LOGINความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาคลุมเครือเช่นนี้กระทั่งออสโลเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนต่างสถาบันยิ่งทำให้เธอกับเขาห่างเหินกันมากขึ้น
มิรินในวัยย่างเข้าสิบแปดปีเป็นวัยที่ใกล้เข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเรียนอยู่ปีที่สาม เป็นวัยที่กำลังสนุกและเคยชินกับสังคมในรั้วมหาวิทยาลัย สังคมที่มีแต่คนวัยเดียวกันเท่านั้นจึงจะเข้าใจ วันนี้เป็นวันเสาร์ สาวน้อยวัยสิบแปดที่พยายามแต่งตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุด้วยการสวมเดรสสีพื้นกับรองเท้าส้นสูง แถมยังประโคมเครื่องประดับราคาแพงที่พี่สาวเป็นคนซื้อให้ทั้งที่ไม่เคยมีความคิดจะหยิบมันขึ้นมาใส่ด้วยซ้ำ ในมือของเธอมีตั๋วหนังสองใบกับแก้วน้ำและถังป๊อบคอร์นรสคาราเมล คนตัวเล็กหอบมันเดินวนไปมาเพราะเลยเวลาฉายหนังมาสิบนาทีแล้ว แต่ยังคงไร้วี่แววการปรากฏตัวของคนชวน ออสโลเป็นคนส่งข้อความมาชวนเธอออกไปเดตด้วยกันในรอบหลายปี ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเป็นฝ่ายเข้าไปหาพ่อเธอถึงที่บ้านและออกปากขออนุญาตด้วยตนเอง แต่วันนี้กลับนัดมาเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านเขาดื้อๆ ช่างมัน...สำหรับเธอแล้ว ต่อให้ไกลกว่านี้ก็จะไป นัดไปดูหนังที่เชียงใหม่เธอก็จะไป...ถ้าคนชวนคือเขา ตื๊ดด... ตื๊ดด... เสียงโทรศัพท์ที่เอาแนบหูส่งสัญญาณให้รอสายจากอีกฝ่ายเป็นรอบที่ห้า ดวงตาคู่งามของร่างน้อยมองไปยังบันไดเลื่อนด้านหน้า เผื่อเขาจะปรากฏตัวให้เธอเซอร์ไพรส์ (ฮัลโหลมิริน...) เสียงจากปลายสายดังมากจนแทบไม่รู้ว่าเขาเพิ่งพูดอะไรออกมา เสียงของมันดังจนเธอเองคาดเดาไม่ถูกว่าเขาอยู่ที่ไหน “พี่โลอยู่ไหนคะ?” (มิรินเข้าไปรอในโรงหนังก่อน เดี๋ยวพี่ตามไป) น้ำเสียงของอีกฝ่ายกระหืดกระหอบดังแว่วมาอย่างเห็นได้ชัด เขาเองก็คงรีบมาหาเธอเช่นกัน “ตั๋วอยู่กับมิริน แล้วพี่จะเข้าไปยังไง” เธอห่วงเรื่องนี้เช่นกัน ต่อให้เขาซื้อตั๋วตามเข้ามาก็ต้องนั่งแยกกันอยู่ดี (...ฝากไว้กับพนักงาน แค่นี้ก่อนนะ!) ติ๊ด! มิรินยอมเดินเข้าไปในโรงหนังตามที่เขาบอก แม้ในใจจะรู้อยู่แล้วว่าเขาคงมาไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้นก็คาดหวังทุกช่วงจังหวะที่นั่งกอดถังป็อบคอร์นภายในโรงหนังรอบบ่าย ทั้งในตอนที่ภาพยนตร์กำลังฉายฉากบู๊เลือดสาด เธอก็หวังให้เขามาทันและปลอบโยนเธอเอาไว้ว่า ‘ไม่ต้องกลัว’ หรือแม้กระทั่งฉากโรแมนติกในฉากจบของเรื่องที่พระเอกคุกเข่าขอนางเอกแต่งงาน เธอเองก็คาดหวังว่าเขาจะเข้ามาทันดูฉากนั้นด้วยกัน 