Masuk“อย่าเสนอหน้าเข้ามาพื้นที่ส่วนตัวฉันอีกเป็นครั้งที่สอง” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมที่ดังรอดไรฟันนั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับแววตาที่เหมือนราชสีห์กำลังอยากฉีกกระชากร่างของเหยื่อที่ไม่มีค่าตรงหน้า “หงส์เป็นห่วงนี่คะ ว๊าย!” แค่เอ่ยคำว่าเป็นห่วงแค่นี้ คนใจร้ายถึงกับผลักฉันล้มลงพื้นอีกครั้ง “เก็บความเป็นห่วงของเธอไว้ตรงนั้นแหละ ฉันไม่เคยอยากได้ไอ้ความเป็นห่วงจากผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น” ‘คนไม่มีสิทธิ์ ต่อให้ดิ้นให้ตายยังไงมันก็ไม่มีสิทธิ์อยู่วันยันค่ำ จำใส่หัวสมองน้อยๆ ของเธอเอาไว้ไฉ่หง’
Lihat lebih banyak@Hongkong เขต Kwai Tsing
แฮ่ก แฮ่ก~
ตึก ตึก ตึก
“คุณหนูครับ ไหวมั้ยครับ”
เสียงใคร? เหมือนฉันได้ยินเสียงคนพูดอยู่ข้างๆ หูฉันได้ยิน สมองฉันรับรู้ แต่ทำไมจิตใจฉันมันถึงได้เลื่อนลอยแบบนี้กัน
“เดี๋ยวเรือลำนี้จะพาเราไปที่ท่าเรือประเทศไทย พอถึงที่นั่นผมรับรองคุณหนูต้องปลอดภัย” ปลอดภัยเหรอ? เขาหมายถึงอะไร ปลอดภัยจากอะไร
สองตาที่เลื่อนลอยของตัวเอง หันไปจ้องมองผู้ชายที่เรียกฉันว่าคุณหนูที่กำลังนั่งพื้นที่กำลังโคลงเคลง “คุณเป็นใคร?” ฉันเอ่ยถามคนที่นั่งข้างกาย คนได้ฟังถึงกับเบิกตากว้าง คิ้วขมวดเข้าหากันแลดูยุ่งเหยิง
“คุณหนูจำผมไม่ได้เหรอครับ ผมฉิงเฉา ลูกน้องคนสนิทคุณพ่อคุณหนูไง”
ฉิงเฉา? เหมือนจะคุ้น แต่ก็ไม่เห็นจะจำได้ เมื่อพยายามครุ่นคิดอยู่นานสองนาน แต่กลับไม่พบชื่อนี้ในหัวเลยแม้แต่น้อยจึงได้แต่ส่ายหัวไปมาตอบเขาไป
“ซวยแล้ว!” ฉิงเฉาทำหน้าแตกตื่น เหงื่อแตกพลั่กพร้อมกับสบถออกมาเสียงเบาหวิว “คุณหนูชื่ออะไรจำได้ไหมครับ”
ชื่อฉันเหรอ? ทำไมแม้แต่ชื่อตัวเองฉันก็ต้องคิดมากขนาดนี้นะ
“โอ๊ย! ไม่รู้ ปวดหัว” ฉันใช้สองมือกุมขมับทั้งสองข้าง ก้มหน้างุด วางหน้าผากมนไว้บนเข่าทั้งสองข้าง พร้อมกับส่ายหัวไปมาบนเข่าบางนั้น
“ใจเย็นๆ ครับคุณหนู ไม่ต้องคิดแล้ว เดี๋ยวผมบอกเอง”
ฉิงเฉารีบดึงมือทั้งสองข้างของฉันออก เขาเลื่อนมือหนาใหญ่มาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเพื่อที่จะหยุดอาการดิ้นให้หยุดลง
“ฉัน ชื่อฉันล่ะ” ปากเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง เพราะกลั้นก้อนสะอื้นจากอาการปวดหัวก่อนหน้านี้ สองตาพล่ามัวปรือตามองหน้าคนที่เรียกตัวเองว่าคุณหนูเขม็ง
