุมหนึ่งของห้องรอให้มีคนมาเก็บ
ตอนนี้แปดโมงเช้าแล้ว น้ำตาลมีเรียนเก้าโมงเช้าแต่ลงทุนลาเพื่อดูแลเซนต์โดยเฉพาะ และไม่มีอาจารย์คนไหนกล้าพูดอะไร ระดับหลานสาวเจ้าของมหาวิทยาลัยใครจะกล้า…
“ไม่มีเรียนรึไง”
“ตาลลาแล้วค่ะ อยากอยู่เฝ้าพี่เซนต์ยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“อย่าทำให้เรื่องของฉันไปทำลายการเรียนของเธอ”
“ตาลเต็มใจค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มหวาน
“ไปเรียนได้แล้ว”
“ไม่ว่าพี่เซนต์จะพูดยังไงตาลก็ไม่ยอมไปเรียนค่ะ”
เซนต์ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ คนดื้อรั้นอย่างน้ำตาลเคยฟังใครที่ไหน
“เดี๋ยวตาลเช็ดตัวให้นะคะ”
“ทำอะไรก็ทำ” เขาตอบกลับอย่างเหนื่อยหน่าย
น้ำตาลดี๊ด๊าในใจที่จะได้เช็ดตัวให้เซนต์ จัดเตรียมของทุกอย่างเสร็จก็เดินถือกะละมังใบเล็กเข้าไปหาเขา ปรับเตียงผู้ป่วยขึ้นอีกเล็กน้อย
มือเล็กค่อยๆ เอื้อมไปดึงเชือกที่มัดเป็นปมออกจนเผยให้เห็นแผงอกแกร่งไล่มาจนถึงซิกแพ็ก และแผลที่ถูกปิดเอาไว้อย่างดี หัวใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นส่ำจนแทบกระดอนออกจากขั้วรอมร่อ ไม่วายลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอหนึ่งอึกอย่างอดไม่ได้
ซิกแพ็กแน่นมาก…
ใจเย็นสิยัยน้ำตาล! อย่าเพิ่งน้ำลายไหลตอนนี้ เช็ดตัวให้เขาก่อน
เซนต์หลุบมองใบหน้าสวยหวานที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างชัดเจน มือเล็กสั่นน้อยๆ ขณะเช็ดตัวให้ เขาเบือนใบหน้ามองไปทางอื่น ความเย็นที่แทรกซึมเข้าผิวหนัง ไม่ได้ช่วยขับไล่ความร้อนรุ่มออกไปจากร่างกายได้เลย
น้ำตาลเช็ดตัวให้เขาอย่างระมัดระวัง ผ้าในมือเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ไล่จากไหล่ลงมาถึงปลายแขนที่มีเส้นเลือดนูนชัด
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก ความใกล้ชิดทำให้ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด แอบกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง จังหวะที่นิ้วเรียวสัมผัสโดนผิวกายของเขาโดยไม่ตั้งใจทำในเธอไหววูบอัตโนมัติ
“น้ำลายหกหมดแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของเซนต์ดังขึ้นกะทันหัน ทำให้เธอสะดุ้งจนผ้าแทบร่วงจากมือ
“ซิกแพ็กขนาดนี้ ใครจะอดใจไหวล่ะคะ”
“ชอบมองซิกแพ็กผู้ชาย?”
