Masuk@โรงพยาบาล
ผมรีบอุ้มร่างบางที่ยังคงหมดสติของมิเกลเข้าไปในโรงพยาบาล ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นทันทีที่เจ้าหน้าที่เห็นอาการของเธอ พยาบาลรีบเข็นเตียงเข้ามารับต่อจากอ้อมแขนผม แล้วเร่งพาเธอเข้าไปยังห้องฉุกเฉินโดยไม่เสียเวลา ผมได้แต่ยืนมองตามร่างของเธอที่หายลับไปกับประตูสีขาวสะอาดนั้น หัวใจบีบรัดจนเจ็บ หน้าอกหนักอึ้งอย่างไร้เหตุผล ภาพร่างเธอที่หมดสติซ้อนทับกับคำพูดเย็นชาของผมเมื่อคืนมันวนเวียนในหัวไม่หยุด เวลาผ่านไปหลายนาที แต่สำหรับผม มันเหมือนผ่านไปชั่วโมง...จนกระทั่งเสียงรองเท้าของใครบางคนเดินออกมาจากประตูห้องฉุกเฉินชั้นเลื่อน เสียงนั้นสะท้อนก้องในหูผมอย่างชัดเจน คุณหมอในชุดกาวน์สีขาวสะอาด หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ใบหน้าดูสุขุมเดินตรงมาหาผม สายตานิ่งเรียบแต่มากไปด้วยความมั่นใจ "คุณหมอเธอเป็นยังงัยบ้างครับ" น้ำเสียงผมเร่งร้อน รีบถามทันทีที่หมอปรากฏตัว ความกังวลยังคงเกาะแน่นเต็มอก "คุณเป็นอะไรกับคนไข้ครับ" คำถามของหมอทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเขามองมานิ่งๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ...แต่ผมกลับรู้สึกไม่ชอบอย่างประหลาดโดยเฉพาะพอเห็นหน้าหล่อๆ นั่น ผมหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพลั่งคำตอบออกไปโดยไม่ทันคิด "เอ่อ...เป็น......เป็นสามีครับ" เสียงคำว่า "สามี" หลุดจากปากผมอย่างฉับพลัน ผมพลั่งปากพูดคำนี้ออกไป...ด้วยมองดูหน้าตาของหมอหนุ่มแล้ว ดูหล่อเหลาเอาการ ผมจึงพูดออกไปแบบนั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก แต่กันท่าเอาไว้เฉยๆ "เธอน่าจะพักผ่อนน้อย และร่างกายดูอ่อนเพลียมาก เหมือนจะมีความเครียดสะสมด้วยนะครับ ยังงัยก็อย่าให้เธอมีความเครียดมากไป อาจทำให้เธอช็อกได้" คำอธิบายของหมอฟังแล้วเหมือนค้อนมาทุบอกผมอย่างแรง ความรู้สึกผิดแล่นวาบขึ้นมาในอก ผมเป็นต้นเหตุของความเครียดทั้งหมดนั้นเอง... "ครับ..สามารถกลับบ้านได้เลยไหม" เสียงผมอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้แฝงความแข็งกระด้างเหมือนทุกครั้ง หัวใจเหมือนโดนบีบแน่นขึ้นทุกที "หมอสั่งให้น้ำเกลือไปสองกระปุก อีกสัก 2 ชั่วโมงก็น่าจะกลับบ้านได้ครับ" "ครับ...ขอบคุณครับ" ผมตอบเบาๆ ดวงตายังจับจ้องไปยังประตูห้องฉุกเฉินที่ปิดสนิท แต่อารมณ์ในใจเริ่มเปิดกว้างขึ้นทีละนิด ไม่รู้ว่าเพราะความกลัว...หรือเพราะความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยยอมรับมาก่อนกันแน่ ผมเดินเข้ามาหาเธอในห้องพักฟื้น เเสียงเครื่องวัดชีพจรเต้นเป็นจังหวะเบาๆ ข้างเตียงผู้ป่วย ผมเดินเข้ามาช้าๆ สายตาจับจ้องไปยังร่างบางที่นอนอยู่บนเตียง เธอตื่นแล้ว แต่กลับหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ไม่แม้แต่จะชายตามองมาทางผมสักนิด ผมยืนนิ่งอยู่ปลายเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ชะโงกหน้าเล็กน้อยเพื่อมองเธอชัดๆ หัวใจรู้สึกหน่วงแปลกๆ กับท่าทีเฉยเมยของเธอ "โกรธฉันเหรอ...." ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ แต่เธอก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ขยับ ไม่แม้แต่กระพริบตาตอบสนอง "........................." เงียบ…เงียบจนน่าหงุดหงิด แต่ก็อดรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ไม่ได้ ผมหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง พลางพยายามเปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นแบบเดิมที่คุ้นเคย "อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ..แค่ล้อเธอเล่นนิดเดียวเอง" เสียงหัวเราะแห้งๆ หลุดออกมาแบบฝืนๆ แต่ก็ยังไร้เสียงตอบรับจากเธอ "ขี้งอนจังเลยนะ" ผมหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเธอ เสี้ยวหน้านั้นเต็มไปด้วยความเฉยชา แววตาเหม่อลอยที่จ้องออกไปนอกหน้าต่าง บ่งบอกว่าเธอไม่อยากแม้แต่จะฟังในสิ่งที่ผมพูด "หมอบอกว่าร่างกายเธออ่อนแอ ให้เธอเข้าน้ำเกลือสองกระปุกก็กลับบ้านได้ งั้นฉันจะรอเธอตรงนี้นะ" ผมพูดพลางขยับกายเอนหลังพิงโซฟา มือประสานกันไว้บนตัก สายตายังคงจับจ้องที่เธออย่างไม่ลดละ เธอไม่มีท่าทีจะยอมคืนดี ไม่มีแม้แต่แววลังเลเล็กๆ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดในความดื้อเงียบของเธอ เวลาผ่านไปจนกระทั่งเธอพยายามขยับตัวลงจากเตียง ท่าทางเชื่องช้า อ่อนแรง ผมรีบลุกขึ้นแล้วก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว "ฉันช่วย..." มือผมยื่นไปพยุงเธอไว้โดยอัตโนมัติ "ไม่ต้องค่ะ..เกลไปเองได้" น้ำเสียงเธอเรียบสนิท สีหน้าแปลกใจเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าผมจะเข้ามาช่วยแบบนี้ ดวงตาคู่นั้นสบตาผมแว๊บหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีเช่นเคย "ฉันบอกว่าฉันช่วยงัย..." ผมพูดย้ำในน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย พลางโอบเอวเธอจากด้านหลังโดยไม่รอฟังคำค้าน ยัยนั่นสะดุ้งเล็กน้อยอย่างตกใจ กล้ามเนื้อเกร็งไปชั่วขณะราวกับไม่ชินกับการถูกแตะต้องแบบนี้ เธอหลบสายตา ลมหายใจติดขัด ผมรับรู้ถึงความเก้อเขินของเธอ แม้มันจะเป็นการสัมผัสแค่ผิวเผิน…แต่มันกลับทำให้ทุกอย่างเงียบลงไปชั่ววินาที...ที่จริงผมก็ไม่อยากจะแตะต้องเธอหรอกนะ แค่ทำไปตามแผน @คอนโด บรรยากาศในรถเงียบเชียบตลอดทาง จนกระทั่งกลับมาถึงห้อง เธอหันมาพูดกับผมเสียงเบา "ขอบคุณนะคะ" ผมหันไปมองเธอเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ ตอบรับ "อืม..แล้วไม่ต้องล็อกห้องล่ะ เผื่อเป็นอะไรอีก ฉันจะได้เข้าไปทัน" ประโยคนั้นหลุดออกมาเหมือนไม่ได้คิดอะไรนัก แต่น้ำเสียงกลับแฝงความห่วงใยที่เจ้าตัวยังไม่ยอมรับ "ถึงอยากจะล็อกก็คงล็อกไม่ได้แล้วล่ะค่ะ....