“คุณหนูชื่อ หลัน ไฉ่หง อายุย่าง 21 พ่อคุณหนูเป็นคนฮ่องกง ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย และพวกท่านเป็นคนดี คุณหนูจำไว้เท่านี้ก็พอแล้วครับ”
‘หลัน ไฉ่หง’ ฉันทวนชื่อนี้ในใจ ชื่อเพราะดีนะ แต่ทำไมฉันถึงนึกหน้าตาพ่อแม่หรือแม้แต่เรื่องราวของพวกท่านไม่ได้เลยล่ะ
“แล้วป๊ากับแม่หงส์ล่ะ” นึกเรื่องนี้ได้เลยรีบเอ่ยถามฉิงเฉา
“เรือเทียบท่าแล้วครับ ไว้เดี๋ยวเราหาที่พักที่ไทยก่อน แล้วผมจะเล่าเรื่องคุณท่านทั้งสองให้คุณหนูฟังทีหลัง” ฉิงเฉาตอบปัด
เขาค่อยๆ พยุงตัวฉันขึ้นแล้วพาเดินลงจากเรือขนาดใหญ่ ขอเดาว่าน่าจะเป็นเรือขนส่งสินค้ามากกว่าเรือท่องเที่ยว เพราะมันมีแต่ลังตู้คอนเทนเนอร์ และกล่องไม้ขนาดใหญ่เต็มท้องเรือไปหมด
‘ทำไมภาพพวกนี้มันดูชินตาจัง’
@ประเทศไทย
“เช่าห้องเดียวสงสัยเป็นคู่ผัวเมียมาท่องเที่ยวกันสินะ”
ฉันยืนมองฉิงเฉาที่ยืนคุยกับเจ้าของห้องเช่าหลังเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือที่พวกเราเพิ่งลงมาเมื่อก่อนหน้า
“ไม่ต้องยุ่ง! เท่าไหร่” ฟังจากน้ำเสียงเหมือนฉิงเฉากำลังหงุดหงิดผู้ชายร่างท้วมที่น่าจะเป็นเจ้าของที่นี่
“ได้ห้องแล้วครับคุณหนู เดี๋ยวผมพาคุณหนูไปพักก่อน แล้วจะออกไปหาอะไรมาตุนไว้ให้ เราคงต้องพักที่นี่สักพัก”
ฉันพยักหน้าให้กับฉิงเฉา เดินตามเขามายังห้องที่อยู่ชั้นสองของบ้านเช่าหลังนี้ ที่นี่มีแค่สองชั้น ชั้นละสองห้อง ด้านล่างปูด้วยปูนแต่ด้านบนเป็นไม้ธรรมดา
ฉิงเฉาทิ้งฉันไว้ที่ห้องพักประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เขาก็กลับมาพร้อมกับถุงสีขาวของร้านสะดวกซื้อ
“ผมมีเงินไทยติดตัวไม่เท่าไหร่ ไว้พรุ่งนี้จะลองเอาเงินไปแลกที่ธนาคารหวังว่าผมจะหาญาติของนายหญิงพบก่อนพวกมันจะมาถึง”
ฉันขมวดคิ้วกับคำพูดประโยคหลังของฉิงเฉา ‘พวกมัน’ ที่เขาพูดหมายถึงใคร ดูเหมือนเขาจะหวาดกลัวกับคนที่เขาเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้มาก ดูจากหน้าที่ถอดสี ร่างกายที่สั่นเทา
‘ทำไมเขาต้องดูเกร็งและเครียดมากขนาดนั้นด้วย’
“นายหมายถึงพวกไหนเหรอ” เพราะความอยากรู้เลยเอ่ยถามเขาออกไป หวังว่าเขาคงจะบอกให้ฉันหายสงสัยบ้าง แต่ไม่เลย...