“ก็ชอบนะคะ” เธอแอบเหล่ตามองเขาเพียงนิด ก่อนจะพูดต่อ “แต่ชอบของพี่เซนต์มากกว่า”
“ยัยเด็กหื่น”
“ยอมรับค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มทะเล้น ก่อนจะก้มหน้าเช็ดตัวให้เขาต่อ
เซนต์หลุบมองคนตัวเล็กเพียงนิดด้วยรอยยิ้มในหน้า นั่งนิ่งๆ ให้น้ำตาลเช็ดตัวต่อจนเสร็จ หญิงสาวผูกเชือกเสื้อผู้ป่วยกลับคืนให้อย่างสวยงาม
“กินผลไม้คะ ตาลปอกให้”
“ไม่ล่ะ”
น้ำตาลไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินนำของไปเก็บไว้ จากนั้นหยิบส้มมาแกะเปลือกแล้วนำเรียงไว้ในจานตามด้วยแอปเปิล ก่อนจะเดินกลับไปหาเซนต์
“บอกว่าไม่กินไง”
“เติมวิตามินให้ร่างกายบ้างสิคะ” เขาบอกว่าไม่กิน แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอเคยฟังที่ไหน ใช้ส้อมจิ้มแอปเปิลไปจ่อปาก “กินหน่อยน้า ตาลอุตส่าห์ปอกและหั่นสวยๆ ให้เลยนะ”
เซนต์จำใจยอมอ้าปากรับแอปเปิลที่จ่ออยู่ตรงหน้าเข้ามาในปาก เคี้ยวกินโดนที่สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนน้ำตาลยืนมองด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“ส้มไหมคะ”
“อืม”
เธอป้อนส้มให้เขาหนึ่งชิ้น
“ส้มหวานไหมคะ”
เขาไม่ตอบ เพียงแค่พยักหน้าเป็นคำตอบ
“ดีใจจัง ตาลเลือกเองเลยนะคะ” เธอยิ้มกว้างจนตาหยี
หญิงสาวยังคงยืนอยู่ข้างเตียง ป้อนผลไม้สลับกันระหว่างแอปเปิลละส้มอย่างใจเย็น พอเห็นเขากินหมดจานก็อดภูมิใจไม่ได้ เธอหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดมือให้เขา ก่อนจะนำจานไปเก็บ
“พี่เซนต์อยากได้อะไรเพิ่มไหมคะ ตาลจะไปซื้อให้ได้นะ”
“ไม่เป็นไร” เขาตอบเรียบตามนิสัย แต่สายตากลับมองเธอนานกว่าปกติเล็กน้อย “จริงๆ เธอไม่จำเป็นต้องอยู่กับฉันยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ได้ ฉันอยู่คนเดียวได้”
“ไม่เอาอะ ตาลอยากอยู่ดูแลพี่เซนต์ เผื่อทำคะแนนได้บ้างนิดนึง” เธอพูดพร้อมลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง มือเล็กเท้าคาง มองเขาเงียบๆ เหมือนจะจ้องไว้ไม่ให้ละสายตาอีกเลย
“มองอะไร”
“มองพี่เซนต์ไงคะ”
“ทำไมต้องมอง”
“กลัวว่าถ้าตาลเผลอกะพริบตาพี่เซนต์จะหายไป”
“ไร้สาระ” เขาตอบเสียงเรียบ
“สำหรับพี่เซนต์อาจมองว่าสิ่งที่ตาลทำดูไร้สาระ แต่จริงๆ แล้วตาลกลัวไม่มีพี่เซนต์อยู่บนโลกนี้เลยนะ” น้ำเสียงของเธอสั่นน้อยๆ ดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นลงเล็กน้อย
“…” เซนต์หันมามองน้ำตาลเพียงนิด ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาสองคน แววตาคนตรงหน้าฉายชัดว่ายังคงรู้สึกกลัว เพียงแค่ใช้ความสดใสกลบความรู้สึกเหล่านั้น
“วันนั้นที่เห็นพี่เซนต์โดนแทง…ตาลกลัวมาก” คราวนี้น้ำเสียงของน้ำตาลเริ่มสั่นเครือ แววตาคู่สวยสั่นระริก
“กลัวฉันตายขนาดนั้น?”