คุณเวหาทำมันพังขนาดนั้น" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันเบาๆ ดวงตากลอกมองประตูที่โดนงัดจนบานแง้ก ผมหลุดหัวเราะในลำคออย่างไม่สะทกสะท้าน "ก็ถ้าไม่พังเข้าไป แล้วจะช่วยเธอยังงัย ป่านนี้คงกลายเป็นศพขึ้นอืดไปแล้วมั้ง" น้ำเสียงของผมเรียบเฉยแต่แฝงความจริงจังไว้ลึกๆ แม้จะเป็นคำพูดประชด แต่มันก็มาจากความตกใจในตอนที่เห็นเธอหมดสติ "ยังงัยก็ขอบคุณนะคะที่ช่วยพาเกลไปส่งโรงพยาบาล" เธอกล่าวขอบคุณอีกครั้ง สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแววรู้สึกผิดปนประหลาดใจในตัวผม "อืม..พักผ่อนได้แล้ว" ผมตอบเสียงนิ่งๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงอย่างแผ่วเบา แต่ในใจกลับไม่เงียบเลยสักนิด... @18.00 น. ในห้องนั่งเล่นของคอนโด แสงไฟจากโคมเหนือหัวให้ความสว่างแบบนวลตา เงาของชายหนุ่มที่ยืนถือถุงอาหารสะท้อนทาบบนพื้นลามิเนต เขายื่นกล่องข้าวต้มให้หญิงสาวที่กำลังนั่งพิงหมอนบนโซฟา สีหน้าของเธอดูตกใจเล็กน้อย "เกลมากินข้าว ฉันสั่งข้าวต้มมาให้" น้ำเสียงนั้นไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนเคย แถมยังแฝงความอ่อนโยนจนเธอเผลอเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ "สั่งมาให้เกล?" เธอถามกลับเบาๆ พลางมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่ไว้ใจ "ก็ใช่งัย...สงสัยอะไร.." เขาตอบเรียบๆ พลางเดินไปวางกล่องข้าวบนโต๊ะเล็กหน้าเธอ พร้อมทั้งนั่งลงบนโซฟาข้างๆ เธอจนไหล่แทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาลอยแตะจมูกเธอ "ขะ...ขอบคุณค่ะ" เสียงเธอเบาเหมือนกระซิบ ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อยในความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในใจ @เกล ฉันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้… วันนี้คุณเวหาดูใจดีกับฉันมากผิดปกติ หรือว่าจะรู้สึกผิดกับเรื่องเมื่อคืน? ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะมีน้ำใจกับฉันขนาดนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาเกลียดฉันเอามากๆ ฉันเริ่มตักข้าวต้มขึ้นมากินอย่างเงียบๆ แต่สายตาของเขาที่จับจ้องมานิ่งๆ ทำให้มือไม้ฉันเริ่มสั่นเล็กน้อย ความเขินอายแล่นวาบขึ้นมาบนหน้า เขานั่งจ้องหน้าฉันไม่วางตา รู้สึกเหมือนโดนจับผิดยังไงไม่รู้ "อิ่มแล้วเหรอ.." เขาถามขึ้น เมื่อเห็นเธอหยุดตักข้าวไปเฉยๆ เธอเงยหน้ามองเขา แววตาละล้าละลังชัดเจน "คือ...คุณเวหานั่งจ้องเกลแบบนี้ เกลอึดอัด.." คำพูดของเธอทำให้มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้อง "ฉันก็แค่อยากมองหน้าเธอให้ชัดๆ พึ่งจะสังเกตว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก" คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอสะดุ้ง ตกใจจนรีบยกน้ำขึ้นดื่ม และแล้ว... "แค๊ก..แค๊ก..!" เธอสำลักน้ำออกมาทันที หน้าแดงวาบ มือยกขึ้นเช็ดปากลวกๆ "หึ..ถึงกับสำลักเลยเหรอ..