ฉิงเฉากลับเลี่ยงการตอบคำถามฉัน เดินไปมุมห้อง แกะกระติกน้ำร้อนที่เพิ่งซื้อมา เติมน้ำล้างอยู่สองสามครั้ง จากนั้นจึงเสียบปลั๊กกับเต้าเสียบที่ติดอยู่ข้างผนังไม้ของห้อง และทิ้งตัวนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆ กระติกน้ำร้อนนั้น
ความสงสัยใคร่รู้ของฉันยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทำไมเขาไม่ยอมบอกฉันถึงพวกนั้นที่เขาหลุดปากพูดออกมา มันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่เขาพาฉันหนีข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่ประเทศไทยแบบนี้ด้วยหรือเปล่า
หลังจากที่ฉิงเฉาจัดการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ฉันทานเสร็จ เขาสั่งให้ฉันอยู่แต่ห้องนี้ เพราะตัวเองต้องออกไปทำธุระข้างนอก ซึ่งตอนนี้เวลาก็ผ่านมาเกือบสามชั่วโมงแล้วที่ฉิงเฉาทิ้งฉันไว้ที่ห้องนี้คนเดียว
ฉันก้มลงมองถุงผ้าสีแดงที่ปักด้วยตัวอักษรจีนว่า ‘หลัน ไฉ่หง’ ที่ฉิงเฉาทิ้งไว้ให้ เขาบอกให้ฉันเก็บรักษามันไว้ให้ดี เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าฉันคือใคร
[ครับ เฮียออกมาทำธุระ... เฮียม้าเอาไงกับ...]เหมือนจะได้ยินเสียงใครอีกคนเรียกมอม้าและถามความเห็นอะไรเขาสักอย่าง แต่เสียงนั้นมันลอดเข้ามาเบาๆ ทำให้ฉันจับใจความไม่ได้“เอ่อ ถ้ายุ่งอยู่ หงส์ขอคุยกับคุณยูกิได้ไหมคะ” ฉันลองเรียบๆ เคียงๆ ถามหาเจ้าของมือถือดู แต่กลับได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังกลับมา[…]“ถ้าคุณยูกิไม่ว่าง หงส์ไม่กว...” ฉันกำลังจะบอกว่าไม่รบกวนเขาแล้วหากเจ้านายเขาไม่คุยกับฉันแต่มอม้ากลับพูดแทรกขึ้นมา[คุณไฉ่หงมาที่ที่หนึ่งได้ไหมครับ เดี๋ยวผมส่งคนไปรับ]“คือ หงส์ออกไปไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันจะบอกเขาดีไหมนะว่าเจ้านายเขาขังฉันไว้ไม่ให้ออกไปไหนแบบนี้[แต่มันสำคัญมาก ผมอยากให้คุณไฉ่หงมาที่นี่และตอนนี้!] เสียงมอม้าดูหดหู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เรียกให้หัวใจฉันเต้นกระหน่ำปนวูบไหวไปด้วย“คือ หงส์ออกจากห้องตัวเองไม่ได้” ฉันลองบอกมอม้าถึงสิ่งที่ขัดขวางฉันสู่โลกภายนอกอีกครั้ง[ไอ้เฮียขังคุณไฉ่หงไว้สินะ] เหมือนมอม้าจะรู้จักเจ้านายเขาดี คำพูดก่อนหน้าไม่น่าจะใช่คำถามสำหรับฉัน เขาน่าจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า“…” ฉันเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรออกไป ในเมื่อมันเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ[ไม่เป็นไร เดี๋ยวผม
“เออๆ” ผมหันกลับไปพยักหน้าให้น้องชาย พร้อมกับสูดลมเข้าปอดเพื่อระงับสติอารมณ์ของตัวเองแอ้ด... เสียงประตูห้องฉุกเฉินดังขึ้น“คนไหนญาติคนไข้ครับ” เสียงหมอท่านหนึ่งถามขึ้น ผมรีบวิ่งไปเกาะแขนท่านเขย่าๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงสั่นหน่อยๆ“ผมเป็นลูกน้องคนสนิทคุณยูกิครับ คนไข้ปลอดภัยใช่ไหมครับ” พูดไปเขย่าร่างกายหมอที่เป็นเจ้าของไข้เฮียยูกิไปพลางๆ“ใจเย็นๆ นะครับ ตอนนี้เราผ่ากระสุนออกได้สำเร็จแล้ว คนไข้เสียเลือดมากแต่โชคดีที่เป็นกรุ๊ปเลือดปกติที่ทางโรงพยาบาลเรามีสำรองเยอะ ตอนนี้ก็แค่ให้คนไข้นอนพักฟื้นอีกสักสามชั่วโมง