“กลัวสิคะ เวลาเรารักใครสักคนมากๆ เราจะกลัวเสียเขาไป”
ประโยคนั้นของน้ำตาลทำเซนต์นิ่งเงียบ คำพูดเมื่อครู่ออกมาพร้อมกับความจริงใจจากแววตาที่มองมา
“ต่อให้ไม่รักตาล อย่างน้อยก็ช่วยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไปนานๆ ได้ไหมคะ” เธอพูดแล้วมองเขาผ่านม่านน้ำตา มือเล็กที่วางบนหน้าตักบีบเข้าหากันแน่น เธอชอบภาวนาขอให้เขาปลอดภัยจากอันตราย เวลาไปทำบุญกับครอบครัวมักขอพรเผื่อเขาอยู่เสมอ
รักเขามาก…รักมากชนิดที่ว่าอยากเห็นเขามีความสุข
หากวันนึงคนที่ยืนเคียงข้างเขาไม่ใช่เธอ เธอก็พร้อมยินดีและอวยพรให้รักกันนานๆ ต่อให้มันจะเจ็บปวด แต่หากนั่นคือความสุขของเขา…เธอก็พร้อมแลก
“เธอก็ด้วย”
“คะ?”
“…อยู่มีชีวิตบนโลกนี้ไปนานๆ อย่าเป็นอะไร” เขาเงียบลงไปสักพัก ก่อนจะขยับริมฝีปากพูดเสียงเรียบ ความสดใสของน้ำตาลไม่เหมาะสมกับความเศร้า ต่อให้เป็นการร้องไห้เพราะเขาเจ็บ เขาก็…ไม่อยากเห็นมันอยู่ดี
เธอยิ้มและพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่รู้ตอนนี้เขารักเธอบ้างหรือยัง แต่เธอรู้สึกมีความสุขมากเลยล่ะ
ตกดึก
“ตาลกลัว ยะ…อย่าไปไหนเลยนะคะ” เสียงละเมอแผ่วเบาลอยออกมาจากโซฟา ความกลัวที่ยังคงติดอยู่ในห้วงความทรงจำทำให้เธอฝันร้าย
เซนต์ที่ยังไม่นอนเหลือบมองน้ำตาลเพียงนิด ครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะฝืนความเจ็บของบาดแผลค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงของผู้ป่วยแล้วเดินตรงเข้าไปหาน้ำตาล
มือหนาดึงผ้าห่มที่ร่นลงไปอยู่ตรงเอวขึ้นให้ กำลังเลื่อนขึ้นไปสัมผัสใบหน้าสวยหวานแต่กลับชะงักค้างเอาไว้ ก่อนจะดึงมือกลับในที่สุด
“กูกำลังทำอะไรอยู่วะ” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินกลับไปเตียง
แต่ทว่า…
“ตาลรักพี่เซนต์…”
เขาเอี่ยวตัวกลับไปมองน้ำตาลนิ่งๆ นับถือหัวใจของผู้หญิงคนนี้ เขาเย็นชาและใจร้ายด้วยขนาดนั้น หากเป็นคนอื่นคงถอดใจและไม่เอาแล้ว ไม่รู้เอาพลังบวกมาจากไหนเยอะแยะ
บางครั้งคำพูดของเขาแรงมากจนทำให้แววตาน้ำตาลไหววูบ แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็สามารถดึงตัวเองกลับคืนมาสดใสด้วยพลังบวก เขารู้ว่าบางครั้งน้ำตาลทำเหมือนไม่เป็นอะไรแต่ลึกๆ เธอเจ็บ
ร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ราวกับยังติดอยู่ในห้วงวังวนคำพูดของคนตัวเล็ก เขาละสายตาจากน้ำตาลแล้วเดินกลับไปยังเตียง เมื่อขึ้นมาบนเตียงแล้วก็หันไปมองเธออีกครั้ง
พอได้รับความรักที่แสนบริสุทธิ์และจริงใจ มันทำให้เขาอยาก ‘ลอง’ รักกลับ แต่ด้วยมีปมจากความรักครั้งเก่าทำให้เขาตัดสินใจรักใครได้ยาก
กลัวพาเขามาลำบาก….
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