19.00น. ลูกสาวมาเฟียนั่งบนเบาะหน้าช่องขายตั๋วพร้อมกับตั๋วอีกใบที่ไม่ผ่านการใช้งาน เธอเดินไปขอมันคืนจากพนักงานขายตั๋วเก็บเป็นที่ระลึกและนั่งรอเขามารับอยู่ตรงนั้น ความโกรธที่มีมากในตอนแรกคิดไปต่างๆ นานาว่าจะด่าคนอย่างเขาอย่างไรดี จะอาละวาดแล้วถามถึงเหตุผลของการมาสายขนาดนี้เลยดีไหม แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่โผล่หัวมา ชัดเจนแล้วว่าเธอไม่ได้สำคัญกับเขาเหมือนเมื่อก่อน มือที่กำลังจะกดโทรออกเรียกคนขับรถมารับหยุดชะงัก ปกติหากออสโลเป็นคนขออนุญาตพาเธอออกมาข้างนอก เขาจะเป็นคนส่งเธอถึงบ้านด้วยตนเองทุกครั้ง การกลับโดยให้คนของตนเองมารับอาจทำให้บิดาไม่พอใจและกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกับครอบครัวฝั่งเขา คนตัวเล็กจึงตัดสินใจเปิดแอปพลิเคชันและเรียกแท็กซี่แทน ร่างเล็กกะทัดรัดเดินลงไปยืนรอที่จุดนัดหมายไม่เกินสิบนาทีรถแท็กซี่สีชมพูก็มาจอดรับ “ตามหมุดนะครับลูกค้า” “ค่ะ” มิรินตอบส่งๆ และเหม่อมองท้องฟ้าด้านนอก ในหัวมีแต่เรื่องของเขาเต็มไปหมด เธอควรทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเขาและตนเองเสียทีหรือควรให้โอกาสเขาอีกครั้ง เธอเคยได้ยินสำนวนที่กล่าวว่า ‘ผิดเป็นครู’ และหากเทียบความผิดของเขากับเรื่องดีๆ ที่เขาปฏิบัติกับเธอมาทั้งชีวิต แค่นี้ก็คือว่าเล็กน้อย หากกลั้นใจปล่อยผ่าน อีกไม่นานเธอก็คงลืมได้เอง “มาเที่ยวไกลจังเลยนะครับ...” เสียงจากคนขับเรียกเธอให้หันกลับมาสนใจปัจจุบัน และรู้สึกตัวอีกครั้งที่นี่กลับไม่คุ้นตาเอาเสียเลย “ถึงไหนแล้วคะ?” “ใกล้แล้วครับ ผมพามาทางลัด” รอยยิ้มที่มองผ่านกระจกมองหลังทำให้เด็กสาวรู้สึกกลัวขึ้นจับใจ สัญชาตญาณสั่งให้หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาเปิดจีพีเอสนำทางก็พบว่าเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปห่างจากบ้านไปคนละทิศละทาง “ช่วยจอดปั๊มข้างหน้าให้ทีค่ะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าต้องไปหาเพื่อนก่อน” “อ้าว งั้นให้ผมไปส่งไหมครับ?” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ จะโทรเรียกเพื่อนมารับ” เธอกดโทรศัพท์หาออสโลเพราะเป็นเบอร์ล่าสุดที่โทรออก ‘บริการฝากหมายเลขโทรกลับ...’ ออสโล!! “เพื่อนไม่รับสาย งั้นให้พี่ไปส่งไหมครับ” คราวนี้สรรพนามที่คนขับใช้เรียกแทนตนเองเปลี่ยนไป อีกทั้งการชะลอความเร็วรถจอดข้างทางในซอยเปลี่ยวไร้ผู้คน มองไปทางใดก็มีเพียงป่าละเมาะและพงหญ้ารกชัฏยิ่งทำให้เด็กสาวเกิดความกลัวจับขั้วหัวใจ “จอดทำไม!!” “ก็น้องบอกให้พี่จอด ก็นึกว่าอยากโดนตรงนี้” เจ้าร่างสูงใหญ่ดับเครื่องลงจากรถลงมาเปิดประตูด้านหลังคนขับ คนตัวเล็กรวบรวมแรงทั้งหมดใช้สองเท้าถีบเข้าที่กลางอกของคนขับจนล้มหงายหลัง พร้อมกับกระโดดเหยียบซ้ำกลางลำตัว แบบนี้คงใช้เวลาพักใหญ่กว่ามันจะลุกขึ้นมาได้ “กรี๊ดด!!” เด็กสาววัยสิบแปดกำโทรศัพท์วิ่งหนีไปข้างหน้าสุดชีวิต เธอกรีดร้องเสียงดังไปตลอดทางหวังให้ใครสักคนผ่านมาได้ยิน ในขณะที่ดวงตาก็เพ่งมองไปยังจีพีเอสบนหน้าจอค่อยๆ ขยับตามเวลาวิ่ง อีกสามร้อยเมตรถึงปั๊มน้ำมัน!! พร้อมกับเสียงรถยนต์ที่กำลังขับตามมาไม่หยุด “ช่วยด้วยค่ะ!! ช่วยด้วย!!” ปิ๊นๆ รถแท็กซี่สาดไฟหน้าขับตามหลังมาทำเอาขาที่ไม่ค่อยได้ออกแรงสับฝีเท้าวิ่งสุดกำลัง อะดรีนาลีนหลั่งจนเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาไม่รู้แต่ตอนนี้เธอวิ่งเข้ามาถึงเขตปั๊มแล้ว มิรินวิ่งตรงเข้าไปในมินิมาร์ตข้างใน ไล่เลี่ยกับมันที่ขับรถมาจอดรออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแต่ไม่กล้าเข้ามา จึงได้แต่เดินวนรอให้เธอออกไป คนตัวเล็กตัดใจเลิกโทรหาไอ้ผู้ชายพึ่งพาไม่ได้ เปลี่ยนเป็นการโทรหาลุงบูรณ์คนขับรถประจำบ้านแทน “ฮะ ฮัลโหล ลุงบูรณ์มารับมิรินหน่อยได้ไหมคะ?” (ตอนนี้คุณหนูอยู่ที่ไหนครับ?) ใบหน้าเล็กมองซ้ายมองขวา เธอเองก็ไม่รู้ว่าถนนเส้นนี้เรียกว่าอะไร “เดี๋ยวมิรินส่งพิกัดให้ รีบมาได้ไหมคะ?” ลูกสาวมาเฟียพยายามผ่อนปรนลมหายใจให้เป็นปกติ ทั้งตอนนี้เส้นเลือดในสมองเต้นดังตุ๊บๆ จนแทบระเบิดออกมา (ครับ ไม่มีปัญหาครับ) ลุงบูรณ์วางสายไปแล้ว มิรินจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินวนไปวนมาในร้านฆ่าเวลา และเมื่อแอบมองไปด้านนอกก็พบว่าแท็กซี่คันนั้นหายไปแล้ว มันคงกลัวว่าเธอจะแจ้งความ ทั้งที่จริงเธอแจ้งความไม่ได้ บอกใครไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะหากทำแบบนั้น พ่อของเธอกับพ่อของเขาทะเลาะกันแน่ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นลุงบูรณ์ก็มารับกลับบ้าน แม้จะถูกถามว่าทำไมมาในที่เปลี่ยวขนาดนี้ได้ ลูกสาวมาเฟียก็ได้แต่บอกว่าหลงทางและถูกแท็กซี่ปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊ม น่าเจ็บใจกว่านั้นคือการที่ออสโลไม่โทรกลับหาเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่เธอเห็นเขาเป็นที่พึ่งแรกในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แบบนี้จะฝากชีวิตไว้กับเขาได้ยังไงเมื่อถึงวัยที่ลูกชายทั้งสองเข้าโรงเรียน มิรินกับออสโลก็มีเวลาใช้ชีวิตฉันสามีภรรยามากขึ้น ภายหลังจากไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้า เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาส่วนตัวของคนทั้งสอง อย่างเช่นในเช้าวันนี้ ทั้งคู่ตัดสินใจออกมาเดตกันที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และโชคดีที่วันนี้เป็นวันปกติคนจึงมีเพียงประปรายไม่สร้างความอึดอัดใจให้กับมาเฟียโลกส่วนตัวสูง มิรินจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่มิรินอยากไปสวนสนุกกันสองคน แต่ออสโลไม่อยากเสียเวลาต่อคิวนั่งเครื่องเล่นและเดินเบียดเสียดผู้คน สามีของเธอแก้ปัญหาด้วยการให้ลูกน้องโทรไปติดต่อเช่าสวนสนุกเพื่อเล่นกันสองต่อสอง จะบ้า วังเวงเหมือนผีจะหลอก คนตัวเล็กเดินจูงมือสามีเดินดูปลาไปตามอุโมงค์ทางเดินใต้สมุทรที่ทอดเป็นแนวยาว น่าแปลกที่เขารู้จักปลาหลายชนิดโดยเฉพาะตระกูลฉลาม “เธอรู้จักฉลามเยอะดีจัง” “ป๊าชอบฉลาม เค้าถูกพามาดูฉลามตั้งแต่เด็ก ฟังเรื่องเกี่ยวกับฉลามไม่รู้กี่ร้อยรอบ” เขาตอบทั้งที่มือยังจับโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายปลาไปฝากลูกไม่หยุด เมื่อก่อนโทรศัพท์ของมาเฟียใหญ่อย่างออสโลมีแค่เธอกับแพทริเซีย แต่ตอนนี้พื้นที่ในคลาวด์ของเขาถูกแบ่งให้ลูกน้อยทั้งสองเพิ่มเข้ามา นอกจากน
เขาถูกลูกชายคนเล็กโกรธอย่างไม่ต้องสงสัย ผ่านไปสามวันหลังจากตัดผมให้ลูก ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน น้องพีร์เป็นต้องกอดอกเชิดหน้าใส่พร้อมกับส่งเสียง ‘หงึกๆ’ ใส่เป็นการแสดงออกว่าโกรธพ่อนิสัยส่วนนี้ลูกได้เมียมาเต็มๆ เรื่องขี้งอน งอนเก่งต้องยกให้ทั้งแม่ทั้งลูกจริงๆต่างจากน้องไพร์มที่มีปู่เป็นไอดอล ลูกจึงพยายามคีพลุคท่าทางสุขุมเหมือนปู่ตลอดเวลาวันนี้ครอบครัวของเขามีนัดดูโรงเรียนให้ลูกชายคนโต แม้ตั้งใจจะให้ลูกทั้งสองคนเรียนที่เดียวกับหลานๆ ลูกของน้องสาว แต่ถึงอย่างนั้นออสโลก็ให้สิทธิ์ลูกชายเป็นคนตัดสินใจน้องไพร์มอายุสามขวบครึ่ง ทั้งตนและภรรยาเห็นพ้องต้องกันว่าวัยสี่ขวบคือวัยที่เหมาะแก่การเรียนชั้นอนุบาล ต่างจากบ้านของซิดนีย์ที่ส่งลูกสาวคนโตเข้าเรียนอนุบาลตั้งแต่สามขวบ“ความจริงเราน่าจะให้พี่ไพร์มเข้าเรียนพร้อมจีนี่นะคะ มีอะไรจะได้ดูแลกัน” แม้จีนี่จะเกิดก่อนไพร์มสองเดือน ทว่าหลานสาวคนนั้นกลับมีความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุไปมาก น่าจะเป็นพี่พึ่งให้กับลูกชายที่ดูนุ่มนิ่มของตนเองได้“มะ ไม่เอา ไพร์มไม่ชอบจีนี่” ลูกชายซึ่งนั่งบนเบาะคาร์ซีตโพล่งขึ้น เมื่อได้ยินว่ามารดาอยากให้เข้าเรียนพร้อมลูกพี่ลู