ไหนดูสิ เปื้อนหมดแล้ว" เขาพูดพลางยื่นมือมาใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดมุมปากของเธออย่างแนบเนียน การกระทำที่ไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ เธอสะดุ้งตกใจกับการกระทำที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นแบบนี้ "เออ..คุณเวหาคะ คือว่า" เสียงเธอเบาหวิว ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือหลบหนี "อะไร...มีอะไรจะถามก็ถามมา" เขายังนิ่ง สีหน้าดูไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาเธอเลยแม้แต่น้อย "คือ..คุณทำแบบนี้กับเกลทำไมคะ" "แบบไหน?" เขาขมวดคิ้วคล้ายไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ "ก็มาทำดีกับเกลแบบนี้ เกลรู้สึกแปลกๆ มันไม่ใช่คุณเวหาเลยนะคะ" น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความสับสนและระแวง "เธอนี้ก็แปลก พอฉันดีด้วยก็ว่า ฉันใจร้ายก็ว่า...ฉันรู้สึกผิดเรื่องคืนนั่น ก็เลยอยากจะขอโทษ" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลลง พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ เหมือนรู้ตัวว่าทำผิดจริง "ขอโทษ?" เธอทวนคำเบาๆ ดวงตาเบิกกว้างอีกครั้ง "...คุณเวหากำลังขอโทษเกล..." เธอถามเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง "ก็ใช่งัย...." "เอ่อ...คือเกล..." เสียงเธอขาดห้วง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก "หรือเธอยังโกรธฉันอยู่" "ปะ..เปล่านะคะ.." "ก็ดี...งั้นก็ทานข้าวให้หมด แล้วไปนอนพักผ่อน พรุ่งนี้จะได้มีแรงไปเรียน" เขาพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน ร่างสูงเดินออกไปจากโซฟา เธอได้แต่มองตามไปเงียบๆ เธอตอบรับเขาไป ทั้งที่ในใจก็ยังงุนงงกับการกระทำของเขา เขาคงจะรู้สึกผิดจริงๆ ถึงได้กล้าพูดคำว่าขอโทษกับเธอ… หลังจากเก็บจานและล้างหน้าเรียบร้อย เกลเดินเข้าไปในห้องนอน เตรียมจะล้มตัวลงพัก แต่แล้วประตูห้องก็เปิดออกอย่างช้าๆ ร่างสูงของคุณเวหาเดินเข้ามาพร้อมสายตาที่มองเธอนิ่งๆ "จะนอนแล้วเหรอ..." เสียงเขาดังขึ้นในความเงียบ "คุณเวหา....เข้ามาในห้องเกลทำไมคะ" เธอลุกขึ้นนั่ง สีหน้าตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง "ห้องเธอ?" "ก็คุณบอกว่าห้องนี้เป็นห้องของเกล" "หึ..ก็ได้...ก็ได้ ห้องเธอก็ห้องเธอ." เขายอมรับพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วกวาดตามองห้องรอบๆ "จัดห้องได้ดูดีนิ...แต่ก่อนเป็นห้องเก็บของรกออกจะตาย แต่เธอก็สามารถจัดการมันได้" "เอ่อ..แล้วคุณเข้ามามีอะไรคะ...หรือจะใช้เกลทำอะไร" เสียงเธอสั่นเครือเล็กน้อย "เปล่า ฉันแค่จะมาบอกว่า ห้องนอนแขกเธอสามารถออกมาใช้ได้นะ" "......หมายความว่ายังงัยคะ" "ห้องนั้นฉันยกให้เธอเป็นคนดูแล..." คำพูดของเขาทำให้เธอเบิกตากว้าง "ให้เกล...?" "อืม...." เขาตอบพร้อมพยักหน้า "แล้วเวลาคุณพา..เอ่อ..