LOGINหลังจากที่ใช้เวลาเก็บกวาดห้องเก็บของไปถึงสองชั่วโมง ฉันก็ได้ห้องใหม่ที่ทั้งสะอาดและน่าอยู่ “เธอคือหงส์ใช่ไหม?” เสียงแหบๆ ของผู้หญิงดังขึ้นที่หน้าประตูห้องที่ฉันเปิดค้างเอาไว้
“ค่ะ” ฉันหันไปตอบผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวได้เปรี้ยวเข็ดฟันสุดๆ เธอสวย หุ่นอวบอั๋น แถมท่าทางน่าจะใจดี ยืนส่งยิ้มหวานๆ มาให้
“ฉันชื่อลิชา เรียกเจ๊ลิก็ได้ พอดีคุณมอม้าให้มาช่วยพาเธอไปซื้อของใช้ส่วนตัวน่ะ” ผู้หญิงที่เพิ่งเรียกฉันเมื่อครู่แนะนำตัว พร้อมกับเดินเข้ามาภายในห้อง
“หงส์ค่ะ ขอฝากตัวด้วยนะคะเจ๊ลิ” ฉันยิ้มหวานแนะนำตัวกับลิชา
ลิชาพาฉันไปซื้อของที่ห้างไม่ไกลจากยุกกี้คาสิโนเท่าไหร่ เราใช้เวลาเดินทางแค่สิบห้านาทีด้วยการเดินเท้า และใช้เวลาเดินซื้อของอีกประมาณค่อนชั่วโมงได้ หมดเงินไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยๆ ทยอยคืนมอม้าแล้วกัน
“หงส์เอาของไปเก็บแล้วค่อยออกมาหาเจ๊ที่โซนบาร์นะ ถ้ามาไม่ถูกลองถามเด็กๆ ที่แต่งตัวเหมือนพนักงานเสิร์ฟเอาก็ได้”
“ค่ะ” ฉันพยักหน้าตอบลิชา ปลีกตัวเอาของเข้ามาเก็บในห้องนอนตามที่เธอบอก โชคดีที่ห้องเก็บของนี้มีห้องน้ำในตัวด้วย
“เป็นไงมาไงถึงได้มากับคุณมอม้าได้ล่ะ” หลังจากเดินเข้ามาถึงโซนบาร์ลิชาก็เอ่ยถามฉันแทบทันที
“พอดีหงส์มีหนี้บุญคุณต้องทดแทนคุณยูกิ แล้วโชคดีเจอกับพี่มอม้า เขาเลยพาหงส์มาที่นี่แล้วก็ช่วยพูดให้ได้ทำงานที่นี่อีกแรงค่ะ” ฉันเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ลิชาฟัง เพราะตอนไปห้างพวกเรามัวแต่เดินเลือกซื้อของแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลย
“เหมือนพรหมลิขิตเลยเนอะ ผู้หญิงตามหารักแท้”
“เจ๊คะ หงส์ว่ามันคนละเรื่องแล้วค่ะ หงส์บอกว่าจะมาตอบแทนบุญคุณไม่ได้ตามหารักแท้อะไรนั่นสักหน่อย” ฉันรีบอธิบายให้ลิชาฟังเพราะเธอกำลังจะเข้าใจเจตนาของฉันผิด
“ฮ่าๆ เออนั่นแหละ เจ๊พูดไว้เผื่อมันจะพลิกผลันยังไงล่ะ” ฉันส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับความคิดที่แสนจะเลยเถิดของเจ๊แสนสวยตรงหน้า
“เด็กเส้นอีกแล้วเหรอ ครั้งนี้สวยนี่” เสียงแหลมๆ ของผู้หญิงปากแดงๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งโต๊ะที่บาร์เหล้าที่ฉันกับลิชานั่งอยู่ก่อนหน้าเอ่ยขึ้น
“น้อยๆ หน่อยคำพูดคำจา” ลิชาว่าให้ผู้หญิงปากแดงที่เพิ่งมาถึง เธอเบะปากพร้อมจ้องมองฉันตาเขม็ง “หวังว่าจะไม่ได้มาอ่อยคุณยูกิหรือคุณมอม้าหรอกนะ”
ผู้หญิงคนเดิมยังคงเอ่ยน้ำเสียงกระแหนะกระแหนใส่ฉัน
“ไม่มีการมีงานทำหรือไง ถึงได้มาเที่ยวแขวะชาวบ้านเขา” ลิชาว่าให้ผู้หญิงคนเดิม “เปล่า! ก็แค่เตือนว่าอย่าคิดไปอ่อยใครเขาเข้า เดี๋ยวจะตายไม่รู้ตัว” เธอพูดพร้อมกับมองหน้าฉันขมึง ทำเหมือนเกลียดอะไรฉันมากทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะเคยเจอกัน
“ก็ดีนะที่หัดเตือนคนอื่น! แต่ฉันว่าหล่อนควรจะบอกตัวเองมากกว่ามั้งยัยจ๋า เพราะคนที่คิดจะทำแบบนั้นก็คงมีแค่หล่อนกับสมุนของหล่อนเท่านั้นแหละ”
“เจ๊!!”