สองปีต่อมามาเฟียหนุ่มยืนเช็ดอุปกรณ์ตัดผมเด็กแต่เช้าด้วยสีหน้าสุดเซ็ง เนื่องจากเมื่อคืนในจังหวะที่กำลังจะเคลิ้มหลับนั้น ภรรยาสาวตัวน้อยกลับสะกิดจนต้องรีบลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างมีความหวัง ออสโลในวัยสามสิบนึกว่าจะจัดกิจกรรมเข้าจังหวะกับเธอขา หลังจากห่างหายไปนานนับตั้งแต่อุ้มท้องน้องพีร์ลูกชายคนเล็กแต่คำพูดเสียงออดเสียงหวานที่เอื้อนเอ่ยออกมา ทำเอาคุณพ่อลูกสองอย่างเขานอนตาค้างจนเช้า‘ผมน้องพีร์ยาวแล้ว ปะป๊าตัดผมให้ลูกหน่อยสิคะ’น้องพีร์ได้นิสัยหวงตัวมาจากเขาเต็มๆ โดยเฉพาะส่วนหัว นอกจากมิรินและเขาลูกไม่ยอมให้ใครจับ แม้แต่น้องไพร์มผู้เป็นพี่ชายก็ไม่ได้สิทธิ์นั้นสี่เดือนก่อนออสโลตัดผมลูกด้วยตนเองเป็นครั้งแรก น้องพีร์โกรธพ่อจนไม่ยอมให้เขาอุ้มเป็นอาทิตย์ คราวนี้เมียจ๋ากลับสั่งให้เขาตัดผมลูกอีกด้วยการอ้างเหตุผลที่ว่า‘ไม่อยากถูกลูกโกรธ’คนที่รับบทโจรจึงเป็นคุณพ่อตัวโตอย่างช่วยไม่ได้“หน้าหงิกแต่เช้าเลยนะคะ ปะป๊าสุดหล่อ”ตัวต้นเรื่องเดินเข้ามาสวมกอดออดอ้อนในขณะที่มาเฟียหนุ่มนำเครื่องตัดผมออกมาเช็กให้แน่ใจว่าปลอดภัยกับเด็กเล็ก แม้เขาจะเคยตัดผมให้กับทั้งน้องไพร์มและน้องพีร์มาแล้ว แต่คนเป็
ชีวิตคู่เข้าสู่ปีที่สองอย่างลงตัว ลูกชายตัวน้อยคลอดออกมาแข็งแรงแถมยังจ้ำม่ำน่าเอ็นดูจนต้องรีบกลับบ้านไปกัดแขนป้อมๆ นั่นทุกวันน้องไพร์มเป็นเด็กเลี้ยงง่าย อายุแค่หนึ่งขวบแต่รู้ความและเชื่อฟังปะป๊าอย่างเขาที่สุดปกติหากต้องเข้ามานั่งทำงานในออฟฟิศ มาเฟียหนุ่มจะเปิดกล้องส่องแมวเอาไว้คอยดูลูกชาย บางทีก็แอบเปิดไมค์เรียกชื่อลูกให้เด็กน้อยมองหาต้นตอของเสียงเป็นการกลั่นแกล้งเบาๆ แลกกับการถูกภรรยาขาดุเสียงแหลมแต่วันนี้การประชุมยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงสายเถียงกันไม่จบไม่สิ้นจนต้องต่อช่วงบ่าย กว่าจะได้ออกจากห้องประชุมก็เกือบบ่ายสาม ออสโลถือว่าวันนี้เขาทำงานเต็มที่แล้ว และอีกสองชั่วโมงจะถึงเวลาเลิกงานตามปกติกลับบ้านดีกว่าเท้าที่เพิ่งก้าวเข้าห้องทำงานตนเองหมุนกลับแล้วเดินออกไปด้านนอก เห็นลูกน้องที่เข้ามาช่วยงานจิปาถะหลังจากกันภัยถูกแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านการเงินกำลังยืนเหม่อหลังออกจากห้องประชุม ก็รีบกวักมือเรียกให้เข้ามาหา“นที ขนมลูกกูอยู่ไหน” เขาถามถึงของฝากที่ต้องมีให้ลูกชายทุกวันหากออกจากบ้านลูกน้องหนุ่มทำหน้าตาเลิ่กลั่กชั่วครู่ ตั้งสติได้จึงรีบวิ่งไปหยิบจากตู้เย็นใน Pantry Room มาถื