หากไม่มีอาการติดเชื้อเราจะย้ายคนไข้ไปห้องพักฟื้นปกติอีกทีครับ” หมอคนไข้เฮียยูกิเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม แม้บนใบหน้าท่านจะดูเหนื่อยล้า“ขอบคุณมากครับหมอ ผมเข้าไปเยี่ยมได้ไหมครับ” ผมเอ่ยถามหมอด้วยความร้อนใจ ผมอยากเห็นกับตาว่าไอ้เฮียมันปลอดภัยจริงๆ“ตอนนี้ยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมนะครับ ไว้รออีกสามชั่วโมงหลังหมอตรวจอาการอีกทีจะให้เข้าเยี่ยมครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวก่อนนะครับ”ผมถึงกับคอตกแต่ก็ยอมพยักหน้ารับคำหมอ และปล่อยมือออกจากร่างกายท่านเพื่อให้กลับไปทำหน้าที่ตามเดิม“เอาน่าเฮียม้า ตอนนี้ไอ
ก๊อกๆ“มีใครอยู่ข้างนอกมั้ย ได้ยินฉันหรือเปล่า” อัปจนหันทางที่จะติดต่อยูกิแล้วจริงๆ ในเครื่องฉันก็มีแค่เบอร์เฮียเทียน ยูกิ และเฉินฮ่งที่เพิ่งบันทึกไว้ครั้นโทรหาพี่ชายตัวดีในยามคับขันก็ไม่มีคนรับสายเช่นกันหลังจากลองเคาะประตูห้องนอนยูกิไปพักใหญ่ๆ ปรากฏว่าทุกอย่างเงียบงัน ไม่มีใครส่งเสียงตอบกลับมาสักคน ฉุกคิดขึ้นได้ตอนที่ยูกิพาฉันมาที่ห้องนอนเขามีประตูเชื่อมที่ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ เลยเลือกใช้เส้นทางนั้นเชื่อมไปยังห้องนอนของตัวเอง เผื่อว่ายูกิจะไม่ได้ล็อกประตูห้องฉันจากทางด้านนอกเหมือนห้องของเขาแกรกๆยูกิรอบคอบเกินไปแล้ว เขาปิดทางหนีของฉันทุกทาง แม้แต่ห้องนอนฉันเขาก็ล็อกมันไว้จากทางด้านนอกปังๆ ฉันลองเคาะประตูห้องตัวเองอีกครั้ง“คุณไฉ่หงต้องการอะไรหรือเปล่าครับ” ครั้งนี้ได้ผล มีเสียงถามออกมาจากหน้าห้องฉันดังขึ้น“คือ หงส์” แต่พอจะเอ่ยถามถึงเจ้านายพวกเขาลิ้นกลับชาหนึบขึ้นมาทันที แต่ก็แค่ชั่วครู่ เพราะความเป็นห่วงมันมีมากกว่าทิฐิพวกนั้น“ฉันอยากพบคุณยูกิ” ฉันบอกความต้องการของตัวเองออกไป“คุณยูกิออกไปทำธุระยังไม่กลับ ไว้พรุ่งนี้เช้าผมจะเรียนท่านให้นะครับ”เสียงลูกน้องคนเดิมเอ
“เฮีย” ไอ้มอม้าวิ่งมาหาผมที่ตอนนี้ค่อยๆ กวาดตามองดูความผิดปกติรอบๆ พื้นที่ “พวกมันไปแล้ว ไม่มีใครบาดเจ็บก็ดีแล้ว”ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีที่ลูกน้องผมคัดมาแต่คนที่ว่องไว มีฝีมืออยู่บ้างเลยหลบห่ากระสุนนั้นได้ทัน“เฮ้ย! เลือด” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อไอ้มอม้าตะโกนเหมือนใครได้รับบาดเจ็บ“ไอ้ใบไม้! ไอ้เฮียถูกยิง!!” ผมได้ยินเสียงมอม้าตะโกนเรียกน้องมันผมเนี่ยนะถูกยิง? บ้าไปแล้ว ไม่เห็นรู้สึก จะ เจ็บตรงไหนเลย“อึก เชี่ย!”เพราะคำพูดไอ้มอม้าทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกถึงความเหนียวหนืดของๆ เหลวบางอย่างกำลังไหลออกมาแถวๆ ซี่โครงทางด้านขวาโดนยิงตอนไหนวะ? ผมว่าเมื่อกี้ผมหลบทันนะ ไอ้กระสุนนัดที่มันดังขึ้นก่อนที่ผมจะล้มโต๊ะเป็นเกราะกำบังน่ะ“ไปเอารถมาสิวะ มัวชักช้าทำซากอะไร!” เสียงใครสักคนดังขึ้นเหมือนจะอยู่ใกล้ๆ แต่มันกลับดังเหมือนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไกลออกไปเรื่อยๆ‘ไฉ่หง’วูบหนึ่งผมคิดถึงใบหน้าสวยหวานของเธอ คนที่หัวใจผมร่ำร้องอยากกลับไปหาเธอให้เร็วที่สุด[End part]เพล้ง~“อ๊ะ!”อะไรกัน นี่ฉันเหม่อลอยถึงขนาดทำแก้วน้ำหลุดมือหล่นแตกเลยงั้นเหรอเมื่อกี้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ภายในห้องนอนของยูกิยังคงมีแ