หลังจากที่ทั้งสองคนกำลังสาดคำจิกกัดกันอย่างเมามันส์ ฉันบังเอิญมองขึ้นไปบนชั้นลอยเห็นผู้ชายผมชมพูกำลังจ้องเขม็งลงมายังโต๊ะที่พวกเราสามคนกำลังมีปากเสียงกัน
“เจ๊มีอะไรให้หงส์ช่วยทำหรือเปล่า” ฉันรีบละสายตาจากยูกิที่มองลงมารีบเข้าไปเขย่าแขนลิชาให้เธอละความสนใจจากจ๋าที่กำลังเถียงกันอยู่
“คุณมอม้ามอบหน้าที่ดูแลคุณยูกิให้เธอไม่ใช่เหรอ เรื่องในคาสิโนเธอไม่จำเป็นต้องทำหรอก ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของตัวเองให้ดีก็พอ”
ลิชาเตือนฉันด้วยแววตาเป็นห่วง ฉันพยักหน้ารับคำเจ๊แกแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นเพื่อไปยังห้องทำงานของเจ้านายที่เขาไม่ต้องการ
ก๊อกๆ
ฉันยืนเคาะประตูไม้สักอยู่สองสามที เพื่อรอเสียงอนุญาตจากเจ้าของห้อง แต่จนแล้วจนรอดคนที่ฉันรู้ว่าเขาอยู่ในห้องก็ไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมา
‘ขอแล้วนะ ไม่ยอมตอบเอง อย่ามาว่าที่หลังแล้วกัน’
ฉันบ่นๆ กับตัวเองเสร็จ เปิดประตูเข้าไปภายในห้องทำงานของยูกิ เดินไปไม่ถึงสามก้าวก็ต้องหยุดเท้ากึก เมื่อรู้สึกว่าข้างหลังตัวเองมีวัตถุแข็งๆ จ่ออยู่
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา” น้ำเสียงแข็งๆ เอ่ยถามฉัน ทำให้ขนในกายลุกชันกับลมหายใจเยือกเย็นที่เป่ารดต้นคอตัวเอง
“หะ หงส์เคาะแล้ว แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ แต่ก็ถือว่าขอ... อ๊ะ!”
ฉันที่ยังพูดไม่ทันจบดี คนเยือกเย็นที่เอาปืนจ่อหลังฉันอยู่ก็ผลักไหล่ฉันไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานเขาตามเดิม บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง แต่กลับชวนขนลุกซู่เพราะมันเย็นยะเยือกเหมือนอยู่ในป่าช้าที่แสนจะวังเวง
“จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ ไอ้มอม้าสั่งให้ทำอะไรบ้างล่ะ” หลังจากที่ภายในห้องเงียบไม่นาน ยูกิก็เอ่ยออกมาน้ำเสียงนิ่งๆ ปนเย็นชา
“เที่ยงนี้คุณยูกิจะทานอะไรเป็นพิเศษมั้ยคะ” ฉันเอ่ยถาม คนถูกถามแทนที่จะตอบ เขากลับเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารตรงหน้า จ้องหน้าฉันด้วยแววตาที่เดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
“เรื่องแค่นี้ต้องให้บอก?” เขาเอียงคอหน่อยๆ พร้อมกับเอ่ยแขวะฉันเสียงเรียบ
ฉันถึงกับอึ้งกับคำตอบของเขาที่สุดแสนจะกวนโอ๊ยสุดๆ
คนอุตส่าห์ถามดีๆ