พาแขกมาจะทำยังงัย.." เธอถามอย่างไม่แน่ใจ แขกที่ว่าก็คือบรรดาผู้หญิงของเขานั่นแหละ "ฉันไม่พาใครมาแล้ว..." "ทำไมคะ.." "ก็ฉันมีเธอเป็นเมียแล้วงัย" เธอตกตะลึง สองมือกำผ้าห่มแน่น "คุณเวหา...." "ฉันไปนอนก่อนนะ นอนหลับฝันดี อย่าลืมฝันถึงฉันด้วยล่ะ..." เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี หึ...ผมคลี่ยิ้มออกมาทันทีที่เดินออกมาจากห้องของยัยคนใช้ ดูจากท่าทางของเธอแล้ว คงจะเขินผมไม่น้อย ไม่เคยมีใครจีบละสิท่า ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนตัวเองจริงๆ ที่ต้องพูดไปแบบนี้ แต่การที่จะทำให้ยัยนั่นหลงรัก ผมคงต้องฝืนทนทำดีกับเธอหน่อย เพื่อผลประโยชน์ของผมในอนาคต@กรุงเทพมหานคร ✈️แสงแดดยามบ่ายสาดไล้ผ่านม่านบางในบ้านหลังใหญ่ของเราอย่างอบอุ่น กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกไม้สดจากแจกันกลางโต๊ะต้อนรับความรู้สึกที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง ผมกับมิเกลเพิ่งเดินทางกลับถึงบ้าน ทุกอย่างยังคงอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก... เหมือนได้กลับมาสู่ที่ที่หัวใจเคยพรากจากกันไปนานเกินไปเสียงฝีเท้าของใครบางคนกระทบพื้นดังใกล้เข้ามา ก่อนที่ร่างเล็ก ๆ จะวิ่งพรวดเข้ามาด้วยความเร็วเต็มฝีเท้า มือเล็กโอบรัดรอบตัวมิเกลแน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง คนตัวเล็กสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนจะปล่อยโฮออกมาท่ามกลางอ้อมแขนของแม่"แม่จ๋าหายไปหนายมา..."น้ำเสียงของวาโยสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากอาบแก้มนุ่ม ริมฝีปากเบะอย่างน่าสงสาร มือน้อย ๆ จับแขนแม่แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง"โอ้ๆๆ ไม่ร้องนะคะคนเก่งของแม่.."มิเกลก้มลงกอดลูกแน่น ลูบหลังเบา ๆ อย่างปลอบโยน น้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความรัก สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและคิดถึงในคราวเดียวกัน ผมมองสองแม่ลูกอย่างอบอุ่นในใจ มือผมเอื้อมไปหยิบของฝากที่เตรียมไว้จากสนามบิน พร้อมเอ่ยเรียกลูกเสียงนุ่ม"วาโยดูสิ..ป๊ะป๊าซื้ออะไรมาฝาก... ""ว้าว
"ทำไม ครั้งแรกที่พี่เจอวาโย ยัยหนูถึงเรียกพี่ว่า 'ป๊ะป๊า'"น้ำเสียงของผมแม้จะแผ่วเบา แต่ก็หนักแน่น ราวกับคำถามนั้นแบกความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอกมานาน ผมมองสบตาเธอ อยากจะรู้ว่าความจริงคืออะไร นี่คือคำถามที่ผมสงสัยมาโดยตลอด ในเมื่อแต่ก่อนมิเกลไม่อยากให้ผมเจอลูก ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้ผมได้พบเจอเธอ ไม่ยอมให้ผมเฉียดเข้าไปใกล้ชีวิตแม่ลูกคู่นั้นเลย แล้วเหตุใด... ครั้งแรกที่วาโยเจอผม ดวงตากลมโตคู่นั้นจึงเรียกผมว่า “ป๊ะป๊า” อย่างไม่ลังเล..."