หลายเดือนต่อมาพิธีวิวาห์ผ่านพ้นไปได้อย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นการเกี่ยวดองระหว่างสองตระกูลทรงอิทธิพล การแต่งงานของสองทายาทธุรกิจใหญ่เป็นข่าวในหน้าข่าวเศรษฐกิจหลายวัน แถมยังมีนักข่าวคอยดักทำข่าวของทั้งคู่ จนคนรักความเป็นส่วนตัวอย่างออสโลหงุดหงิดไปหลายวันแม้จะอยากบินไปใช้เวลาส่วนตัวลำพังขนาดไหน แต่ความหวานชื่นที่ตระเตรียมแพลนเอาไว้ก็ต้องหยุดชะงักชั่วคราว เพราะนอกจากออสโลที่เพิ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งผู้บริหารจนไม่อาจแบ่งเวลาพาภรรยาสาวตัวน้อยไปฮันนีมูนด้วยกันได้ มิรินยังเริ่มมามีอาการแพ้ท้องหนักหลังผ่านเข้าเดือนที่สี่จนไม่สามารถออกจากบ้านได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ยังมีความสุขในการใช้ชีวิตในแต่ละวันร่วมกัน กินข้าวด้วยกันครบสามมื้อ เข้านอนและตื่นพร้อมกันจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันเช้านี้ก็เช่นกัน ทันทีที่มือหนากดปิดนาฬิกาปลุก ภรรยาตัวน้อยก็ค่อยๆ พยุงท้องตนเองซึ่งเริ่มขยายใหญ่ขึ้นมานั่งบนเตียงพร้อมกัน สภาพของมิรินงัวเงียตาแทบปิด แต่ถึงอย่างนั้นออสโลก็ยังเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ ที่ได้เห็นทุกวัน“อรุณสวัสดิ์ค่ะปะป๊า” ใบหน้าหวานยื่นหน้าเข้าประทับจูบลงบนแก้มสากเช่นทุกครั้งมิรินตั้งใจจะ
“น้องตีมิรินทำไม” คนเพิ่งมาถึงขมวดคิ้วยุ่ง ออสโลดุน้องสาวทางสีหน้าและแววตาชัดเจน “ถ้าโดนหลานขึ้นมาทำไง?”“โอ๊ย~! ประสาท! ผลักหัวเบาๆ มันจะไปสะเทือนถึงท้องได้ยังไงล่ะ อย่าเวอร์” ซิดนีย์พรูลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด จากนั้นจึงคว้าน้ำขึ้นมาจิบแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมมารับกันไวนักล่ะ บอกว่าจะมาตอนบ่ายสองไม่ใช่หรือไง”“งานเสร็จเร็ว” มาเฟียหนุ่มตอบคำถามของน้องสาวส่งๆ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจแฟนสาวของตนเอง โดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาทักทายอีกสองสาวที่นั่งร่วมโต๊ะ “เวียนหัวหรือเปล่าคะ? เค้าให้นิดทำยำแซลมอนกรอบที่ตัวเองอยากกินเอาไว้แล้ว เราจะกลับกันกี่โมงดี?”คำพูดของเขาถูกใจคนแพ้ท้องอย่างเธอนัก มิรินเผยรอยยิ้มหวานทันทีที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายให้สาวใช้ที่บ้านทำเมนูที่อยากกินเอาไว้ให้ ทั้งที่เธอเพิ่งจะบอกเขาก่อนนอนเมื่อคืน“กลับตอนนี้?” ออสโลเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของแฟนสาว ยกแขนให้เธอเกาะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อนกลับบ้านพร้อมกัน“เดี๋ยว~” ทว่าเสียงของไข่หวานกลับเรียกว่าที่น้องเขยเอาไว้ มิหนำซ้ำยังคว้าแขนน้องสาวตนเองเอาไว้แน่น “มิรินสั่งอาหารไปตั้งเยอะ ต้องอยู่ช่วยกันกินก่อน”ซิดนีย์ที่ได้ฟังก็รีบพยั