[ครับ เฮียออกมาทำธุระ... เฮียม้าเอาไงกับ...]เหมือนจะได้ยินเสียงใครอีกคนเรียกมอม้าและถามความเห็นอะไรเขาสักอย่าง แต่เสียงนั้นมันลอดเข้ามาเบาๆ ทำให้ฉันจับใจความไม่ได้“เอ่อ ถ้ายุ่งอยู่ หงส์ขอคุยกับคุณยูกิได้ไหมคะ” ฉันลองเรียบๆ เคียงๆ ถามหาเจ้าของมือถือดู แต่กลับได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังกลับมา[…]“ถ้าคุณยูกิไม่ว่าง หงส์ไม่กว...” ฉันกำลังจะบอกว่าไม่รบกวนเขาแล้วหากเจ้านายเขาไม่คุยกับฉันแต่มอม้ากลับพูดแทรกขึ้นมา[คุณไฉ่หงมาที่ที่หนึ่งได้ไหมครับ เดี๋ยวผมส่งคนไปรับ]“คือ หงส์ออกไปไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันจะบอกเขาดีไหมนะว่าเจ้านายเขาขังฉันไว้ไม่ให้ออกไปไหนแบบนี้[แต่มันสำคัญมาก ผมอยากให้คุณไฉ่หงมาที่นี่และตอนนี้!] เสียงมอม้าดูหดหู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เรียกให้หัวใจฉันเต้นกระหน่ำปนวูบไหวไปด้วย“คือ หงส์ออกจากห้องตัวเองไม่ได้” ฉันลองบอกมอม้าถึงสิ่งที่ขัดขวางฉันสู่โลกภายนอกอีกครั้ง[ไอ้เฮียขังคุณไฉ่หงไว้สินะ] เหมือนมอม้าจะรู้จักเจ้านายเขาดี คำพูดก่อนหน้าไม่น่าจะใช่คำถามสำหรับฉัน เขาน่าจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า“…” ฉันเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรออกไป ในเมื่อมันเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ[ไม่เป็นไร เดี๋ยวผม
“เออๆ” ผมหันกลับไปพยักหน้าให้น้องชาย พร้อมกับสูดลมเข้าปอดเพื่อระงับสติอารมณ์ของตัวเองแอ้ด... เสียงประตูห้องฉุกเฉินดังขึ้น“คนไหนญาติคนไข้ครับ” เสียงหมอท่านหนึ่งถามขึ้น ผมรีบวิ่งไปเกาะแขนท่านเขย่าๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงสั่นหน่อยๆ“ผมเป็นลูกน้องคนสนิทคุณยูกิครับ คนไข้ปลอดภัยใช่ไหมครับ” พูดไปเขย่าร่างกายหมอที่เป็นเจ้าของไข้เฮียยูกิไปพลางๆ“ใจเย็นๆ นะครับ ตอนนี้เราผ่ากระสุนออกได้สำเร็จแล้ว คนไข้เสียเลือดมากแต่โชคดีที่เป็นกรุ๊ปเลือดปกติที่ทางโรงพยาบาลเรามีสำรองเยอะ ตอนนี้ก็แค่ให้คนไข้นอนพักฟื้นอีกสักสามชั่วโมง หากไม่มีอาการติดเชื้อเราจะย้ายคนไข้ไปห้องพักฟื้นปกติอีกทีครับ” หมอคนไข้เฮียยูกิเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม แม้บนใบหน้าท่านจะดูเหนื่อยล้า“ขอบคุณมากครับหมอ ผมเข้าไปเยี่ยมได้ไหมครับ” ผมเอ่ยถามหมอด้วยความร้อนใจ ผมอยากเห็นกับตาว่าไอ้เฮียมันปลอดภัยจริงๆ“ตอนนี้ยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมนะครับ ไว้รออีกสามชั่วโมงหลังหมอตรวจอาการอีกทีจะให้เข้าเยี่ยมครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวก่อนนะครับ”ผมถึงกับคอตกแต่ก็ยอมพยักหน้ารับคำหมอ และปล่อยมือออกจากร่างกายท่านเพื่อให้กลับไปทำหน้าที่ตามเดิม“เอาน่าเฮียม้า ตอนนี้ไอ