วาโยเป็นเด็กช่างพูดช่างถาม เมื่อตอนแกยังเล็ก เกลบอกแกเสมอว่าพี่เวคือพ่อของแก แต่ด้วยความที่ลูกสาวของพี่ราม เรียกพี่รามว่าป๊ะป๊า แกเลยเรียกตามมั้งคะ"มิเกลตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาอ่อนโยนในขณะที่พูดถึงลูกสาว ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นเมื่อเอ่ยถึงวาโย บ่งบอกถึงความรักที่เธอมีต่อลูกอย่างเต็มเปี่ยม แม้คำตอบนั้นจะเรียบง่าย แต่มันกลับทำให้ผมเงียบงัน ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างลังเล"เกล ไม่คิดจะปิดบังลูกเหรอ ในเมื่อตอนนั้นเกลคิดว่าพี่....." ดวงตาของผมมองลึกลงไปในดวงตาเธอ ขณะที่น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดอย่างเงียบงัน ผม
คำสัญญาที่รับปากไป แม้จะไม่มั่นใจว่าผมจะไม่โทษตัวเองได้จริงหรือไม่ หากได้รู้เรื่องทั้งหมด แต่ผมก็ยินดีจะฟังในทุกคำ ทุกความเจ็บปวดของเธอ มิเกลเริ่มเล่า เสียงของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ ความเศร้าเคลือบอยู่ในถ้อยคำ ดวงตาที่เคยสวยสดใสกลับเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้"เมื่อสามปีที่แล้ว เกลรู้ว่าเกลตั้งท้องวาโยหลังจากเกลออกมาได้ 2 เดือน ตอนนั้นเกลไม่รู้จะทำยังไง มันสิ้นหวังไปหมด เกลไม่กล้าบอกใคร โดยเฉพาะพี่ เกลกลัวว่าพี่จะไม่ยอมรับเขา กลัวว่าพี่จะให้เกลเอาเขาออก เกลกลัวไปหมด "เธอเล่าทุกอย่างอย่างละเอียด น้ำเสียงแผ่วเบา มือที่กุมผมไว้สั่นเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาของเธอมองลงต่ำคล้ายจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผมเห็นความปวดร้าวที่ฉายอยู่ในแววตา ผมฟังทุกถ้อยคำด้วยหัวใจที่เหมือนจะแตกสลายทุกวินาที ผมกุมมือเธอไว้แน่นกว่าเดิม อยากจะบอกให้เธอรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้กับเธอ ไม่ได้ไปไหนแล้ว"ตอนนั้นเกลคิดแค่ว่าเกลอยากดูแลเขา อยากมีเขาอยู่ในชีวิต เพราะชีวิตของเกลไม่มีใคร ไม่เหลือใครเลยสักคน เกลเหมือนตัวคนเดียว... ""พอเกลตั้งท้องได้ราวๆ ห้าเดือน ก็เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่เป็นอันตรายมาก
@เวลา 13.00 น. 🕗ผมตื่นลืมตาขึ้นมาในเวลาบ่ายของอีกวัน ร่างกายของผมตอนนี้มันรู้สึกเหมื่อยล้าไปหมด ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นจากเตียง ดูเหมือนจะตัวรุมๆคล้ายจะเป็นไข้อีกด้วย"แคะ..แคะ..."พี่เว..เป็นอะไรคะ..ไม่สบายหรือเปล่าผมมองไปยังต้นเสียงที่ตอนนี้ถือถาดอาหารเข้ามาให้ผม ตั้งแต่มิเกลเดินเข้ามาในห้องทำให้ผมสงสัยมากเหลือเกินว่าทำไมท่าทางของเธอดูปกติ ไม่มีอาการของคนเหนื่อยล้าเลยแม่แต่น้อย เธอยังคงจัดนั้นโน่นนี่ตามปกติ ต่างจากผมที่ตอนนี้ถูกเมียจับกินจนจับไข้"พี่รู้สึกเหมือนตัวรุมๆ"ไหน..เกลขอดูหน่อย มิเกลเดินเข้ามานั่งลงข้างเตียงแล้วเอาหลังมือมาแตะลงที่หน้าผากหนา"เกลว่าพี่คงจะมีไข้นะคะ...ตัวร้อนๆ..ทานข้าวแล้วทานยา เดี๋ยวเกลเอายามาให้.."ครับ... ผมยอมรับแต่โดยดี ก่อนจะทานข้าวที่เกลทำมาให้ แล้วทานยาตามที่เธอบอก"พี่เวพักผ่อนนะคะ..ผักผ่อนให้มากๆ คืนนี้จะได้มีแรง"เกล..."คะ.."เอ่อ..คือ..เมื่อคืน เกลทำถึงไหนเหรอ.."หกโมงเช้ามั้งคะ พี่เวสลบไปก่อน..เกลเลยกินต่อคนเดียว"สลบ ?"ค่ะ...จำไม่ได้เหรอคะ..."คือ..พอดีเมื่อวานพี่เหนื่อยจากงานน่ะครับ..เลยแข้งขาอ่อนไปหน่อย"อ่อ...เกลว่าแล้ว...เพราะปกติพี่