ก๊อกๆ“มีใครอยู่ข้างนอกมั้ย ได้ยินฉันหรือเปล่า” อัปจนหันทางที่จะติดต่อยูกิแล้วจริงๆ ในเครื่องฉันก็มีแค่เบอร์เฮียเทียน ยูกิ และเฉินฮ่งที่เพิ่งบันทึกไว้ครั้นโทรหาพี่ชายตัวดีในยามคับขันก็ไม่มีคนรับสายเช่นกันหลังจากลองเคาะประตูห้องนอนยูกิไปพักใหญ่ๆ ปรากฏว่าทุกอย่างเงียบงัน ไม่มีใครส่งเสียงตอบกลับมาสักคน ฉุกคิดขึ้นได้ตอนที่ยูกิพาฉันมาที่ห้องนอนเขามีประตูเชื่อมที่ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ เลยเลือกใช้เส้นทางนั้นเชื่อมไปยังห้องนอนของตัวเอง เผื่อว่ายูกิจะไม่ได้ล็อกประตูห้องฉันจากทางด้านนอกเหมือนห้องของเขาแกรกๆยูกิรอบคอบเกินไปแล้ว เขาปิดทางหนีของฉันทุกทาง แม้แต่ห้องนอนฉันเขาก็ล็อกมันไว้จากทางด้านนอกปังๆ ฉันลองเคาะประตูห้องตัวเองอีกครั้ง“คุณไฉ่หงต้องการอะไรหรือเปล่าครับ” ครั้งนี้ได้ผล มีเสียงถามออกมาจากหน้าห้องฉันดังขึ้น“คือ หงส์” แต่พอจะเอ่ยถามถึงเจ้านายพวกเขาลิ้นกลับชาหนึบขึ้นมาทันที แต่ก็แค่ชั่วครู่ เพราะความเป็นห่วงมันมีมากกว่าทิฐิพวกนั้น“ฉันอยากพบคุณยูกิ” ฉันบอกความต้องการของตัวเองออกไป“คุณยูกิออกไปทำธุระยังไม่กลับ ไว้พรุ่งนี้เช้าผมจะเรียนท่านให้นะครับ”เสียงลูกน้องคนเดิมเอ
“เฮีย” ไอ้มอม้าวิ่งมาหาผมที่ตอนนี้ค่อยๆ กวาดตามองดูความผิดปกติรอบๆ พื้นที่ “พวกมันไปแล้ว ไม่มีใครบาดเจ็บก็ดีแล้ว”ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีที่ลูกน้องผมคัดมาแต่คนที่ว่องไว มีฝีมืออยู่บ้างเลยหลบห่ากระสุนนั้นได้ทัน“เฮ้ย! เลือด” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อไอ้มอม้าตะโกนเหมือนใครได้รับบาดเจ็บ“ไอ้ใบไม้! ไอ้เฮียถูกยิง!!” ผมได้ยินเสียงมอม้าตะโกนเรียกน้องมันผมเนี่ยนะถูกยิง? บ้าไปแล้ว ไม่เห็นรู้สึก จะ เจ็บตรงไหนเลย“อึก เชี่ย!”เพราะคำพูดไอ้มอม้าทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกถึงความเหนียวหนืดของๆ เหลวบางอย่างกำลังไหลออกมาแถวๆ ซี่โครงทางด้านขวาโดนยิงตอนไหนวะ? ผมว่าเมื่อกี้ผมหลบทันนะ ไอ้กระสุนนัดที่มันดังขึ้นก่อนที่ผมจะล้มโต๊ะเป็นเกราะกำบังน่ะ“ไปเอารถมาสิวะ มัวชักช้าทำซากอะไร!” เสียงใครสักคนดังขึ้นเหมือนจะอยู่ใกล้ๆ แต่มันกลับดังเหมือนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไกลออกไปเรื่อยๆ‘ไฉ่หง’วูบหนึ่งผมคิดถึงใบหน้าสวยหวานของเธอ คนที่หัวใจผมร่ำร้องอยากกลับไปหาเธอให้เร็วที่สุด[End part]เพล้ง~“อ๊ะ!”อะไรกัน นี่ฉันเหม่อลอยถึงขนาดทำแก้วน้ำหลุดมือหล่นแตกเลยงั้นเหรอเมื่อกี้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ภายในห้องนอนของยูกิยังคงมีแ