@กระบี่ ~ วันที่ 2 🏖️เช้าวันใหม่ที่กระบี่ ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงอบอุ่นผ่านม่านสีขาวบางเบาเข้ามาในห้องพักหรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรมริมทะเล กลิ่นทะเลจางๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอมภายในห้อง ผมค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากเตียงนุ่ม แต่สิ่งแรกที่พบกลับไม่ใช่ใบหน้าเล็กที่ควรจะซุกอยู่ข้างกันผมพลิกตัวอย่างร้อนรน ใจเต้นโครมครามเมื่อพบเพียงรอยยับบนผ้าปูที่นอน และหมอนที่ว่างเปล่า ร่างทั้งร่างของเธอไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ความคิดแวบแรกที่พุ่งเข้ามาคือ... เธอหนีไปอีกแล้วหรือเปล่า เหมือนคราวก่อนนั้น?ผมลุกพรวดขึ้นจากเตียงโดยไม่ทันนึกถึงสภาพตัวเองที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ล้างหน้า หรือแปรงฟัน ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกพุ่งสูงจนสมองขาวโพลน"เกล... อยู่ไหนครับ"เสียงตะโกนของผมสะท้อนไปทั่วห้อง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินทั่วทุกมุมอย่างไร้ทิศทาง มือสั่นเล็กน้อยตอนเปิดประตูห้อง เดินผ่านทางเดินยาวโล่งของโรงแรม หัวใจเต้นกระหน่ำในอก ผมถามพนักงานทุกคนที่เดินผ่าน ไม่มีใครเห็นเธอเลย...จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ผมกลับมาที่ห้องอีกครั้งอย่างหมดแรง ตั้งใจจะอาบน้ำแล้วออกตามหาเธอใหม่ แต่ทันทีที่เปิดประตู..."พี
"เดี๋ยวพี่สอน ....ผมรีบดีดตัวขึ้นมาทันที..."ทำแบบนี้นะ...ผมจับมือน้อยขึ้นมาวางที่น้องชายของผม ครั้งแรกที่เธอสัมผัส ทำเอาผมเสียวซ่านไปทั้งตัว มือนุ่มนิ่มจับท่อนเอ็นเอาไว้หลวมๆ ก่อนที่ผมจะสอนเธอชักขึ้นชักลงตามจังหวะ"อื้อ....ซี๊ด...แบบนั้นแหละครับคนเก่ง.."อ๊าาา...เกล..เร็วขึ้นหน่อยผมยืนตัวตรง เงยหน้าขึ้นมองเพดาน มือหนายันกำแพงเอาไว้ ส่วนคนตัวเล็กนั่งคุกเข่าใช้มือนุ่มนิ่มชักท่อนเอ็นของผมขึ้นลงไม่ขาด"อ๊า..เกล....กินให้พี่หน่อย.."กะ..กินเหรอคะ"เอามันเข้าไปในปาก แล้วดูดเลียเมื่อเกลกินไอติม"แต่มันใหญ่มากเลยนะคะ มันจะเข้าปากเกลได้เหรอ"ได้สิ .... อ้าปาก ผมยัดท่อนเอ็นหนาเข้าไปในปากเธอ จนเธอสำลักออกมา"แค๊กๆๆ..."พี่เว...มันลึกจนทิ้มคอเกล"งั้นเกล ดูดแค่ส่วนหัว แล้วเลียตามลำของมันก่อน...คนตัวเล็กทำตามที่ผมบอก ทันทีที่ปลายลิ้นเล็กแตะลงที่ส่วนหัว ก็ทำเอาผมแทบแตก ผมใช้สองมือช้อนเข้าไปที่ต้นคอขาว แล้วสอดนิ้วมือเข้าไปตามกลุ่มผมของคนตัวเล็ก ลูบวน ขยำมันเพื่อระบายความเสียวซ่านออกมา"อ๊าา.....เกล....ตวัดลิ้นไปมาหน่อย ดูดๆ เลียๆสลับกันไปมา..."อื้อ...ซี๊ดดด..แบบนั้นแหละครับ.."อ้าาาา....เกล...เ