“ก็แล้วแต่จะคิดว่ะ มึงลองพนันกันไหมล่ะ” ผมลองไซโคไอ้ดำดูเผื่อมันจะไขว่เขวไปกับผม “พนันอะไร?” มันถามกลับแทบทันควันหึ! ไอ้นี่มันกล่อมง่ายจริงๆ ถึงว่าได้เป็นแค่เด็กเดินยานรกนั่นไปวันๆ“กูพนันว่าถ้าพวกมึงจนมุม ไอ้นายใหญ่อะไรนั่นของมึงไม่ยื่นมือมาช่วยแน่ๆ”ผมใช้มือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง ทำท่าทางกวนส้นไอ้ดำเล่นๆ‘อีกสามก้าว พวกผมจะเข้าประชิดตัวเป้าหมาย’เสียงรายงานของมอม้าดังขึ้น “หึ!” ผมถึงกับกลั้วหัวเราะในลำคอพวกสามคนที่คุมตัวพวกใบไม้ไว้ก็แค่หมากตัวหนึ่งเหมือนกัน พวกมันคงเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ข้างหลังปล่อยโล่งไม่มีความระมัดระวังนายใหญ่ของไอ้ดำมันคงกำลังดูเชิงกลยุทธ์ของผม“มึงเลิกพูดจาวกไปวนมา เดี๋ยวจะไม่ได้ตายดี” ไอ้ดำดูอารมณ์เสียขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผมเอาแต่ลอยหน้าลอยตา ดุนลิ้นในกระพุ้งแก้ม เล่นจ้องตากับมัน“ก็ได้! งั้นก็เข้าเรื่องเลยแล้วกัน”ผมหยักหน้าหนึ่งครั้ง พวกไอ้มอม้าก็เข้าประชิดตัวสามคนที่คุมตัวใบไม้กับลูกน้องมันได้สำเร็จ จากนั้นไม่นานคนของผมที่ซุ่มอยู่รอบๆ ประมาณสิบกว่าคนก็ออกจากที่ซ่อนยืนล้อมพวกไอ้ดำไว้โดยที่มันทำอะไรไม่ทันการ“เวรเอ๊ย!” เสียงสบถไอ้ดำกับ
[Yuuki’s part]“ไง! โผล่หางมาได้แล้วเหรอมึง”“เฮ้ย! มึงเป็นใครไอ้หัวชมพู”“ยูกิ!!”ผมไม่สนใจเสียงลูกกระจ๊อกไอ้ดำที่มันถามว่าผมเป็นใคร แต่ผมสนใจไอ้คนที่มันเรียกชื่อผมมากกว่า “ยังจำชื่อกูได้นี่” ผมยังคงใช้น้ำเสียงยียวนใส่มันแผนของผมก็ไม่มีอะไรมาก หลังจากที่ผมหลอกล่อให้พวกไอ้ดำมารวมตัวกันล้อมผมไว้ ทีมใบไม้ที่อยู่ใกล้บันไดขึ้นชั้นสองจะค่อยๆ ลอบเข้าไปช่วยตัวประกัน ซึ่งผมเดาว่าด้านบนไม่น่าจะมีลูกน้องไอ้ดำเฝ้าอยู่ เพราะดูจากโครงสร้างตึกแล้ว ทางขึ้นทางลงมีเพียงแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น“กูจำมึงได้ขึ้นใจเลยล่ะ” น้ำเสียงเคียดแค้นถูกส่งผ่านไรฟันออกมา“แค้นกูว่างั้น?” ผมยังคงยั่วโมโหไอ้ดำไปเรื่อยๆ ทำให้ลูกน้องมันอีกสี่ห้าคนลุกขึ้นมายืนข้างๆ ลูกพี่พวกมันเพื่อเตรียมพร้อมนั่นแหละดีมาก! ผมคิดในใจพวกมันไม่ระวังหลัง ไม่มีใครมองไปทางบันไดทางขึ้นชั้นสองสักคน ถือว่าเป็นโอกาสดีที่พวกใบไม้จะบุกขึ้นไปช่วยตัวประกัน“มึงลองให้กูควักลูกตามึงมาแลกกันดูมั้ยล่ะ!” มันตวาดถามผมดังลั่นมันคงคิดว่าแค่เพิ่มระดับเสียงมันจะดูน่ากลัวและผมจะสั่นไหวสิท่า‘เฮียอย่ายั่วโมโหมันมาก อย่าเฟี้ยวเกิน’เสียงมอม้าเตือนผมทางเครื่อง







